สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
พระสาวกมี ๓ ประเภท
เมื่อความหมายสูงสุดของสาวกหมายถึงผู้ฟังธรรมแล้วตรัสรู้สัจธรรม พระสาวกในที่นี้จึงหมายถึงพระอริยบุคคลทั้งหลาย มิใช่ปุถุชนผู้ฟังพระธรรมเทศนาทั่วไป (แต่จะใช้เรียกปุถุชนว่าเป็นสาวกก็ได้ในความหมายว่า “ผู้ฟัง” มิใช่ในความหมายผู้ฟังแล้วตรัสรู้ธรรม)
ท่านจำแนกพระสาวกเป็น ๓ ประเภท (ในที่นี้หมายเฉพาะพระภิกษุเท่านั้น) คือ
๑. พระอัครสาวก - สาวกผู้เลิศ, ผู้ยอดเยี่ยม มีอยู่ ๒ ท่าน คือ พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ ในเรื่องนี้ท่านอธิบายว่า ...
ทั้งสองท่าน “ดำรงอยู่ในความเป็นเลิศด้วยคุณทั้งปวง พร้อมด้วยความพิเศษเพื่อบรรลุบารมีอันอุกฤษฎ์ ในปัญญาและสมาธิตามลำดับ ด้วยการปฏิบัติชอบอันตั่งมั่นเล้ว ตลอดกาลนานต่อเนื่องโดยความเคารพอันนำมาเฉพาะอภินิหารที่เกิคจากเหตุเหล่านั้น เป็นเหตุแห่งความสำเร็จในกิจอื่นอย่างดียิ่งของสัมมาทิฏฐิและสัมมาสมาธิอันเป็นตัวธุระ โดย(คือพระสารีบุตรมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน ส่วนพระโมกคัลลานะมีสัมมาสมาธิเป็นประธานในการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ)
แม้เมื่อความเป็นมหาสาวกจะมีอยู่ก็ตาม ก็เรียก (ทั้งสองท่าน) ว่าพระอัครสาวก เพราะทั้งสองท่านเป็นผู้ตั้งอยู่ในความเป็นเลิศกว่าสาวกทั้งปวงที่ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ (เช่น บำเพ็ญบารมีนานกว่าพระมหาสาวกอื่นๆ) เพราะเป็นใหญ่ด้วยอภินิหาร (อำนาจบุญที่สั่งสมไว้) และเพราะเป็นใหญ่ด้วยความเพียรที่ประกอบไว้ในกาลก่อน (บุรประโยค)
๒. พระมหาสาวก - สาวกผู้ใหญ่หรือสาวกชั้นหัวหน้า ซึ่งพระอรรถกถาจารย์จัดไว้ ๘๐ รูป เรียก อีกชื่อว่า พระอสีติมหาสาวก (ในที่นี้มุ่งแสดงประวัติของท่านเหล่านี้)
คำว่า อสีติ แปลว่า ๘๐, มหา แปลว่า ใหญ่หรือมาก, สาวก แปลว่า ผู้ฟัง รวมความว่า “ผู้ฟัง หรือผู้ศึกษาธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุเป็นพระอรหันต์จำนวน ๘๐ รูป ”
พระเถระทั้ง ๘๐ รูป เช่น พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นต้นนี้ ถูกเรียกว่าพระมหาสาวก (ในพระไตรปิฎกเรียกพวกท่านว่าภิกษุผู้มีชื่อเสียง แต่อรรถกถาเรียกพระอสีติมหาสาวก) เพราะเป็นผู้มี อภินิหารมากกว่าพระปกติสาวก
ท่านให้คำอธิบายไว้ว่า ...
“เพราะเป็นสาวกผู้ใหญ่ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น และเป็นผู้สำเร็จคุณวิเศษอันดียิ่งในสันดานของตน โดยความเป็นผู้ใหญ่ด้วยอภินิหาร และเป็นผู้ใหญ่ด้วยบุรพประโยค เหมือนภาวนาพิเศษอันเป็นส่วน เบื้องต้นของท่านผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ (หมายถึงผู้ถึงทิฏฐิคือบรรลุสัมมาทิฏฐิ) เป็นคุณวิเศษที่ปรารถนาได้แน่ เพราะเป็นผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา (สัทธาวิมุตติ) และของผู้เป็นอุภโตภาควิมุตติ (ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน คือ หลุดพ้นจากรูปกายด้วยอรูปสมาบัติ และหลุดพ้นจากนามกายด้วยอริยมรรค) ก็เป็นคุณวิเศษที่ปรารถนาได้แน่ เพราะเป็นผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา ฉะนั้น” (เถร.อ.๔/๕๖๒)
๓. พระปกติสาวก - สาวกธรรมดา หมายถึงภิกษุอริยสาวกที่ไม่ได้เป็นพระอัครสาวกและ พระมหาสาวก แต่เป็นพระอริยบุคคลระดับต่างๆ กันไป ซึ่งท่านอธิบายว่า...
“พระอริยสาวกเหล่าใด เปรียบ (ด้วยคุณวิเศษ) ไม่ได้เลยกับพระอัครสาวก และพระมหาสาวก โดยที่แท้มีเป็นร้อยเป็นพัน พระอริยสาวกเหล่านั้นเป็นพระปกติสาวก” ( เถร.อ. ๔/๕๖๒)
พระสาวกทั้ง ๓ ประเภท แตกต่างกันด้วยระยะเวลาบำเพ็ญบารมี ความปรารถนาพิเศษ คุณวิเศษ และความเป็นเอตทัคคะเป็นต้น แต่ทุกรูปมีความเหมือนกันก็คือความเป็นพระสาวกของพระบรมศาสดา
ต่อไป จะกล่าวถึงประวัติของพระมหาสาวกหรือพระอสีติมหาสาวก ๘๐ รูป ซึ่งท่านแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. พระมหาสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ ๔๑ รูป
๒. พระมหาสาวกที่ไม่ได้เป็นเอตทัคคะ ๓๙ รูป
รายชื่อและความชำนาญของพระมหาสาวกที่เป็นเอตทัคคะ
เอตทัคคะ แปลว่า ที่สุด ประเสริฐ ความยอดเยี่ยมยิ่ง ความเป็นเลิศ ความชำนาญเฉพาะ เป็นฐานะหรือฐานันดรที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องด้วยพระองค์เอง ๔๑ ท่าน ดังนี้
๑. พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นเลิศด้านรัตตัญญู
๒. พระสารีบุตร เป็นเลิศด้านมีปัญญามาก
๓. พระมหาโมคคัลลานะ เป็นเลิศด้านมีฤทธิ์มาก
๔. พระมหากัสสปะ เป็นเลิศด้านถือธุดงค์
๕. พระอนุรุทธะ เป็นเลิศด้านมีทิพยจักษุ
๖. พระภัททิยกาฬิโคธาบุตร เป็นเลิศด้านเกิดตระกูลสูง
๗. พระลกุณฑกภัททิยะ เป็นเลิศด้านมีเสียงไพเราะ
๘. พระปิณโฑลภารทวาชะ เป็นเลิศด้านบันลือสีหนาท
๙. พระปุณณมันตานีบุตร เป็นเลิศด้านธรรมกถึก
๑๐. พระมหากัจจายนะ เป็นเลิศด้านแสดงธรรมย่อให้พิสดาร
๑๑. พระจูฬปันถก เป็นเลิศด้านเนรมิตมโนมัยกาย และฉลาดในเจโตวิวัฏฏ์
๑๒. พระมหาปันถก เป็นเลิศด้านฉลาดในปัญญาวิวัฏฏ
๑๓. พระสุภูติ เป็นเลิศด้านอรณวิหารีและผู้เป็นทักขิไณย
๑๔. พระเรวตขทิรวนิยะ เป็นเลิศด้านอยู่ป่า
๑๕. พระกังขาเรวตะ เป็นเลิศด้านฌาน
๑๖. พระโสณโกฬิวิสะ เป็นเลิศด้านเพียรเด็ดเดี่ยว
๑๗. พระโสณกุฏิกัณณะ เป็นเลิศด้านกล่าวธรรมไพเราะ
๑๔. พระสีวลี เป็นเลิศด้านมีลาภมาก
๑๙. พระวักกลิ เป็นเลิศด้านสัทธาธิมุต
๒๐. พระราหุล เป็นเลิศด้านใคร่ิจับสลากเป็นปฐม
๒๓. พระวังคีสะ เป็นเลิศด้านมีปฏิภาณมาก
๒๔. พระอุปเสนวังคันตบุตร เป็นเลิศด้านเป็นที่เลื่อมใสไปทั่ว
๒๕. พระทัพพมัลลบุตร เป็นเลิศด้านจัดแจงเสนาสนะ
๒๖. พระปิลินทวัจฉะ เป็นเลิศด้านเป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดา
๒๗. พระพาหิยทารุจิริยะ เป็นเลิศด้านตรัสรู้เร็ว
๒๘. พระกุมารกัสสปะ เป็นเลิศด้านแสดงธรรมได้วิจิตร
๒๙. พระมหาโกฏฐิตะ เป็นเลิศด้านปฏิสัมภิทา
๓๐. พระอานนท์ เป็นเลิศด้านพหูสูต, มีสติ, มีคติ, มีธิติ และพุทธอุปฐาก
๓๑. พระอุรุเวลกัสสปะ เป็นเลิศด้านมีบริษัทใหญ่
๓๒. พระกาฬุทายี เป็นเลิศด้านทำให้ตระกูลเลื่อมใส
๓๓. พระพักกุละ เป็นเลิศด้านมีอาพาธน้อย
๓๔. พระโสภิตะ เป็นเลิศด้านระลึกชาติ
๓๕. พระอุบาลี เป็นเลิศด้านทรงพระวินัย
๓๖. พระนันทกะ เป็นเลิศด้านให้โอวาทภิกษุณี
๓๗. พระนันทะ เป็นเลิศด้านสำรวมอินทรีย์
๓๘. พระมหากัปปินะ เป็นเลิศด้านให้โอวาทภิกษุ
๓๙. พระสาคตะ เป็นเลิศด้านฉลาดในเตโชธาตุ
๔๐. พระราธะ เป็นเลิศด้านทำให้เกิดปฏิภาณ
๔๑. พระโมฆราช เป็นเลิศด้านทรงจีวรเศร้าหมอง
(อง.เอก.ข้อ ๑๔๖-๑๔๙)
หลักในการแต่งตั้งเอตทัคคะ
แม้ว่าภิกษุสาวกครั้งพุทธกาลจะมีอยู่จำนวนมาก แต่มีเพียง ๔๑ ท่านเท่านั้นที่พระศาสดาตรัส ยกย่องหรือแต่งตั้งว่าเป็นเอตทัคคะ คือเป็นภิกษุสาวกผู้มีความสามารถเป็นเลิศเฉพาะด้าน ซึ่งท่านแจงว่าทรงแต่งตั้งด้วยเหตุผล ๔ ประการ คือ
๑. อัตถุปปัตติโต ยกย่องตามเรื่องที่เกิดขึ้น คือ ภิกษุหรือพระเถระนั้น ได้แสดงความสามารถออกมาทันทีและสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ
ท่านยกตัวอย่างตอนที่พระศาสดาประทับอยู่ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ดาวดึงสพิภพ เพื่อแสดงธรรมโปรดอดีตพระพุทธมารดา ครั้งนั้น พระโมคคัลลานะดำลงไปในพื้นดินใต้ภูเขาสิเนรุแล้ว ปรากฏกายถวายบังคมในดาวดึงส์ กราบทูลถามวันเวลาเสด็จกลับโลกมนุษย์ (มหาชนก็ชื่นชมพระโมคคัลลานะว่ามีฤทธิ์มาก)
ตอนเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ที่ประตูเมืองสังกัสสะ พระสารีบุตรได้ถวายบังคมก่อนคนอื่นๆ จากนั้นทรงเริ่มถามปัญหาสำหรับปุถุชน ผู้เป็นปุถุชนก็ตอบได้ ตรัสถามปัญหาในโสดาปัตติมรรค ผู้เป็นพระโสดาบันก็ตอบได้ จนถึงปัญหาที่พระสารีบุตรตอบได้คนเดียว มหาชนก็ชื่นชมว่าพระสารีบุตรมีปัญญามาก ดังนี้เป็นต้น
๒. อาคะมะนะโต - ยกย่องตามกำลังความปรารถนาและบารมีที่ได้สั่งสมไว้แต่ปางก่อน หมายถึงว่าท่านเหล่านั้นได้สะสมและเพิ่มพูนบารมีทั้งหลาย พร้อมทั้งความโดดเด่นในคุณสมบัติด้านนั้นๆมายาวนานหลายแสนชาติ เช่นที่ตรัสว่
“สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาแต่ในปัจจุบันนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในอดีตกาล สมัยที่เธอบวชเป็นฤษี ๕๐๐ ชาติ ก็ได้เป็นผู้มีปัญญามากเหมือนกัน” (ดูความโดดเด่นได้จากอดีตชาติของแต่ละท่าน)
๓. จิณณะวะสิโต - ยกย่องตามความเชี่ยวชาญความชำนาญยิ่งในเรื่องนั้นโดยเฉพาะ คือ เป็น ความเชี่ยวชาญหรือความชำนาญเป็นพิเศษที่ปรากฏชัดในชาติปัจจุบัน อันท่านเหล่านั้นประพฤติบ่อยๆ ทั้งก่อนเป็นพระอรหันต์และหลังเป็นพระอรหันต์แล้ว เช่น พระสารีบุตรก่อนบวชก็เป็นผู้มีปัญญาคิดและ
แสวงหาคําตอบในเรื่องโมกขธรรมเนืองๆ
๔. คุณาติเรกะโต-ยกย่องตามคุณพิเศษที่มีเหนือกว่าภิกษุรูปอื่น แม้ในหมู่ภิกษุผู้มีความ สามารถอย่างเดียวกัน คือ เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ภิกษุสาวกอื่นก็มีคุณวิเศษไม่เทียบเท่าภิกษุรูปนั้น ดังนั้น ภิกษุรูปนั้นจึงได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ
ท่านว่า . . .
“ในเหตุ ๔ อย่างนั้น พระเถระบางรูปย่อมได้ตำแหน่งเอตทัคคะโดยเหตุอย่างเดียว บางรูปได้โดย เหตุ ๒ อย่าง บางรูปได้โดยเหตุ ๓ อย่าง และบางรูปได้โดยเหตุทั้ง ๔ อย่าง เช่นท่านพระสารีบุตร" (องฺ.อ.๑/๑/๒๒๘-๒๔๐)

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ