เจ้ากรรมนายเวร (๔)
--------------------
เมื่อศึกษาเรื่อง “กรรม” จนพอจะมีความเข้าใจเป็นพื้นฐานแล้ว ต่อไปก็มาพิจารณาถึงคำที่พูดไว้ข้างต้นว่า “เจ้ากรรมนายเวร” นั้น เกิดมาจากการทำกรรม คือเราไปทำอะไรไว้กับใครหรือกับอะไรสิ่งไรก็ตาม เมื่อทำลงไปแล้ว การกระทำนั้นย่อมมีผลตามกฎของการทำกรรม จุดเริ่มต้นของ “เจ้ากรรมนายเวร” อยู่ตรงนี้
ถ้าไม่อยากมีเจ้ากรรมนายเวร ก็อย่าไปทำกรรม
อย่าไปทำกรรม ก็คือไม่ต้องทำอะไรเลย ซึ่งเป็นไปไม่ได้
แม้แต่จะสมมุติว่าเป็นไปได้ คือมีคนเกิดมาแล้ว ไม่ทำอะไรเลย คือไม่ทำ ไม่พูด ไม่คิด ตลอดชีวิตนิ่งอยู่เฉยๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย ก็ยังมีปัญหาอีกว่า ในอดีตชาติได้เคยทำกรรมอะไรไว้บ้าง
ชาตินี้ไม่ได้ทำ แต่ชาติที่แล้วก็ต้องทำ
เป็นอันว่า ที่จะไม่ทำอะไรเลยนั้น เลิกคิดได้เลย
ในเมื่อคนที่เกิดมาแล้วจำต้องทำอะไรๆ แน่นอนเช่นนี้ ก็เป็นอันว่าทุกคนต้องได้รับผลของกรรมคือการกระทำของตน
ก็คือ-ต้องไปเข้าจุดเริ่มต้นที่ชวนให้คิด ให้เชื่อ ให้ทำอะไรๆ เกี่ยวข้องกับ “เจ้ากรรมนายเวร”
เพราะฉะนั้น ก็ต้องตั้งหลักคิดให้ถูกทาง ด้วยการจับหลักไว้ให้ได้ก่อน
...............................................
เจ้ากรรมนายเวรเกิดมาจากการที่เราไปทำกรรมไว้
กรรมนั้นเมื่อทำลงไปแล้วจะกลับให้เป็นไม่ได้ทำไม่ได้
และกรรมที่ทำลงไปแล้วต้องมีผลตามควรแก่เหตุที่ได้ทำไปแล้ว
ทำเหตุไว้อย่างไร ผลก็ต้องเกิดตามเหตุอย่างนั้น
ทำเหตุอย่างนี้ จะไปขอเปลี่ยนแปลงผลให้เป็นอย่างโน้นก็ไม่ได้
ทำเหตุแล้ว จะปฏิเสธไม่รับผลก็ไม่ได้
...............................................
จับหลักตรงนี้ไว้ให้แม่น แล้วจะเข้าใจได้ตลอดสาย
กฎที่มนุษย์ตั้งขึ้น บางอย่างทำเหตุแล้วอาจขอไม่รับผลก็ได้
เช่นทำงานจนเข้าขั้นควรได้รับรางวัล เขาจะให้รางวัล แต่ขอไม่รับก็ได้
แต่กฎแห่งกรรมทำเช่นนั้นไม่ได้
ทำกรรมลงไปแล้ว จะเลือกรับเฉพาะผลที่ตนพอใจ ส่วนผลที่ไม่น่าพอใจจะปฏิเสธไม่ขอรับ ย่อมไม่ได้
นี่คือกฎแห่งกรรม
เมื่อเข้าใจ “กฎ” ข้อนี้แล้ว ทีนี้ลองพิจารณาความมุ่งหมายหรือเจตนาของผู้ที่เอ่ยหรืออ้างถึง “เจ้ากรรมนายเวร” ไม่ว่าจะเป็นการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ หรือขอร้องวิงวอนอะไรจากเจ้ากรรมนายเวรก็ตาม ลองพิจารณาดูว่าที่ทำเช่นนั้นผู้ทำต้องการอะไร
ก็จะพบว่า ส่วนมาก-หรือจะว่าทั้งหมดก็คงไม่ผิด-ต้องการเปลี่ยนแปลงผลกรรม
...............................................
ถ้าข้าพเจ้าทำกรรมไม่ดีไว้ ขออย่าให้ผลกรรมไม่ดีเกิดแก่ข้าพเจ้า
หรือถ้าเกิดก็ขอให้เกิดแต่น้อยๆ อย่าให้เกิดมาก
...............................................
และขอให้สังเกตด้วยว่า ที่ขอเปลี่ยนแปลงผลกรรมนั้น ขอเปลี่ยนเฉพาะผลกรรมไม่ดีเท่านั้น ผมกรรมดีไม่ต้องเปลี่ยน หรือถ้าจะเปลี่ยนก็ขอให้เป็นว่า-ให้ได้รับผลกรรมดีเพิ่มพูนมากขึ้น
สาระสำคัญที่ต้องการอยู่ที่ตรงนี้ทั้งนั้น
คือไปเข้าใจหรือเชื่อว่า มีอะไรอย่างหนึ่งที่เรียกกันว่า “เจ้ากรรมนายเวร” ทำหน้าที่บริหารจัดการผลกรรมของมนุษย์ ใครจะได้สุขได้ทุกข์เมื่อไรอย่างไรขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของเจ้ากรรมนายเวร และเชื่อว่าถ้าขอร้องให้ถูกช่องถูกทางถูกวิธี เจ้ากรรมนายเวรก็จะอำนวยผลให้ตามที่ต้องการ
..................
ตรงนี้ขอแทรกหลักของพระพุทธศาสนาอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ หลักที่ว่าด้วย “ลัทธินอกพระพุทธศาสนา”
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [101] แสดงเรื่องนี้ไว้ดังนี้
...............................................
ลัทธินอกพระพุทธศาสนา 3 (บาลีเรียกว่า ติตถายตนะ แปลว่า แดนเกิดลัทธิ, ชุมนุมหรือประมวลแห่งลัทธิ (beliefs of other sects; grounds of sectarian tenets; spheres of wrong views; non-Buddhist beliefs)
1. ปุพเพกตเหตุวาท (ลัทธิกรรมเก่า คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน (a determinist theory that whatever is experienced is due to past actions; pastaction determinism) เรียกสั้นๆ ว่า ปุพเพกตวาท
2. อิสสรนิมมานเหตุวาท (ลัทธิพระเป็นเจ้า คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะการบันดาลของเทพผู้ยิ่งใหญ่ (a determinist theory that whatever is experienced is due to the creation of a Supreme Being; theistic determinism) เรียกสั้นๆ ว่า อิศวรกรณวาท หรือ อิศวรนิรมิตวาท
3. อเหตุอปัจจัยวาท (ลัทธิเสี่ยงโชค คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนหาเหตุหาปัจจัยมิได้ คือ ถึงคราวก็เป็นไปเอง (an indeterminist theory that whatever is experienced is uncaused and unconditioned; accidentalism) เรียกสั้นๆ ว่า อเหตุวาท
ทั้งสามลัทธินี้ ไม่ชอบด้วยเหตุผล ถูกยันเข้า ย่อมอ้างการถือสืบๆ กันมา เป็นลัทธิประเภท อกิริยา (traditional doctrines of inaction) หากยึดมั่นถือตามเข้าแล้วย่อมให้เกิดโทษ คือไม่เกิดฉันทะ และความพยายาม ที่จะทำการที่ควรทำและเว้นการที่ไม่ควรทำ
...............................................
ผมขอแปลชื่อลัทธิทั้ง ๓ เป็นไทยดังนี้ -
๑ ปุพเพกตเหตุวาท = ลัทธิกรรมเก่า
๒ อิสสรนิมมานเหตุวาท = ลัทธิพระเจ้าบันดาล
๓ อเหตุอปัจจัยวาท = ลัทธิหาตัวการไม่ได้
ลองพิจารณาดูจะเห็นได้ว่า ความเข้าใจหรือความเชื่อว่า มีอะไรอย่างหนึ่งที่เรียกกันว่า “เจ้ากรรมนายเวร” ทำหน้าที่บริหารจัดการผลกรรมของมนุษย์ ใครจะได้สุขได้ทุกข์เมื่อไรอย่างไรขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของเจ้ากรรมนายเวร - ความเชื่ออย่างนี้ตรงกับลัทธินอกพระพุทธศาสนาข้อ ๒ คือ “อิสสรนิมมานเหตุวาท” นั่นเอง
(ยังมีต่อ)
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๘ กันยายน ๒๕๖๕
๑๒:๒๙
[right-side]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ