ว่าด้วยอนุสัยกิเลส
- มีคำถามว่า "อนุสัยกิเลส เป็นสัมปยุตตธรรม หรือเป็น วิปปยุตตธรรม" ?
- ตอบว่า เป็น "วิปปยุตตธรรม" คือ "วิปปยุตต" เพราะยังไม่เข้าประกอบกับจิต อย่างหนึ่ง, และเป็นวิปปยุตต์โดยความที่ไม่ประกอบกับจิตบางดวง เหมือนกับเจตสิกบางดวงที่ไม่ประกอบกับจิตบางดวง "อภาววิปปยุตตะ" อย่างหนึ่ง ฯ
- อนุสัย เป็นสภาวธรรมที่ยังไม่เข้าถึงขณะทั้ง ๓ (อุปปาทะ, ฐีติ, ภังคะ)
- เมื่อใดก็ตามที่อนุสัย ไป สัมปยุตตกับจิต (อกุศลจิต ๑๒) เมื่อนั้น อนุสัยนั้น นับเป็น "ปริยุฏฐานกิเลส" (เพราะเข้าถึงความเป็นอุปปาทะ, ฐีติ, ภังคะ) ทันที, ไม่ใช่อนุสัยกิเลส อีกต่อไป (คำอธิบายเรื่องอนุสัยของอาจารย์ทั่ว ๆ ไป มักอธิบายอนุสัยในเชิงของปริยุฏฐานกิเลส, คืออธิบายไปอธิบายมา ตกไปเป็นปริยุฏฐานกิเลสทุกที โดยที่ผู้อธิบายไม่เฉลียวใจ, พระพุทธเจ้า ทรงแสดงกิเลสเป็น ๓ ระดับอยู่แล้วอย่างชัดเจน พาดพิงไปถึงการประหาณด้วยศีล สมาธิ ปัญญาด้วย)
- เมื่ออนุสัย ยังไม่ประกอบ (สัมปยุตต) กับจิต แล้วอนุสัยอยู่ที่ไหน?
- อธิบายว่า ก็เหมือนกับเจตสิกบางดวง ที่ไม่ประกอบกับจิตบางดวง ถามว่า ตอนที่เจตสิกบางดวง ไม่ประกอบกับจิตบางดวงขณะนั้น เจตสิกเหล่านั้น อยู่ที่ไหนล่ะ? เช่น เมื่อโลภมูลจิตเกิดขึ้น ถามว่า มีโทสเจตสิกประกอบไหม? ก็ต้องตอบว่า "ไม่ประกอบ" แล้วโทสะเจตสิกขณะนั้นอยู่ที่ไหน? อย่าบอกว่า "ไม่มี" นะ, ถ้าบอกว่า "ไม่มี" เดี๋ยวจะกลายเป็นพระอนาคามีหรือพระอรหันต์ไป คือผู้นั้นก็จะมีสถานะเทียบเท่าพระอนาคามีและพระอรหันต์นั่นเอง เพราะไม่มีโทสะแล้ว... แท้จริงแล้วปุุถุชนและโสดา-สกทาคามี ยังมีโทสะอยู่ แต่เพราะไม่ได้เหตุปัจจัย โทสะจึงไม่เข้าประกอบกับจิตขณะนั้น...แต่โลภเจตสิกและสัมปยุตตธรรมอื่น ๆ ได้เหตุปัจจัย จึงเข้าประกอบกับจิตในขณะนั้น จิตนั้นจึงถูกเรียกว่า "โลภมูลจิต" ฯ
อีกอย่างหนึ่ง ความแปรเปลี่ยนไปของอนุสัยกิเลส อุปมาเหมือนกับภวังคจิตที่ปล่อยอารมณ์เก่าแล้วรับอารมณ์ใหม่ ภวังคจิตก็เปลี่ยนไปเป็นจิตใหม่ คือเป็น ป จัก สํ ณ วุ ช ต สิ้นสุดวิถี จิตนั้นก็อยู่ในสภาพของภวังค์อีกต่อไป ตอนที่เป็นภวังค์ ก็ต้องเรียกว่าภวังค์ ตอนทำหน้าที่เป็นอาวัชชนะในทางปัญจทวาร ก็ต้องเรียกว่า ปัญจทวาราวัชชนะ...ตอนทำหน้าที่เป็นอาวัชชนะในทางมโนทวาร ก็ต้องเรียกว่ามโนทวาราวัชชนะ...จนถึงทำหน้าที่เสพอารมณ์ ก็เรียกว่า ชวนะ หรือทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะ ก็เรียกว่า ตทารัมมณะ เช่นเดียวกัน กิเลสเหล่าใดเป็นอนุสัย ขณะนั้นก็ต้องเรียกว่า "อนุสัย" ขณะใดแปรเปลี่ยนไปเป็นปริยุฏฐาน ก็ต้องเรียกว่า "ปริยุฏฐาน" ขณะใดแปรเปลี่ยนไปเป็นวีติกกมะ ก็ต้องเรียกว่า วีติกกมะ จึงจะถูกต้อง และเป็นไปตามกิจของการประหาณ ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ฯ
ในข้อนี้ให้ศึกษาข้ออุปมาจากพระพุทธพจน์ที่ว่า "ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ, ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐํ, ตํ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ยถาภูตํ นปฺปชานาติ, ตสฺมา อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส จิตฺตภาวนา นตฺถีติ วทามีติ."
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร แต่ว่าจิตนั้นแลเศร้าหมองแล้วด้วยอุปกิเลสที่จรมา ปุถุชนผู้มิได้สดับย่อมจะไม่ทราบจิตนั้นตามความเป็นจริง ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า ปุถุชนผู้มิได้สดับย่อมไม่มีการอบรมจิต. (เอกนิบาต อังคุตรนิกาย พระไตรปิฎกเล่ม ๒๐ ข้อ ๕๒-๕๓)
พระดำรัสนี้ ได้ความว่า "ปภสฺสรํ อิทํ จิตฺตํ..." จิตนี้ประภัสสร (อรรถกถาแก้ว่า ได้แก่ ภวังคจิต) (แท้จริงแล้วจิตที่เป็น กุศลชาติ,กริยาชาติ, และที่เป็นวิปากชาติอื่น ๆ ที่นอกจากภวังคจิต ก็ไม่ถูกกิเลสทำให้เศร้าหมอง คือไม่มีกิเลสเข้าไปประกอบ, แต่ในข้อนี้ พระอรรถกถาจารย์นับเอาแต่ภวังค์...ว่าเป็นจิตประภัสสร ข้อนี้สาเหตุก็เพราะว่า ในภพหนึ่ง ๆ ของสัตว์ทั้งหลาย มีจิตที่เป็นประจำภพของสัตว์ก็คือวิบากจิต ซึ่งทำหน้าที่ ๓ อย่าง คือ ปฏิสนธิ ได้แก่ที่สืบต่อภพต่อภพและดำรงอยู่ในฐานที่ทำหน้าที่ภวังคกิจ ต่อแต่นั้นบั้นปลายเมื่อได้เหตุปัจจัย ก็เคลื่อนคือจุติจากภพหนึ่งไป...) ภวังคจิตนั้น เศร้าหมองไปเพราะอุปกิเลสที่จรมา...(จิตจะเศร้าหมองได้ต้องมีอุปกิเลสเข้าประกอบ เป็นสัมปยุตตธรรมเท่านั้น "สังกิลิฏฐ") ตอนที่ภวังคจิตนั้นเศร้าหมอง จิตนั้นได้ชื่อว่า "อกุศลจิต" (เปลี่ยนชื่อจิตไป กลายเป็นอกุศลชาติไปแล้ว ด้วยอำนาจของกิเลสที่มีสภาวะเศร้าหมองและทำให้สัมปยุตตธรรมอื่น ๆ มีจิตเป็นต้น เศร้าหมองไปด้วย) จะบอกว่าจิตนั้นยังเป็นภวังคจิตอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้, ก่อนที่จิตนั้นจะถูกเรียกว่า "อกุศลจิต" จิตนั้นผ่านการเรียกชื่อมาหลายอย่าง คือ อตีตภวังค์บ้าง, ภวังคจลนบ้าง, ภวังคุปัจเฉทบ้าง, (ปัญจทวาราวัชชนะบ้าง),จักขุวิญญาณ, (โสต-ฆานะ-ชิวหา-กายวิญญาณ)บ้าง, สัมปฏิจฉนบ้าง,สันตีรณบ้าง,(โวฏฐัพพนบ้าง) แล้วจึงมาเป็น ชวนะ คือ อกุศลจิต...เป็นจิตที่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมาทำให้เศร้าหมอง ฯ
*หมายเหตุ : ตรงคำว่า "ปัญจทวาราวัชนนะบ้าง, โวฏฐัพพนะบ้าง" ที่วงเล็บไว้ เป็นจิตที่มีชาติเป็นกริยา (ซึ่งไม่ตรงกับชาติของภวังคจิตซึ่งเป็นวิปากชาติ) เป็นจิตพิเศษที่ไม่เป็นผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม ที่มีบทบาททำให้เกิดวิถีจิตขึ้นและตัดสินอารมณ์ให้ชวนะเกิดขึ้นได้
จิตที่ดับไปแล้ว ก็ถือว่าดับไปแล้ว ไม่สามารถกลับมาเกิดใหม่, จิตที่เกิดใหม่ (ได้รับอำนาจปัจจัยจากจิตดวงที่ดับไปแล้วโดยปัจจัยกลุ่มอนันตรชาติ) ก็เป็นจิตใหม่ จะมีสภาพเป็นอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับเหตุ-ปัจจัยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป ตามจิตตนิยาม.
ในขณะที่ภวังค์จิตแปรสภาพไปเป็นจิตมีชื่อเรียกอย่างอื่นๆ ตั้งแต่ อตีตภวังค์...โวฏฐัพพนะ ในขณะนั้น อุปกิเลสยังไม่เข้าประกอบกับจิตเหล่านั้น, จิตเหล่านั้น ก็ยังถือว่าไม่เศร้าหมอง แต่ตรงโวฏฐัพพนะ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ คือ ถ้าตรงโวฏฐัพพนะ ได้เหตุปัจจัยที่ดีกระตุ้นเตือนที่เรียกว่า "โยนิโสมนสิการกธรรม" คือ จักรธรรม ๔ อย่าง คือ ปุพเพกตปุญญตา, ปฏิรูปเสทวาสะ, สัปปุริสูปัสสยะ และอัตตสัมมาปณิธิ กระตุ้นเตือนแล้วละก็ โวฏฐัพพนก็จะตัดสินอารมณ์ในทางที่ดี ทำให้กุศลชวนะเกิดติดต่อถึง ๗ ขณะ, แต่ถ้าโวฏฐัพพนะตัดสินอารมณ์ไปในทางที่ไม่ดี เพราะไม่ได้อุปการจากโยนิโสมนสิการกธรรม ๔ อย่าง ก็จะเป็นเหตุให้อกุศลชวนะเกิดต่อถึง ๗ ขณะ, จิตถึงความเป็นจิตที่เศร้าหมองก็ตรงขณะแห่งชวนะนี่เอง...ฯ
ถ้าจะมีคำถามว่า "อนุสัยกิเลส,ปริยุฏฐานกิเลส,วีติกกมกิเลส" มีสภาวะอย่างเดียวกันหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า "มีสภวะอย่างเดียวกัน" เช่น
กามราคานุสัย แปรไปเป็น กามฉันทะนิวรณ์ และแปรเปลี่ยนไปเป็นวีติกกะ คือ ก่อกายกรรม เช่น อทินนาทาน หรือกาเมสุมิจฉาจาร และ วจีกรรม มีการกล่าวล่อลวงเพื่อให้ได้ทรัพย์,หรือพูดเกี้ยว,พูดให้เขาบำเรอด้วยกามคุณ...เป็นต้น ภาวะของกิเลสที่กล่าวมาทั้ง ๓ ระดับ ก็คือ โลภะที่มีความยินดีพอใจติดใจในกามอารมณ์ เช่นเดียวกันทั้งหมด ที่ค่อย ๆ พัฒนาดีกรีความรุนแรงไปตามลำดับ
- การกล่าวว่า "อนุสัยเป็นสัมปยุตธรรม" นั้น เป็นการกล่าวเรียกในเชิงย้อนปัจจุบันไปหาอดีต (ปัจจุบันสันตติ) คือ ในปัจจุบัน สภาพธรรม มี โลภะ,โทสะ,โมหะ...เป็นต้น ประกอบปรากฏอยู่กับจิต ซึ่งปัญญาของบัณฑิตรู้ได้ ก็เลยทำให้มีการร้องเรียกสืบต่อติดมาตั้งแต่สภาพธรรมเหล่านั้นยังเป็นอนุสัยว่า "อนุสัยเป็นสัมปยุตตธรรม" (หลาย ๆ คน ก็เลยโมเมเอาว่า อนุสัยประกอบกับจิตเป็นสัมปยุตตธรรมที่ประกอบกับจิตแล้ว)
อุปมาเหมือน การกล่าวว่า "พระพุทธเจ้าประสูตรที่ลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ" ซึ่งตอนที่ประสูตรนั้น ใคร ๆ ก็ทราบว่า พระองค์ยังไม่ได้เป็นพุทธเจ้า พระองค์เป็นพระราชกุมาร เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นปุถุชนคนหนึ่งเท่านั้น อีกตั้ง ๓๕ ปีต่อมา พระองค์จึงได้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อได้ตรัสรู้ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แขวงกรุงราชคฤห์ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๔๕ ปี, แต่เวลามีคำถามว่่าพระพุทธเจ้าประสูติที่ไหน ทุกคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "พระองค์ทรงประสูตรที่ลุมพินีวัน" ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเลย แต่ทุกคนก็เรียกว่า พระพุทธเจ้าประสูติที่นั่น เพราะอาศัยการณ์ในปัจจุบันที่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เรียกย้อนไปหาอดีตของพระองค์ เป็นการกระทำที่เรียกว่า "ทำสิ่งที่แตกต่างกันให้เหมือนกัน คือไม่ให้แตกต่างกัน" คือตอนที่ประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ กับตอนที่เป็นพระพุทธเจ้า ต่างขณะกัน, แต่ก็กระทำให้เป็นเหตุการณ์เดียวกัน คือ เรียกตอนที่พระองค์ประสูติกับตอนที่พระองค์ตรัสรู้เป็นอย่างเดียวกัน ไม่แตกต่างกัน (คือเรียกว่าเป็นพระพุทธเจ้าประสูติ-ตรัสรู้) ทั้ง ๆ ที่ตอนประสูติยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า, ตอนที่เป็นพระพุทธเจ้าก็คนละขณะกับที่ประสูติที่ลุมพินีวัน คำพูดในลักษณะเช่นนี้ เรียกว่า เป็น "วังกโวหาร คำพูดอ้อม" ซึ่งมีใช้ทั่วไปในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา...ฯ
- คำถามที่ว่า "เมื่ออนุสัย ยังไม่ประกอบกับจิต แล้วอนุสัยอยู่ที่ไหน" ?
- คำตอบคือ เขามีอยู่ แต่เป็นอัพโพหาริก (กล่าวไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน) แต่เมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อม เขาก็เกิดขึ้น ตามอำนาจของเหตุ-ปัจจัย เพราะอำนาจของเหตุ-ปัจจัย นี่แหละ ที่ทำให้พระพุทธศาสนา ไม่ตกไปข้างฝ่ายสัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ...ฯ
------------/ นิติเมธี /------------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ