ความรู้เรื่องการประเคน (๓)

-------------------------

ทีนี้ก็มาถึงตอนสำคัญที่เป็นเหตุให้ผมเขียนเรื่อง “ความรู้เรื่องการประเคน” นั่นก็คือ ปัจจุบันนี้พระภิกษุรับของจากมือสตรีโดยตรงมีให้เห็นชุกชุมขึ้น

สตรีที่ส่งของให้พระรับตรงๆ จากมือโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ ก็มีให้เห็นชุกชุมขึ้น

ครั้นพอมีใครทักท้วงขึ้น ก็มีคำแก้ว่า ไม่ใช่เรื่องเสียหายและไม่ได้ผิดพระวินัย

เสียหายหรือไม่เสียหาย ผิดพระวินัยหรือไม่ผิด ผมขอเชิญชวนให้ถอยไปตั้งหลักกันก่อน

ถอยไปตั้งหลักกันที่ศีล ๒๒๗ ข้อของพระโน่นเลย

จุดอ่อนหรือจุดบอดอย่างหนึ่งของชาวพุทธในเมืองไทยเวลานี้ก็คือ ชาวบ้านไม่รู้เรื่องศีลของชาววัด 

เหตุที่ยกขึ้นมาอ้างก็คือ ไม่ใช่หน้าที่ที่ชาวบ้านจะต้องรู้

ผลที่ปรากฏก็คือ พระทำอะไรผิดถูกอย่างไร ชาวบ้านมองไม่ออก บอกไม่ได้ ไปไม่เป็น 

สิ่งที่พระทำนั่นผิด แต่ชาวบ้านกลับชื่นชมยินดี-เรื่องแบบนี้มีให้เห็นมากขึ้น

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำสังคมไทย พระภิกษุสามเณรก็ไปจากสมาชิกของสังคมไทย ยังมีให้เห็น เป็นให้ดูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน กวาดทิ้งไปก็ไม่ได้ หลบไปทางไหนก็ไม่พ้น

เพราะฉะนั้น จึงขอร้องมา ณ ที่นี้ว่า สละเวลาศึกษาเรียนรู้กันสักหน่อยเถิด ไม่เสียหายอะไรเลย จะได้สัมผัสสัมพันธ์กันด้วยท่าทีที่ถูกต้อง

...............................................

วันนี้ ถ้าไทยบอกไทยด้วยกัน ไม่ฟัง

วันหนึ่ง ฝรั่งจะมาสอนเรื่องศีลของพระให้คนไทยฟัง

...............................................

“ศีลของพระ” หมายถึง ข้อบัญญัติเฉพาะส่วนที่เป็นหลักใหญ่สำหรับพระภิกษุ ซึ่งถ้าละเมิดจะมีความผิด ตามที่ชาวพุทธคุ้นกับจำนวนตัวเลข ๒๒๗ ข้อ ประกอบด้วย -

๑ ปาราชิก (ปา-รา-ชิก) แปลว่า “ผู้พ่ายแพ้” “อาบัติที่ทำให้เป็นผู้พ่ายจากสมณเพศ” เมื่อล่วงละเมิดแล้วขาดจากความเป็นพระทันที ไม่ว่าจะมีใครรู้เห็นหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าจะมีใครฟ้องร้องกล่าวโทษหรือไม่ก็ตาม มี ๔ ข้อ 

คำว่า “ข้อ” ท่านใช้ศัพท์ว่า “สิกขาบท” = มาตรา 

: ๔ ข้อ = ๔ มาตรา

๒ สังฆาทิเสส (สัง-คา-ทิ-เสด) มาจากคำว่า สังฆ + อาทิ + เสส แปลว่า “หมวดอาบัติอันจำปรารถนาสงฆ์ในกรรมเบื้องต้นและกรรมที่เหลือ” หมายความว่า วิธีการที่จะทำให้พ้นผิดเมื่อละเมิดศีลหมวดนี้ จะทำเพียงแค่ปลงอาบัติก็พ้นผิดนั้นไม่ได้ ต้องให้สงฆ์เป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ต้นไปจนตลอดตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด มี ๑๓ ข้อ

๓ อนิยต (อะ-นิ-ยด) มาจาก น > อ + นิยต แปลว่า “ไม่กำหนดแน่” เป็นกรณีที่ภิกษุถูกกล่าวหาว่าละเมิดศีล ให้วินิจฉัยโทษตามคำฟ้องหรือตามคำรับ (เป็นที่มาของคำว่า “อนิยต -ไม่กำหนดแน่”) มี ๒ ข้อ

๔ ปาจิตตีย์ (ปา-จิด-ตี คำเดิม ปาจิตฺติย ปา-จิด-ติ-ยะ) แปลว่า “การละเมิดอันยังกุศลให้ตก” แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ 

๔.๑ นิสสัคคียปาจิตตีย์ (นิด-สัก-คี-ยะ-ปา-จิด-ตี) แปลว่า “ปาจิตตีย์อันต้องสละสิ่งของ” มักเรียกกันสั้นๆ ว่า “นิสสัคคีย์” เป็นกรณีที่มีวัตถุของกลางประกอบการล่วงละเมิด จะพ้นผิดได้ต้องสละของกลางตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด มี ๓๐ ข้อ

๔.๒ สุทธิกปาจิตตีย์ (สุด-ทิ-กะ-ปา-จิด-ตี) แปลว่า “ปาจิตตีย์ปลอด” มักเรียกกันสั้นๆ ว่า “ปาจิตตีย์” เป็นกรณีที่ล่วงละเมิดโดยไม่มีวัตถุของกลาง มี ๙๒ ข้อ

๕ ปาฏิเทสนียะ (ปา-ติ-เท-สะ-นี-ยะ) แปลว่า “พึงแสดงคืน” (a sin which ought to be confessed) เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการรับและฉันภัตตาหารในบางกรณี มี ๔ ข้อ

๖ เสขิยะ แปลว่า “แบบธรรมเนียมที่ควรสำเหนียก” ว่าด้วยแบบธรรมเนียมและมารยาทต่างๆ ที่ภิกษุพึงปฏิบัติให้ควรแก่สมณเพศ มี ๗๕ ข้อ

๗ อธิกรณสมถะ (อะ-ทิ-กะ-ระ-นะ-สะ-มะ-ถะ) มาจาก อธิ + กรณ = อธิกรณ (อธิกรณ์ [อะ-ทิ-กอน] = ข้อพิพาท, คดีความ, เรื่องที่เป็นปัญหา) + สมถะ ( = การระงับ, การทำให้สงบ) ว่าด้วยวิธีระงับข้อพิพาทที่ภิกษุเป็นผู้ก่อในส่วนที่เกี่ยวกับภิกษุด้วยกันหรือในวงการสงฆ์ มี ๗ ข้อ

สรุป :

ปาราชิก ๔ + 

สังฆาทิเสส ๑๓ + 

อนิยต ๒ + 

นิสสัคคียปาจิตตีย์ ๓๐ + 

สุทธิกปาจิตตีย์ ๙๒ + 

ปาฏิเทสนียะ ๔ + 

เสขิยะ ๗๕ + 

อธิกรณสมถะ ๗ 

= ๒๒๗ (สองร้อยยี่สิบเจ็ด)

รายละเอียดทั้ง ๒๒๗ ข้อ ขอได้โปรดขวนขวายศึกษากันต่อไป

หนังสือที่ขอแนะนำให้อ่านเป็นเบื้องต้นคือ “นวโกวาท” ตามลิงก์ข้างล่างนี้

...............................................

https://ia800208.us.archive.org/.../unset0000unse_l6e2.pdf

...............................................

เพศบรรพชิต สมณเพศ หรือความเป็นพระ จะมีอยู่ได้ก็ต่อเมื่อปฏิบัติตามศีล ๒๒๗ ข้อเหล่านี้

แต่พึงทราบว่า ศีล ๒๒๗ ข้อนี้เป็นหลักใหญ่หรือเป็นพื้นฐานเบื้องต้นเท่านั้น เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อาทิพรหมจริยกาสิกขา” ยังมีศีลข้อย่อยๆ อีกเป็นอันมากที่ภิกษุจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย เรียกว่า “อภิสมาจาริกาสิกขา”

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต บอกความหมายของคำทั้ง ๒ นี้ไว้ดังนี้ -

...............................................

อาทิพรหมจริยกาสิกขา : หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายบทบัญญัติหรือข้อปฏิบัติเบื้องต้นของพรหมจรรย์ สำหรับป้องกันความประพฤติเสียหาย, ข้อศึกษาที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ หมายถึง สิกขาบท ๒๒๗ ที่มาในพระปาฏิโมกข์

อภิสมาจาริกาสิกขา : หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายขนบธรรมเนียมที่จะชักนำความประพฤติ ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ให้ดีงามมีคุณยิ่งขึ้นไป, สิกขาฝ่ายอภิสมาจาร; เทียบ อาทิพรหมจริยกาสิกขา

...............................................

“อาทิพรหมจริยกาสิกขา” เป็นกฎระเบียบเพื่อให้ดำรงสมณเพศอยู่ได้ 

“อภิสมาจาริกาสิกขา” เป็นกฎระเบียบเพื่อให้สมณเพศมีความงดงามน่าเลื่อมใส

ที่ว่ามานี้เป็นพื้นฐานกว้างๆ เพื่อให้มองภาพรวมของพระภิกษุในพระพุทธศาสนาได้ออก

ตอนต่อไปจะเจาะเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสตรีเพศ

-----------------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๖ กันยายน ๒๕๖๕

๑๑:๓๖

[full-post]

การประเคน,องค์ของการประเคน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.