อิติปิโสถอยหลัง
...................................................
ติ วา คะ ภะ โธ พุท นัง สา
นุส มะ วะ เท ถา สัต ถิ ระ
สา มะ ทัม สะ ริ ปุ โร ตะ
นุต อะ ทู วิ กะ โล โต คะ
สุ โน ปัน สัม นะ ระ จะ ชา
วิช โธ พุท สัม มา สัม หัง ระ
อะ วา คะ ภะ โส ปิ ติ อิ
......................................................
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
......................................................
อิติปิโสถอยหลังนี้คำเดิมเป็นคำแสดงพุทธคุณ เป็นภาษาบาลี
มีปัญหาว่า เวลาสวดจะต้องคิดคำนึงไปถึงคำแปลหรือความหมายด้วยหรือไม่
เช่น “พุทโธ” แปลว่า พระพุทธเจ้า
แล้ว “โธพุท” จะแปลว่าอะไร
ถ้าบอกว่า “โธพุท” ก็แปลว่าพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ต่อไปก็จะเกิดความเข้าใจขึ้นมาว่า คำว่า “พระพุทธเจ้า” ภาษาบาลีใช้ว่า “พุทโธ” ก็ได้ ใช้ว่า “โธพุท” ก็ได้
ถ้าเป็นเช่นว่านี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับภาษาบาลี?
อิติปิโสถอยหลังก็คือหลักการท่องหรือคิดคำนึงแบบที่คำเดิมท่านเรียกว่า “อนุโลม-ปฏิโลม” นั่นเอง
หลักที่ท่านนำเอาใช้ในการปฏิบัติธรรมที่เราคุ้นกันดีก็คือ ตจปัญจกกรรมฐาน ที่ท่านสอนให้คิดคำนึงว่า -
..........................................
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ
ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา
.........................................
แต่เดินหน้าถอยหลังในตจปัญจกกรรมฐานนี้ท่านไม่ได้มุ่งจะให้คิดคำนึงถึงถ้อยคำ เช่น “เกสา” ก็ให้คิดถึงเส้นผม ไม่ใช่ให้คิดจดจ่ออยู่กับคำว่า “เก-สา” โดยไม่ต้องไปสนใจที่จะรู้ว่า เกสาคืออะไร ไม่ใช่อย่างนั้น
หมายความว่า ในการพิจารณาส่วนทั้ง ๕ ในร่างกายนี้ จะเริ่มจากผม ต่อไปก็ขน ต่อไปก็เล็บ ฟัน หนัง อย่างนี้ก็ได้
หรือจะ “ถอยหลัง” คือเริ่มจากหนัง ต่อไปก็ฟัน ต่อไปก็เล็บ ขน ผม อย่างนี้ก็ได้
แต่ในการปฏิบัติจริง จะหยิบยกส่วนไหนขึ้นมาพิจารณาก่อนหลังก็คงไม่ได้บังคับตายตัว เพียงแต่ว่าสำหรับผู้เริ่มฝึกควรเริ่มตามลำดับที่ท่านว่าไว้ เป็นการช่วยประคองจิตให้คุ้นไปก่อน เมื่อคุ้นดีแล้ว ต่อไปจะเดินหน้าถอยหลังหรือพลิกแพลงอย่างไรก็สามารถทำได้คล่อง
แต่หลักก็คงอยู่ที่-ให้พิจารณาตัวจริงของสิ่งนั้นๆ
ไม่ใช่ให้ท่องภาษาถ้อยคำ
เทคนิคอนุโลม-ปฏิโลมที่เอามาใช้ในการสาธยายพุทธคุณที่เรียกรู้กันว่า “อิติปิโสถอยหลัง” นี้ดูๆ ไปแล้วไม่ได้มุ่งจะให้รู้เข้าใจความหมายของถ้อยคำ เพียงแต่มุ่งจะพลิกแพลงวิธีจำ
หรือจะว่าเป็นอุบายวิธีเพื่อควบคุมจิตให้จดอยู่กับอารมณ์ที่กำหนดขึ้น ก็ว่าได้
สรุปว่าเป็นการฝึกสมาธิ ต่างจากตจปัญจกกรรมฐานที่ใช้เทคนิคอนุโลม-ปฏิโลมเพื่อฝึกปัญญา
ก็คงต้องขึ้นอยู่กับเราเองว่า จะเอาสมาธิหรือจะเอาปัญญา
ถ้าเอาแค่สมาธิ จะ “พุทโธ” หรือ “โธพุท” ก็ไม่มีปัญหาอะไร ท่องไปเถอะ
แต่ถ้าเอาปัญญา “พุทโธ” กับ “โธพุท” ย่อมต่างกัน
“พุทโธ” หมายถึงพระพุทธเจ้า
แต่ “โธพุท” เป็นภาษาอะไร แปลว่าอะไร ต้องว่ากันไปอีกเรื่องหนึ่ง
..................
ผมสวดอิติปิโสถอยหลังทุกคืนก่อนนอน เป็นการฝึกสมาธิ คือมุ่งเรียงลำดับถ้อยคำจากหลังไปหน้า ซึ่งจะต้องใช้สมาธิมากกว่าปกติ
แล้วก็สวดอิติปิโสเดินหน้าตามปกติด้วย เป็นการฝึกปัญญา คือตรึกตรองตามความหมายของถ้อยคำแต่ละคำให้เข้าใจพระพุทธคุณ
ญาติมิตรทั้งปวงที่เป็นนักเล่น “อิติปิโสถอยหลัง” เวลาสวดท่านคิดอะไร?
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๐ กันยายน ๒๕๖๕
๑๗:๒๓
[right-side]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ