อย่าพิพากษาก่อนฟังคำให้การ (๑)

----------------------------------

เวลามีคนมาบอกเล่า หรือแม้ได้รับข้อมูลจากสื่อ ว่าผู้นั้นทำอย่างนั้นอย่างนี้ คนส่วนมากมักจะเกิดความรู้สึกชอบหรือชังผู้ที่ถูกกล่าวถึงนั้นในทันทีทันใดโดยไม่ทันได้เฉลียวใจคิดว่าเรื่องจริง ๆ เป็นอย่างไร และเรารู้เรื่องจริงแล้วหรือ

จึงขอเตือนสติท่านทั้งปวงที่มักตั้งความรู้สึกเช่นนั้นว่า อย่าพิพากษาใครก่อนที่จะได้ฟังคำให้การของเขา 

ถ้าเป็นคนที่เรารู้จักและยังพบปะเจอะเจอกันเสมอ และเราปรารถนาดีต่อเขาอย่างจริงใจ ก็จงใช้ความกล้าหาญถามเขาดูตรง ๆ ว่าเรื่องที่มีคนพูดกันนั้น จริง ๆ แล้วมันเป็นยังไงกันแน่ เราก็จะได้ฟัง “คำให้การของจำเลย” โดยตรงจากปากของผู้ที่เป็นต้นเรื่องต้นเหตุ 

แต่ถ้าหากเป็นคนที่เราไม่รู้จัก หรือไม่อยู่ในฐานะที่จะเข้าไปสอบถามโดยตรงได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม วิธีที่ดีที่สุดคือ จงวางเรื่องนั้นเสีย

แต่ถ้าเป็นเรื่องที่วางไม่ได้ หรือเป็นด้วยอยากรู้อยากเห็น อยากจะคิดจะทำอะไรต่อไปอีก ตามวิสัยคนใจไม่อยู่สุข วิธีที่ถูกต้องก็คือ สืบสวน สืบเสาะ ค้นหา ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งปวงให้ถึงที่สุดเสียก่อน

ต่อจากนั้นก็ใช้วิจารณญาณไตร่ตรองชั่งน้ำหนักเอาเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ

แล้วต่อจากนั้นจึงค่อยชอบหรือชังตามเหตุอันควรแก่ผล

สิ่งที่ควรเว้นอย่างที่สุดก็คือ ถ้ายังไม่ได้ตรวจสอบจนได้ความจริงชัดเจน ก็อย่าเที่ยวเอาเรื่องนั้นไปวิพากษ์วิจารณ์กับใคร ๆ ต่อไปอีก เพราะจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย นอกจากสนองความมันในอารมณ์ ซึ่งอันที่จริงแล้วก็คือท่านกำลังประพฤติสิ่งที่เขาเรียกกันมาแต่ไหนแต่ไรว่า “ปากบอน” นั่นเอง

ท่านย่อมว่า “สิ่งที่ท่านเห็น อาจไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิด”

เชิญสดับเรื่องราวต่อไปนี้เป็นอุทาหรณ์

.........................................................

หมายเหตุ: เรื่องนี้นำมาจากคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๕ เรื่องโกณฑธานเถรวัตถุ สำนวนแปลตามธัมมปทัฏฐกถาแปล ในที่นี้ได้ขัดเกลารูปประโยคให้เป็นภาษาธรรมดา แต่ก็คงสำนวนบาลีไว้ด้วย พึงอ่านโดยโยนิโสมนสิการเถิด

.........................................................

กุณฑธานะ

.........................................................

พระเถระผู้เป็นมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นบุตรพราหมณ์ในพระนครสาวัตถี  เรียนจบไตรเพทตามลัทธิพราหมณ์ ต่อมาเมื่อสูงอายุแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า เกิดความเลื่อมใส จึงบวชในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่นั้นมาก็มีรูปหญิงคนหนึ่งติดตามตัวตลอดเวลา จนกระทั่งได้บรรลุพระอรหัต รูปนั้นจึงหายไป ท่านได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่า เป็นเอตทัคคะในการถือเอาสลากเป็นปฐม

.........................................................

รูปสตรีติดตามพระเถระไปทุกแห่ง

.........................................................

จำเดิมแต่วันที่พระเถระนั้นบวชแล้ว รูปสตรีรูปหนึ่งติดตามไปกับพระเถระโดยที่พระเถระไม่เห็นรูปสตรีนั้น แต่คนทั้งหลายเห็น เมื่อท่านเที่ยวบิณฑบาตอยู่ภายในบ้าน คนถวายภิกษาทัพพีหนึ่งแล้วพูดว่า

“ท่านเจ้าข้า ส่วนนี้เป็นของสำหรับท่าน แต่ส่วนนี้สำหรับสตรีผู้สหายของท่าน”

ดังนี้แล้วก็ถวายภิกษาอีกทัพพีหนึ่ง

.........................................................

บุพกรรมของพระเถระ

.........................................................

ถามว่า บุพกรรมของท่านเป็นอย่างไร?

ตอบว่า ได้ยินว่าในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ภิกษุ ๒ รูปเป็นสหายกัน เป็นผู้กลมเกลียวกันอย่างยิ่งดุจคลอดจากครรภ์มารดาเดียวกัน

ปรกติในยุคแห่งพระพุทธเจ้าที่มีพระชนมายุยืนนาน ภิกษุทั้งหลายย่อมประชุมกันทำอุโบสถสังฆกรรมปีละครั้ง หรือบางทีก็ ๖ เดือนครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้น เมื่อถึงวันกำหนดทำอุโบสถ ภิกษุทั้งสองรูปนั้นก็ออกไปจากที่อยู่ด้วยหมายใจว่าจะไปโรงอุโบสถ

.........................................................

เทวดาแกล้งทำพระเถระให้แตกกัน

.........................................................

เทวดาผู้เกิดในชั้นดาวดึงส์ตนหนึ่ง เป็นเทวดาเกเร เห็นท่านทั้งสองแล้วคิดว่า “ภิกษุสองรูปนี้ช่างกลมเกลียวกันเหลือเกิน เราอาจทำลายภิกษุเหล่านี้ได้หรือหนอ?” คิดพลางก็ติดตามดูในขณะที่ภิกษุทั้งสองกำลังเดินไปโรงอุโบสถ

ระหว่างทางนั้น ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “ผู้มีอายุ ขอท่านจงรออยู่สักครู่หนึ่ง ผมขอแวะถ่ายอุจจาระก่อน”

เทวดาเกเรเห็นได้โอกาส จึงนิรมิตเพศเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง เมื่อภิกษุรูปนั้นเสร็จธุระแล้วออกมาจากพุ่มไม้ หญิงเนรมิตก็ปรากฏตัวออกมาจากพุ่มไม้ เอามือข้างหนึ่งเกล้ามวยผม ข้างหนึ่งจัดผ้านุ่ง เดินตามออกมาข้างหลัง

ภิกษุรูปนั้นไม่เห็นหญิงนั้น

แต่ภิกษุรูปที่ยืนคอยอยู่เหลียวมาดู ก็เห็นผู้หญิงทำกิริยาอย่างนั้นเดินตามออกมา

.........................................................

รังเกียจกันด้วยสีลเภท

.........................................................

ฝ่ายเทวดารู้ว่าภิกษุรูปที่ยืนรอได้มองเห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว ก็หายตัวไป

เมื่อภิกษุรูปที่เข้าไปหลังพุ่มไม้เดินมาถึง ภิกษุรูปที่คอยอยู่ได้พูดขึ้นว่า “ผู้มีอายุ ศีลของท่านทำลายเสียแล้ว”

ภิกษุรูปนั้นกล่าวว่า “ผู้มีอายุ การกระทำแบบนั้นของผมไม่มี”

ภิกษุรูปที่ยืนรอก็กล่าวว่า “หญิงรุ่นสาวเดินตามออกมาข้างหลังท่านเมื่อกี้นี้เอง ท่านทำอย่างนี้ให้ผมเห็น แล้วยังพูดปฏิเสธได้ว่า การกระทำแบบนั้นของผมไม่มี”

ภิกษุนั้นปานประหนึ่งถูกสายฟ้าฟาดลงที่กระหม่อม กล่าววิงวอนว่า

“ผู้มีอายุ ขอท่านจงอย่าให้ผมฉิบหายเลย การกระทำแบบนั้นของผมไม่มีจริง ๆ”

ภิกษุที่เห็นเหตุการณ์ก็พูดว่า

“ผมเห็นด้วยนัยน์ตาทั้งสองเอง จักเชื่อท่านได้อย่างไร”

ดังนี้ แล้วก็แตกกันดุจท่อนไม้ ต่างคนต่างแยกกันไป

เมื่อถึงโรงอุโบสถแล้ว ภิกษุรูปที่เห็นเหตุการณ์ก็นั่งด้วยตั้งใจว่าจักไม่ทำอุโบสถร่วมกับภิกษุนี้

ภิกษุผู้ถูกกล่าวหาแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

“ท่านขอรับ จุดดำแม้เท่าเมล็ดงาย่อมไม่มีในศีลของผม”

ภิกษุรูปที่เห็นเหตุการณ์ก็กล่าวยันว่า

“กรรมชั่วนั้นผมเห็นมากับตาตัวเอง”

.........................................................

เทวดาขยายความจริง

.........................................................

ฝ่ายเทวดาเกเรเห็นภิกษุรูปที่เห็นเหตุการณ์ไม่ปรารถนาจะทำอุโบสถร่วมกับภิกษุรูปที่ตนแกล้ง ก็หวนคิดได้ว่า “เราทำกรรมหนักเสียแล้ว” จึงมาปรากฏตัวชี้แจงว่า

“ความทำลายแห่งศีลของพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าย่อมไม่มี แต่ข้าพเจ้าเป็นผู้ทำกรรมชั่วนั้นเองเพียงเพื่อจะลองใจดูเท่านั้น ขอท่านจงทำอุโบสถร่วมกับพระผู้เป็นเจ้านั้นเถิด”

ภิกษุรูปที่เห็นเหตุการณ์ เมื่อเห็นเทวดามาลอยอยู่ในอากาศชี้แจงอยู่เช่นนั้นก็เข้าใจความเป็นจริง จึงได้ยอมทำอุโบสถร่วมกัน แต่ก็หาได้เป็นผู้มีจิตชิดเชื้อในภิกษุผู้เป็นสหายเหมือนในกาลก่อนไม่

ในเวลาสิ้นอายุ ภิกษุเหล่านั้นได้ไปบังเกิดในเทวโลกแสนสบาย

.........................................................

เทวดามาเกิดเป็นพระกุณฑธานะ

.........................................................

ฝ่ายเทวดาเกเรไปเกิดในอเวจี หมกไหม้อยู่ในอเวจีนั้นสิ้นพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้มาเกิดในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้วได้บรรพชาอุปสมบทในพระศาสนา

ตั้งแต่วันที่ท่านบวชแล้ว รูปสตรีนั้นก็ได้ปรากฏตามหลังท่านดังกล่าว เพราะเหตุนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงได้ขนานนามท่านว่า กุณฑธานะ (ชื่อเดิมของท่านว่า ธานะ ส่วนคำว่า กุณฑ หรือ โกณฑ มีความหมายในทำนอง คนเจ้าชู้)

(ยังมีต่อ)

-------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๕ พฤษภาคม ๒๕๖๗

๑๙:๐๓ 

[full-post]

ปกิณกธรรม,พิพากษา,ทองย้อย,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.