สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


อนุปุพพิกถา

     ถาม อยากทราบความหมายของคำว่า อนุปุพพิกถา เช่น อนาถบิณฑิกบรรจุโสดาบันเพราะฟังอนุปุพพิกถา เป็นต้น

     ตอบ คำว่า อนุปุพพิกถา แปลตรงๆ ว่า วาจา เป็นเครื่องกล่าวไปตามลำดับ นั่นก็คือเรื่องราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไปตามลำดับ คือไม่สับลำดับกัน ซึ่ง เรื่องที่ทรงกล่าวนั้นมีอยู่ ๕ เรื่อง คือ ทานกถา การกล่าวถึงทาน, สีลกถา กล่าวถึงศีล สัคคกถา กล่าวถึงสวรรค์, กามาทีนวกถา กล่าวถึงโทษของกาม, และ เนกขัมมานิสังสถา กล่าวถึงอานิสงส์ของการออกจากกาม

     สรุปว่า ทรงแสดงทานเป็นอันดับแรก ศีลเป็นอันดับที่ ๒ สวรรค์เป็นอันดับที่ ๓ โทษของกามเป็นอันดับที่ ๔ อานิสงส์ของการออกจากการเป็นอันดับที่ ๕ คือ แสดงเรียงกันไปตามลำดับ ตั้งแต่ข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๕

     อนุปุพพิกถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนเพื่อ ให้ท่านผู้นั้นมีจิตอ่อนโยนพอที่จะรับฟังธรรมะที่สูงกว่านั้นได้ ครั้นทรงทราบว่าท่านผู้นั้นมีจิตอ่อนโยนแล้วจึงทรงแสดงอริยสัจสี่ อันเป็นผลให้ผู้ฟังได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระอริยบุคคลมีพระโสดาบัน เป็นต้น จนถึงพระอรหันต์เป็นที่สุด ซึ่งจะ ขอกล่าวถึงกถาทั้ง ๕  นี้ไปตามลำดับ ตามที่อรรถกถาท่านอธิบายไว้ในอรรถกถาสุปปพุทธกุฏฐิสูตร ในขุททกนิกาย อุทาน

     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเรื่องของทานว่า เป็นเหตุให้เกิดความสุข เป็นเหตุให้เกิดสมบัติ เป็นที่ตั้งแห่งโภคะ เป็นที่พึ่งยึดเหนี่ยวของสัตว์ทั้งโลกนี้และโลกหน้า อะไรที่จะเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายเช่นกับทานนี้ไม่มี นี่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส หมายถึงสัตว์ที่ยังต้องเรียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏนี้เท่านั้น มิได้ทรงหมายเอาผู้ที่ออกจากวัฏฏะแล้ว ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญทานว่าเป็นที่พึ่งพิง ไม่มีอะไรเปรียบ ก็เพราะทานสามารถให้สิริราชสมบัติในโลก ให้จักรพรรดิสมบัติ สักกสมบัติ มารสมบัติ พรหมสมบัติ ตลอดจนสาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และสัมมา สัมโพธิญาณ

     ครั้นทรงแสดงถึงความดีของทาน คือการให้ปันอย่างนี้แล้ว เพื่อที่จะทรงแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ให้ทานนั้นสามารถที่จะบำเพ็ญความดีให้ยิ่งขึ้นไปได้ด้วยการสมาทานศีล ฉะนั่นจึงทรงแสดงศีลกถา ไว้ในลำดับต่อจากทาน ซึ่งศีลนั้นก็มีอานิสงส์มากมายไม่น้อยกว่าทาน ขึ้นชื่อว่าศีลแล้ว ย่อมเป็นที่พึ่งพำนักของสัตว์ทั้งหลาย ที่พึ่งพำนัก ที่ยึดหน่วง ต้านทาน ที่ไปในเบื้องหน้าของสมบัติในโลกนี้ และโลกหน้าเช่นกับศีลย่อมไม่มี เครื่องประดับที่เสมอด้วยศีล ไม่มี กลิ่นของศีลย่อมหอมทวนลมไปได้ ท่านกล่าวว่าชาวโลกตลอดจนเทวดาทั้งหลายย่อมไม่อิ่มในการที่จะแลดูบุคคลผู้หอมด้วยกลิ่นศีล

     และเพื่อที่จะทรงแสดงว่า บุคคลย่อมเกิดในสวรรค์ได้ด้วยศีลนี้ จึงทรงแสดงสัคคกถา คือกถาที่กล่าวถึงเรื่องสวรรค์ไว้ในลำดับต่อจากศีลว่าสวรรค์เป็นสถานที่ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ในสวรรค์นั้นมีความรื่นรมย์อยู่เป็นนิจ ย่อมได้ความสุข และสมบัติอันเป็นทิพย์ตลอดเวลาอันยาวนาน อย่างในเทวดาชั้นจตุมหาราชิกาก็สามารถ จะได้รับความสุขอันเป็นทิพย์นานถึงเก้าล้านปีมนุษย์ ในดาวดึงส์ ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นการยากที่จะพรรณนาถึงความสุขในสวรรค์ได้หมดสิ้น แต่เพราะเหตุที่สวรรค์แม้จะน่ารื่นรมย์เพียงไร แต่สวรรค์นั้นก็ไม่เที่ยง ไม่คงทนถาวร หมดบุญแล้วก็ไปเกิดในที่อื่น เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรยินดีพอใจในสวรรค์นั้น ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงโทษของกามทั้งหลาย ด้วยอาทีนวกถาว่า ในสวรรค์นั้น แม้อุดมไปด้วยกามอันเลอเลิศ แต่เพราะกามทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน จึงเป็นของต่ำทราม เศร้าหมอง กามทั้งหลายมีความสุขน้อยแต่มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก เพราะอาศัยกาม สัตว์ทั้งหลายจึงต้องทุกข์เศร้าหมองอยู่ในสงสารนี้

     ครั้นทรงแสดงโทษของกามให้เกิดความกลัวโทษอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดง เนกขัมมานิสังสกถา คือทรงประกาศอานิสงส์ของเนกขัมมะ ด้วย การพรรณนาคุณของบรรพชา คือการบวชและทรงพรรณนาคุณในฌาน เป็นต้น นี่คือ การแสดงอนุปุพพิกถาไปตามลำดับ

     ครั้นทรงทราบว่าผู้ฟังมีจิตอ่อนโยน ปราศจากความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ไม่หดหู หรือสงสัยลังเลใจ มีจิตน้อมไปในสัมมาปฏิบัติแล้ว จึงทรงแสดง สามุกกังสิกาเทศนา คือเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง สามุกกังสิกาเทศนานั้นก็คือ อริยสัจสี่ อันได้แก่ ทุกขอริยสัจ สมุทัยอริยสัจ นิโรธอริยสัจ และมรรคอริยสัจ ซึ่งเมื่อผู้ฟังน้อมใจไปในอริยสัจและปฏิบัติตามในทันทีที่ได้ฟัง ก็เกิดดวงตาคือปัญญาเห็นแจ้ง ในธรรมที่พระองค์ทรงแสดง บรรลุเป็นพระอริยบุคคล ตามควรแก่ปัญญาของผู้นั้น ในสมัยนั้นคือสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้น พระองค์ทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนเป็นจำนวนมากมาย แล้วจึงต่อด้วยอริยสัจสี่ เป็นเหตุให้ผู้ฟังได้บรรลุธรรมเป็นอันมาก ซึ่งบางท่านบรรลุแล้วก็ยังครองเพศคฤหัสถ์อยู่ ดำเนินชีวิตด้วยเพศของคฤหัสถ์ เช่น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นต้น แต่ก็มีผู้ที่ได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วสละเพศคฤหัสถ์ออกบวชเป็นภิกษุ ภิกษุณีก็มีไม่น้อย เช่น ยสกุลบุตร เป็นต้น


[full-post]

อนุปุพพีกถา, อนุปุพพิกถา

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.