สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ภิกษุสามเณรมีมาก มีประโยชน์หรือไม่

   ถาม มีหลายคนบ่นให้ฟังว่า ภิกษุสามเณรมีมากเกินไปในปัจจุบัน ดูจะไม่เกิด ประโยชน์ ท่านผู้ใคร่ธรรมเห็นด้วยหรือไม่

   ตอบ สําหรับคำกล่าวของคนบางคนนั้น ผู้แสดงไม่เห็นด้วย เพราะ ขึ้นชื่อว่าภิกษุสามเณรแล้ว ย่อมเป็นผู้มีศีล ถึงแม้จะบกพร่องบ้างแต่ไม่ถึงอาบัติปาราชิก ก็ยังชื่อว่ามีศีลอยู่นั่นเอง หรือเมื่อต้องอาบัติแล้วก็ออกจากอาบัติเสียตามวิธีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ ท่านก็กลับเป็นผู้บริสุทธิ์ตามวินัยบัญญัติแล้ว คนมีศีลนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือเป็นฆราวาสยิ่งมีมากเท่าไร บ้านเมืองก็สงบสุขมากเท่านั้น คนที่ อยู่รอบข้างก็ไม่เดือดร้อน ไม่ต้องห่วงใยในชีวิต ทรัพย์สิน และลูกเมียของตน เพราะ เชื่อแน่ได้ว่า ตนเอง ทรัพย์สินของตน ลูกเมียของตน จะไม่เดือดร้อนเป็นอันตรายเพราะ ผู้มีศีล แต่ถ้าเราอยู่ใกล้คนทุศีล หรือบ้านเมืองมีแต่คนทุศีลมากๆ เราจะหาความสุข ได้ที่ไหน นอนก็ไม่หลับ ต้องคอยระแวดระวังชีวิต บ้านเรือน ทรัพย์สิน ลูกเมีย ใครกลับบ้านผิดเวลาก็เป็นห่วงว่าจะได้รับอันตราย กลัวจะถูกจี้ ถูกฆ่า ถูกฉุดไปทำมิดีมิร้าย เป็นความรู้สึกโดยทั่วไปของคนอย่างเราๆ นอกจากนั้นภิกษุสามเณรยังเป็นบ่อบุญของชาวโลก เพราะอะไร เพราะคนที่ให้ทานแก่ผู้มีศีลย่อมได้รับอานิสงส์มาก มากกว่าให้แก่คนทุศีล โดยเฉพาะภิกษุสามเณรที่บรรลุคุณวิเศษ เป็นพระอริยบุคคล อันเป็นประโยชน์ ส่วนตนของท่านแล้ว ยังเป็นเนื้อนาบุญของโลกที่หาผู้เสมอมิได้อีกด้วย

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน ศีลสูตร ข้อ ๔๘๕ ใน อัง ติกนิบาตว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บรรพชิตผู้มีศีลเข้าอยู่อาศัยหมู่บ้านหรือตำบลใดอยู่ คนในหมู่บ้านหรือตำบลนั้นย่อมได้บุญมากด้วยสถานสาม คือด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ซึ่งอรรถกถา อธิบายไว้อย่างน่าฟังทีเดียวว่า คนทั้งหลายเมื่อเห็นภิกษุทั้งหลายเดินมา ก็ลุกขึ้นต้อนรับ เมื่อกลับก็ตามไปส่ง ปูลาดอาสนะให้นั่ง หาน้ำให้ดื่ม เป็นต้น อย่างนี้ชื่อว่าได้บุญ ด้วยกาย เพราะอาศัยบรรพชิตผู้มีศีล จริงหรือไม่ แต่ถ้าเราเห็นภิกษุทุศีลมา เราจะต้อนรับอย่างนี้ไหม มีแต่จะคอยหลบหนีหน้า ไม่อยากพบไม่อยากเจอใช่หรือไม่ แต่ภิกษุผู้มีศีลย่อมให้บุคคลผู้พบเห็นเข้าใกล้ ได้เกิดบุญทางกาย ดังที่ยกตัวอย่างมานี้

    บรรพชิตผู้มีศีล เมื่อเข้าไปอาศัยหมู่บ้านหรือตำบลใดอยู่ คนในหมู่บ้านหรือตำบลนั้น ย่อมได้บุญด้วยวาจาอย่างนี้คือ คนทั้งหลายเห็นภิกษุสงฆ์กำลังเดินบิณฑบาต ก็จะกล่าวชักชวนกันให้ถวายทานมีข้าวต้ม ข้าวสวย ขนมนมเนย เป็นต้น ชวนให้บูชา ด้วยดอกไม้ ของหอม ชวนกันไปรักษาอุโบสถ ฟังธรรม ไปไหว้พระเจดีย์ เป็นต้น อย่างนี้ผู้ชักชวนนั้นย่อมได้บุญด้วยวาจา เพราะอาศัยบรรพชิตผู้มีศีลนั้นแล้ว

   แต่บางคนเห็นภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลแล้ว แม้ตนเองจะไม่ได้ทำเอง ไม่ได้กล่าว ชักชวนให้ใครทำก็จริง แต่ใจของเขานั้นคิดปรารถนาให้คนทั้งหลายได้ถวายทาน ได้ถวายปัจจัย อันควรแก่สมณะบริโภคแก่ท่านผู้มีศีลเหล่านั้น คนที่คิดอย่างนี้ก็เกิดบุญด้วยใจแล้ว

  .ในสมัยก่อน คือในสมัยที่ยังมีพระอรหันต์เป็นจำนวนมาก เที่ยวจาริกไปในที่ต่างๆ นั้น คนเป็นอันมากในสมัยนั้น นอกจากจะได้บุญที่เป็นโลกียะแล้ว ยังได้บุญ ที่เป็นโลกุตระสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลกันมากมาย แม้ในสมัยนี้จะมีพระอรหันต์หรือไม่ก็ตาม เมื่อท่านผู้มีศีลประพฤติตนดีและสั่งสอนให้คนทั้งหลายประพฤติดี คนเหล่านั้น แม้ไม่อาจบรรลุมรรคผลได้เหมือนคนสมัยก่อน แต่ก็ได้พากันตั้งตนอยู่ในศีล ในสมาธิ และในภาวนา อันจะเป็นปัจจัยให้เขาได้บรรลุธรรมในโอกาสต่อไปในอนาคต คนพาล หรือคนไม่ปรารถดีเท่านั้นแหละที่ไม่เห็นคุณค่าของภิกษุสามเณร ผู้มีศีล ที่สืบทอด พระศาสนามาจนทุกวันนี้ หรือถึงแม้ภิกษุนั้นจะทุศีลแต่ไม่ถึงปาราชิก ท่านก็มิได้ขาดจาก ความเป็นภิกษุ แม้ในอนาคตจะเหลือแต่โคตรภูภิกษุ คือภิกษุที่แสดงเพศของนักบวชด้วย การมีผ้าเหลืองผูกคอหรือผูกข้อมือเท่านั้น แล้วประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา เหมือนคฤหัสถ์ แต่เมื่อบุคคลถวายทานแก่ท่าน ด้วยการน้อมระลึกว่าท่านเป็นตัวแทนของพระอริยสงฆ์ ผู้ทรงศีลสมบูรณ์แล้ว ทานของผู้นั้นก็จัดว่ามีผลมากสุดจะประมาณได้ทีเดียว แล้วอย่างนี้ ท่านยังไม่เห็นประโยชน์ของภิกษุสามเณรอีกหรือ


[right-side]

ปกิณกธรรม,ภิกษุ,สามเณร

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.