ความรู้เรื่องการประเคน (๔)

-------------------------

หลักการปฏิบัติระหว่างสมณเพศกับสตรีที่ควรนำมาตรึกตรองตาม มีปรากฏในคัมภีร์หลายแห่ง ขอประมวลมาแสดงเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้น ดังนี้

..............

สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒ บัญญัติไว้ว่า 

...............................................

โย  ปน  ภิกฺขุ  โอติณฺโณ  วิปริณเตน  จิตฺเตน  มาตุคาเมน  สทฺธึ  กายสํสคฺคํ  สมาปชฺเชยฺย  หตฺถคาหํ  วา  เวณิคาหํ  วา  อญฺญตรสฺส  วา  อญฺญตรสฺส  วา  องฺคสฺส  ปรามสนํ  สงฺฆาทิเสโส.

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๑ ข้อ ๓๗๗ หน้า ๒๕๓

แปลว่า -

อนึ่ง ภิกษุใดกำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม คือจับมือก็ตาม จับช้องผมก็ตาม ลูบคลำอวัยวะอันใดอันหนึ่งก็ตาม เป็นสังฆาทิเสส.

...............................................

หนังสือ “นวโกวาท” พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส หน้า ๓ แปลไว้ว่า -

“ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ จับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเสส.” 

สิกขาบทวิภังค์ (คือคำจัดความถ้อยคำในตัวสิกขาบท) ไขความคำว่า “มาตุคาม” ไว้ว่า -

...............................................

มาตุคาโม  นาม  มนุสฺสิตฺถี  น  ยกฺขี  น  เปตี  น  ติรจฺฉานคตา  อนฺตมโส  ตทหุชาตาปิ  ทาริกา  ปเคว  มหนฺตตรี  ฯ 

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๑ ข้อ ๓๗๘ หน้า ๒๕๓

แปลว่า -

ที่ชื่อว่า มาตุคาม ไค้แก่ หญิงมนุษย์ ไม่ใช่หญิงยักษ์ ไม่ใช่หญิงเปรต ไม่ใช่สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย โดยที่สุดแม้เด็กหญิงที่เกิดในวันนั้น ไม่ต้องพูดถึงหญิงผู้ใหญ่.

...............................................

หนังสือ วินัยมุข เล่ม ๑ หน้า ๕๗ พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แสดงความเห็นไว้ว่า

มาตุคาม บทนี้ในคัมภีร์วิภังค์แก้ว่า ได้แก่หญิงมนุษย์โดยที่สุดเกิดในวันนั้น. ท่านแก้อย่างนี้ชอบ เพราะความกำหนัดของชายย่อมเป็นไปแม้ในหญิงเด็ก.

..............

หนังสือ วินัยมุข เล่ม ๒ หน้า ๗๐ พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แสดงรายการ “วัตถุเป็นอนามาส” ไว้ดังนี้ -

...............................................

(๑) หญิง ทั้งเครื่องแต่งกาย ทั้งรูปที่ทำมีสัณฐานเช่นนั้น [ดิรัจฉานตัวเมียก็จัดเข้าในหมวดนี้]

(๒) ทอง เงิน และรัตนะ [ในอรรถกถา รัตนะมี 8 คือ มุกดา มณี ไพฑูรย์ ประพาฬ ทับทิม บุษราคัม สังข์ ศิลา]

(๓) ศัสตราวุธต่างชนิด เป็นเครื่องทำร้ายชีวิตร่างกาย [เว้นเครื่องมือทำงาน เช่นขวานเป็นต้น]

(๔) เครื่องดักสัตว์ทั้งบนบกทั้งในน้ำ

(๕) เครื่องประโคมทุกชนิด

(๖) ข้าวเปลือกและผลไม้อันเกิดอยู่ในที่

...............................................

ในคัมภีร์อังคุตรนิกาย มีพระพุทธพจน์ตรัสไว้ว่า

...............................................

นาหํ  ภิกฺขเว  อญฺญํ  เอกโผฏฺฐพฺพํปิ  สมนุปสฺสามิ  ยํ  เอวํ  ปุริสสฺส  จิตฺตํ  ปริยาทาย  ติฏฺฐติ  ยถยิทํ  ภิกฺขเว  อิตฺถิโผฏฺฐพฺโพ  อิตฺถิโผฏฺฐพฺโพ  ภิกฺขเว  ปุริสสฺส  จิตฺตํ  ปริยาทาย  ติฏฺฐติ  ฯ

ที่มา: ทุกนิบาต อังคุตรนิกาย พระไตรปิฎกเล่ม ๒๐ ข้อ ๖

แปลว่า -

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นสัมผัสอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนสัมผัสของสตรีเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมผัสของสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่.

...............................................

ในจำนวนศีล ๒๒๗ ข้อ มี ๒ ข้อที่เรียกว่า “อนิยต” หนังสือ “นวโกวาท” พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส หน้า ๔ สรุปความไว้ว่า -

...............................................

๑. ภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้มาพูดขึ้นด้วยธรรม ๓ อย่าง คือ ปาราชิก หรือสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจำเพาะธรรมอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น.

๒. ภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้มาพูดขึ้นด้วยธรรม ๒ อย่าง คือ ปาราชิก หรือสังฆาทิเสส อย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจำเพาะธรรมอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น.

...............................................

ถอดความออกมาเป็นการปฏิบัติก็คือ ภิกษุกับสตรีจะอยู่กันตามลำพังสองต่อสองไม่ได้ ต้องมีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่ร่วมด้วยเสมอจึงจะคุ้มความผิดได้

...............................................

ในฐานะที่อยู่วัดมาตั้งแต่ยังเด็ก ขอยืนยันว่า ภิกษุแต่ปางก่อนท่านระวังเคร่งครัดอย่างยิ่งในกรณีอยู่ด้วยกันสองต่อสองกับสตรี ทุกครั้งที่มีสตรีมาพูดคุยด้วย ไม่ว่าจะสาวหรือแก่ขนาดไหน ท่านจะเรียกหา “บุคคลที่สาม” ที่เป็นบุรุษทันที เช่นเพื่อนภิกษุด้วยกัน หรือสามเณร หรือศิษย์วัด ท่านจะไม่ยอมอยู่กันสองต่อสองกับสตรีเป็นอันขาด-แม้กระทั่งเป็นโยมแม่ของตนแท้ๆ ก็ตาม

...............................................

อิตฺถี  มลํ  พฺรหฺมจริยสฺส  ฯ

สตรีเป็นมลทินแห่งพรหมจรรย์

ที่มา: อุปปถสูตร สังยุตนิกาย สคาถวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๕ ข้อ ๑๗๓

“สตรีเป็นมลทินแห่งพรหมจรรย์” หมายความว่า สตรีเป็นอันตรายต่อเพศบรรพชิต

..............

ปิดท้ายด้วยหลักการที่เด็ดขาดที่สุดคือพุทธดำรัสในมหาปรินิพพานสูตร มีคำที่พระอานนท์ทูลถามพระพุทธองค์เกี่ยวกับท่าทีที่ภิกษุจะพึงปฏิบัติต่อ “มาตุคาม” และคำตรัสตอบของพระพุทธองค์ ดังนี้

...............................................

กถํ  มยํ  ภนฺเต  มาตุคาเม  ปฏิปชฺชามาติ  ฯ

พวกข้าพระองค์จะปฏิบัติกับมาตุคามอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า

อทสฺสนํ  อานนฺทาติ  ฯ

ไม่มอง อานนท์

ทสฺสเน  ภควา  สติ  กถํ  ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ  ฯ

เมื่อจำเป็นต้องมอง จะพึงปฏิบัติอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า

อนาลาโป  อานนฺทาติ  ฯ

ไม่พูดด้วย อานนท์

อาลปนฺเต  ภนฺเต  กถํ ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ  ฯ

เมื่อจำเป็นจะต้องพูดด้วย จะพึงปฏิบัติอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า

สติ  อานนฺท  อุปฏฺฐาเปตพฺพาติ  ฯ

พึงตั้งสติไว้ อานนท์

ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๑๓๒

...............................................

ประมวลความตามหลักการที่นำมาแสดง ได้หลักปฏิบัติที่ชัดเจนว่า ภิกษุกับสตรีควรจะเกี่ยวข้องใกล้ชิดกันให้น้อยที่สุด หากจำเป็นจะต้องเข้าใกล้กันก็ต้องระวังให้มากที่สุด

ตัวอย่างหลักปฏิบัติที่ชัดเจนก็คือ การรับประเคนสิ่งของจากสตรี ซึ่งจะได้พิจารณากันในตอนต่อไป

-----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๖ กันยายน ๒๕๖๕

๒๐:๕๒ 

[full-post]

การประเคน,องค์ของการประเคน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.