เจ้ากรรมนายเวร (๕)-จบ
--------------------
ถ้าเข้าใจกฎแห่งกรรมถูกต้อง ก็จะเห็นได้ทันทีว่า ความเชื่อความคิดที่ว่า-มีอะไรอย่างหนึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการผลกรรม และอะไรที่ว่านั้นมนุษย์สามารถติดต่อขอร้องให้ช่วยบริหารจัดการผลกรรมให้เป็นไปตามที่ตนต้องการได้-เช่นนี้ขัดกับกฎแห่งกรรมโดยสิ้นเชิง
มองในแง่กฎแห่งสังคมธรรมดา ก็จะเห็นได้ว่าเป็นความคิดของคนที่ไม่ต้องการจะรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองนั่นเอง
พูดอย่างไมต้องเกรงใจ ถ้าความคิดความเชื่อเช่นว่านี้เป็น “ลัทธิ” อย่างหนึ่ง คือลัทธิเจ้ากรรมนายเวร ลัทธินี้ก็คือลัทธิที่ส่งเสริมให้คนไม่ต้องรับผิดชอบการกระทำของตน
ตอนทำเหตุ อยากทำอะไร ทำเลย ดีชั่วไม่ต้องคำนึง
ตอนรับผล ค่อยหาทางบ่ายเบี่ยงเลี่ยงหลบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอาทีหลังได้
ทำชั่ว ไม่ต้องรับผลชั่วก็ได้
ไม่ได้ทำดี แต่ฉกฉวยเอาผลดีไปเป็นของตนเสียก็ได้
นี่ย่อมไม่ใช่ลักษณะนิสัยของอารยชนอย่างแน่นอน
..................
มีคำอุทธรณ์ว่า ถ้าเช่นนั้น การที่มนุษย์จะทำความดีแก้ตัวจากที่เคยทำชั่ว ก็เป็นอันเป็นไปไม่ได้นะสิ?
โปรดเข้าใจว่า การติดต่อขอร้องเจ้ากรรมนายเวร กับการทำดีแก้ตัวหรือทำดีละลายชั่ว เป็นคนละเรื่องกัน
คนเคยทำชั่ว แล้วต่อมาสำนึกตัวได้ ต้องการจะทำดีแก้ตัวเพื่อบรรเทาผลจากกรรมชั่ว อาจทำได้ แต่ต้องเข้าใจให้ถูก
พูดด้วยอุปมาอาจช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น-เป็นอุปมาที่นิยมพูดกันอยู่
คือ-เหมือนเกลือในแก้วน้ำ
ปริมาณเกลือเท่านี้ ความเค็มมีเท่านี้
ถ้ากินเกลือปริมาณเท่านั้นเข้าไปตรงๆ ล้วนๆ ก็ต้องสัมผัสรสเค็มเต็มร้อยในขณะที่กินนั้น
แต่ถ้าเติมน้ำลงไปในปริมาณเท่านี้แล้วกินน้ำนั้น จะสัมผัสรสเค็มไม่เต็มร้อย เพราะมีรสจืดของน้ำเข้าไปเจือจาง
ความเค็มยังคงมีเต็มร้อยตามปริมาณของเกลือ ไม่ได้ลดน้อยลงหรือหายไปไหน แต่เพราะมีน้ำเข้าไปผสมอยู่ รสเค็มที่ลิ้นสัมผัสจึงเจือจางลง
น้ำมากเท่าไร รสเค็มก็เจือจางมากเท่านั้น เติมน้ำเข้าไปเรื่อยๆ เกลือละลายในน้ำแล้วกินน้ำนั้นเข้าไป อาจไม่รู้สึกถึงรสเค็มเลยก็เป็นได้ถ้าน้ำมากถึงขนาด ทั้งๆ ที่ความเค็มยังคงมีเต็มร้อยตามปริมาณของเกลือนั่นเอง
รสเค็มอุปมาเหมือนผลกรรมชั่ว
น้ำที่เติมลงไปอุปมาเหมือนทำกรรมดี
ต้องย้ำว่า ทำกรรมดีแก้ตัวในพระพุทธศาสนาไม่ใช่การลบล้างผลกรรมชั่วหรือล้างบาป เพราะกรรมนั้นทำแล้วเป็นอันทำ ลบล้างไม่ได้ เปลี่ยนแปลงผลไม่ได้
ผลกรรม ถ้าเป็นกรรมหนัก (ครุกกรรม) ทำดีขนาดไหนก็แก้ตัวไม่ได้ กรรมหนักต้องให้ผลก่อนเสมอ ผู้ทำต้องสัมผัสผลกรรมหนักนั้นเต็มร้อย จะเอาผลกรรมดีมาละลายไม่ได้
ผลกรรมดีช่วยได้เพียงมาขัดจังหวะกรณีที่กรรมชั่วไม่แรงพอ แต่กรรมดีแรงกว่าชิงให้ผลก่อน
และถ้ากรรมดีแรงสุดๆ ก็สามารถตัดผลกรรมชั่วได้เด็ดขาด นั่นคือกรณีปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ไม่มีภพชาติที่จะไปเกิดรับผลกรรมได้อีกต่อไป
แต่ถ้ายังมีภพชาติ มีธาตุขันธ์อยู่ ทำกรรมดีขนาดไหนก็กันผลกรรมชั่วไม่อยู่ ดังผลกรรมที่เกิดแก่พระอรหันตสาวกบางองค์ หรือแม้แต่ที่เกิดแก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ดังที่เราทราบกัน
..................
ปัญหาคาใจก็คือ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีทางทำอะไรได้เลยนะสิ คนที่ทำกรรมชั่วไว้ตั้งมากมาย จะทำอย่างไรกัน ช่วยอะไรไม่ได้เลยหรือ
เรื่องนี้ต้องตั้งวิธีคิดให้ถูก มิเช่นนั้นจะกลุ้มตาย
วิธีคิดที่ถูกก็คือ อะไรที่ทำลงไปแล้ว ก็ต้องตั้งใจยอมรับผล รับผิดชอบในสิ่งที่ตนทำ ไม่บ่ายเบี่ยงบิดพลิ้ว
นี่คือวิถีของอารยชน ไม่ว่าจะทางโลกหรือทางธรรม อารยชนคือผู้ที่เจริญแล้วย่อมดำเนินในวิถีเดียวกันนี้
พร้อมกันนั้นก็ลงมือทำกรรมดี การลงมือทำกรรมดีเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้ไม่ต้องกินเกลือเค็มเต็มร้อยเข้าไปล้วนๆ
คนที่พลาดไปแล้ว ช่วยกันได้แค่นี้
แต่วิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็คือ-อย่าทำชั่ว
อันที่จริงนี่คือคำสอนข้อแรกในพระพุทธศาสนา แต่เรามองข้าม พูดให้กระทบใจก็ว่า-เราโง่กันมาตั้งแต่ต้นที่มองข้ามหลักคำสอนข้อนี้
นึกออกไหม -
...............................................
สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง
กุสะลัสสูปะสัมปะทา
สะจิตตะปะริโยทะปะนัง
เอตัง พุทธานะสาสะนัง.
ไม่ทำความชั่วทุกชนิด
ทำแต่ความดี
ทำใจให้ผ่องใส
นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
...............................................
พอถึงวันมาฆบูชาที เราก็พูดกันที พอพ้นวันมาฆบูชาเราก็เลิกพูด พอดีพอร้ายก็เลิกคิดเลิกนึกถึงไปเสียด้วยซ้ำ-จนกว่าจะถึงวันมาฆบูชาปีต่อไปก็เอามาพูดกันใหม่ แล้วก็พูดกันวันเดียวเลิกแบบเดิม
ท่านอุตส่าห์บอกไว้เป็นข้อแรก “สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง-ไม่ทำความชั่วทุกชนิด”
นอกจากเป็นคำสอนข้อแรกแล้ว คำแรกก็ขึ้นต้นว่า “สัพพะปาปัสสะ” แปลว่า “ความชั่วทุกชนิด” คำว่า “สัพพะ” แปลว่า “ทุกชนิด” เป็นการเตือนใจไปตั้งแต่ต้นเลยทีเดียว-ถ้าความชั่วละก็ขีดเส้นใต้ไว้ด้วยว่า “ทุกชนิด” ต้องไม่ทำ ไม่ต้องมาต่อรองว่า น่า เล็กๆ น้อยๆ นิดๆ หน่อยๆ เล็กน้อยนิดหน่อยขนาดไหนก็ไม่เอาด้วยทั้งสิ้น
ถ้าเริ่มต้นได้อย่างนี้ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องเจ้ากรรมนายเวร ไม่ต้องเข้าไปร้องขอวิงวอนให้ท่านทำสิ่งที่วิปริตผิดปกติ คือช่วยให้คนทำชั่วไม่ต้องรับผลกรรมชั่ว ผิดกฎแห่งกรรมอย่างเต็มๆ
เจ้ากรรมนายเวร-ถ้ามี ก็อยู่ในฐานะเพื่อนร่วมทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ซึ่งพระพุทธศาสนาสอนให้แผ่เมตตาทั่วถึงกันทุกเช้าค่ำอยู่แล้ว ก็เป็นมิตรไมตรีต่อกันเหมือนเพื่อนร่วมโลกทั้งปวง
ส่วนใครที่-แม้รู้อย่างนี้แล้วก็ยังยินดีพอใจที่จะเชื่อถือนับถือเจ้ากรรมนายเวรและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายอื่นใดอยู่ต่อไป ก็ไม่ว่าอะไรเลย เป็นสิทธิเสรีภาพเต็มที่ เชิญตามอัธยาศัย
เพราะท่านย่อมว่า -
...............................................
พะหุง เว สะระณัง ยันติ
ปัพพะตานิ วะนานิ จะ
อารามะรุกขะเจต๎ยานิ
มะนุสสา ภะยะตัชชิตา.
มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมากอันภัยคุกคามแล้ว
ย่อมถึงภูเขาทั้งหลายบ้าง ป่าทั้งหลายบ้าง
อารามแลต้นไม้ที่เป็นเจดีย์ทั้งหลายบ้าง
ว่าเป็นสรณะ
เนตัง โข สะระณัง เขมัง
เนตัง สะระณะมุตตะมัง
เนตัง สะระณะมาคัมมะ
สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ.
นั่นไม่ใช่สรณะอันเกษม
นั่นไม่ใช่สรณะอันอุดม
เขาอาศัยอันนั้นเป็นสรณะแล้ว
ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้
โย จะ พุทธัญจะ ธัมมัญจะ
สังฆัญจะ สะระณัง คะโต
จัตตาริ อะริยะสัจจานิ
สัมมัปปัญญายะ ปัสสะติ.
ส่วนว่าผู้ใดถึงพระพุทธด้วย พระธรรมด้วย
พระสงฆ์ด้วย ว่าเป็นสรณะแล้ว
มาเห็นอริยสัจทั้งสี่
ด้วยปัญญาอันถูกต้อง
ทุกขัง ทุกขะสะมุปปาทัง
ทุกขัสสะ จะ อะติกกะมัง
อะริยัญจัฏฐังคิกัง มัคคัง
ทุกขูปะสะมะคามินัง.
คือทุกข์ แลตัณหาเป็นแดนเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์คือสมุทัย
แลความก้าวล่วงทุกข์คือนิโรธ
แลมรรคมีองค์แปดอันไปจากข้าศึก
ให้ถึงพระนิพพานเป็นที่เข้าไประงับทุกข์
เอตัง โข สะระณัง เขมัง
เอตัง สะระณะมุตตะมัง
เอตัง สะระณะมาคัมมะ
สัพพะทุกขา ปะมุจจะตีติ.
นี่แหละเป็นสรณะอันเกษม
นี่เป็นสรณะอันอุดมของผู้นั้น
ผู้นั้นอาศัยอันนี้เป็นสรณะแล้ว
ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ดังนี้.
ที่มา: พุทธวรรค ธรรมบท พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๒๔
...............................................
สรุปว่า
(๑) ความชั่วที่ทำไปแล้วก็เป็นอันทำแล้ว เตรียมใจรับผลกรรมอย่างกล้าหาญหน้าชื่นตาบาน
(๒) พร้อมกันนั้นก็ไม่ทำความชั่วใดๆ อีกต่อไป
(๓) ส่วนความดี-รวมไปถึงการทำใจให้ผ่องใส พยายามทำให้เต็มความสามารถ อย่าชะล่าใจว่ายังมีเวลาอีกถมไป
..................
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ท่านพูดคำสำคัญไว้ว่า “พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว” แม้ท่านจะเล็งไปที่การทำงานศิลปะ แต่ก็สามารถเอามาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตทางธรรมได้เป็นอย่างดี
ถ้าจะทำความดี รอพรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว
---------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๘ กันยายน ๒๕๖๕
๑๔:๔๕
[right-side]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ