อาหาร ๔ นำอะไรมา?
คำว่า อาหาร แปลว่า นำมา หมายความว่า ทำให้ผลเกิดขึ้น และช่วยอุดหนุนให้ตั้งอยู่ได้ เจริญขึ้นได้ เหมือนดังที่กล่าวกันทั่ว ๆ ไปว่า การงานสิ่งนี้ตั้งขึ้นได้ เจริญขึ้นได้ ก็โดยอาศัยผู้จัดการ เป็นผู้นำ ถ้าขาดผู้จัดการเสียแล้ว กิจการนั้น ๆ ก็ตั้งอยู่และเจริญขึ้นไม่ได้ ข้อนี้ฉันใด ความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน คือ เมื่อสัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นด้วยอำนาจของกุศลกรรม และโลกียกุศลกรรมแล้ว สัตว์นั้นจะมีชีวิตอยู่ได้และเจริญขึ้นได้ก็โดยอาศัยโอชาที่อยู่ในอาหารต่างๆ เป็นผู้นำให้อาหารชรูปเกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่ออาหารชรูปเกิดแล้ว ก็ทำให้สัตว์นั้นมีชีวิตอยู่ได้และเจริญเติบโตขึ้นได้ ฉะนั้น โอชา นี้จึงชื่อว่า "กพฬีการาหาร"
"ผัสสะ" ได้ชื่อว่า เป็นอาหาร (ผัสสาหาร) ก็เพราะเป็นผู้นำซึ่งเวทนา ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ที่มีความรู้สึกสบาย ไม่สบาย หรือเฉย ๆ อันเป็นสภาพของเวทนาเหล่านี้ จะปรากฎขึ้นได้ก็ต้องอาศัย มีการกระทบระหว่าง อารมณ์ ทวาร และจิต เสียก่อน การกระทบกันระหว่างสภาวะทั้ง ๆ นี้ เรียกว่า ผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะ คือ การกระทบนี้เสียแล้ว ความรู้สึกต่าง ๆก็ไม่มีได้ และเมื่อขาดความรู้สึกแล้ว โลภะ คือ ความพอใจ ติดใจในอารมณ์ต่างๆ ที่เป็นเหตุแห่งการเจริญของสัตว์โลก ก็มีไม่ได้เช่นเดียวกัน ผัสสะ นี้ จึงได้ชื่อว่า ผัสสาหารฉะนั้น
อีกประการหนึ่ง ผลพวงจากการมีผัสสะ (โดยทวารทั้ง ๖) เป็นเหตุนำมาซึ่งธรรมฝ่ายกุศลบ้าง,อกุศลบ้าง, กามธรรมบ้าง, รูปธรรมบ้าง, อรูปธรรมบ้าง, และโลกุตตรธรรม โดยเฉพาะคุณวิเศษต่าง ๆ มี ฌาน อภิญญา มรรค ผล เป็นต้น ล้วนมีเหตุมาแต่ผัสสะ คือเมื่อทวาร ๖ และวัตถุ ๖ มีการกระทบอารมณ์เกิดผัสสะขึ้น พระโยคีบุคคลเพ่งอารมณ์นั้น ๆ โดยอารัมมณูปนิชฌานบ้าง, โดยลักขณูปนิชฌานบ้างด้วยกามาวจรกุศลจิต ... กามาวจรกุศลที่ถูกอบรมพัฒนามาเป็นลำดับ ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้แก่กุศลที่สูง ๆ ขึ้นไป คือ รูปาวจรกุศล, อรูปาวจรกุศล, และโลกุตตรกุศล ตามสมควรแก่การกระทำและบุญญาบารมี...ฯ
"เจตนา" ชื่อว่า อาหาร (มโนสัญเจตนาหาร) เพราะเป็นผู้นำให้วิปากจิต มีปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จักขุวิญญาณจิต เป็นต้น เกิดขึ้น ธรรมดาสัตว์ทั้งหลาย ยกเว้นแต่พะอรหันต์ เมื่อตายแล้วก็ย่อมมีการเกิดขึ้นใหม่ติดต่อกันทันที และต่อมาก็มีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับรู้รส การถูกต้อง ปรากฎเกิดขึ้น เหล่านี้ เป็นวิปากวิญญาณทั้งสิ้น และธรรมที่เป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นของวิปากวิญญาณ เหล่านี้ ก็ได้แก่ เจตนา ที่มีสภาพจัดแจงการกระทำต่างๆ อันเกี่ยวด้วยกายบ้าง วาจาบ้าง ใจบ้าง ถ้าไม่มีเจตนาเป็นผู้จัดแจงแล้ว สัตว์ทั้งหลายเมื่อตายแล้ว ก็ไม่มีการเกิด การเห็น การได้ยิน เป็นต้น
เจตนา ที่เป็นผู้นำให้สัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้น และมีการเห็น การได้ยิน เป็นต้นเหล่านี้ มี ๒ ชนิด คือ เจตนาที่อยู่ในอกุศลและโลกียกุศล เป็นผู้นำให้วิปากวิญญาณเกิดขึ้นโดยตรง ส่วนเจตนาที่อยู่ในจิตอื่น ๆ ที่นอกจากอกุศลและโลกียกุศลนั้น เป็นผู้นำสัมปยุตตขันธ์ด้วยกันให้เกิดขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เจตนาเจตสิก จึงได้ชื่อว่า "มโนสัญเจตนาหาร"
"จิต" ทั้งหมด ชื่อว่า อาหาร (วิญญาณาหาร) เพราะเป็นผู้นำให้เจตสิกและกัมมชรูปเกิดขึ้น ธรรมดาจิตและเจตสิก แม้จะเกิดพร้อมกันดับพร้อมกันก็จริง แต่จิตย่อมเป็นประธาน เป็นผู้นำของเจตสิกและกัมมชรูป สำหรับปฏิสนธิจิตเป็นผู้นำให้เจตสิกและกัมมชรูปเกิด ส่วนปวัตติจิตเป็นผู้นำให้เจตสิกเกิดเท่านั้น ฉะนั้น กัมมชรูปที่เกิดในปวัตติกาลก็ดี กัมมชรูปของอสัญญสัตตพรหมก็ดี ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอาศัยจิตในภพนี้ ย่อมอาศัยเกิดมาจากอดีตกรรมที่เรียกว่า กัมมวิญญาณ เป็นผู้นำให้เกิด ด้วยเหตุนี้ จิตทั้งหลายจึงชื่อว่า วิญญาญาหาร ดังมีคาถาแสดงว่า
โอชฏฺฐมกรูปํเย เวทนํ ปฏิสนฺธิกํ
นามรูปํ อาหรนฺติ ตสฺมาหาราติ วุจฺจเร.
ธรรมเหล่าใดย่อมนำอาหารชสุทธัฏฐกกลาป เวทนา ปฏิสนธิวิญญาณ เจตสิก
และกัมมชรูป โดยเฉพาะของตน ฯ ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงได้ชื่อว่า "อาหาร"
สรูปความ
๑. กพพีการาหาร นำมาซึ่ง อาหารชสุทธัฏฐกกลาป ให้เกิดในสันดานของสัตว์ทั้งหลาย
๒. ผัสสาหาร นำมาซึ่ง เวทนา คือ การเสวยอารมณ์ป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เฉยๆ บ้าง
๓. มโนสัญเจตนาหาร นำมาซึ่ง ปฏิสนธิวิญญาณคือ การเกิดเป็นมนุษย์เทวดา พรหม อบายสัตว์ และปวัตติวิญญาณ คือ การเห็น การได้ยิน เป็นต้น
๔. วิญญาณาหาร นำมาซึ่ง เจตสิกและกัมมชรูป
-----------///----------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ