พุทธศาสนา ไม่ได้มุ่งหมายให้ทุกคนแสวงหาความสุข


หลักการสำคัญในพุทธศาสนา ไม่ได้สอนให้แสวงหาความสุข ไม่ได้สอนให้หลบเลี่ยงความทุกข์ อย่างที่เขากล่าวกันว่า

“สุขกับทุกข์อยู่ที่ใจมิใช่หรือ

ถ้าใจถือก็เป็นทุกข์ไม่สุกใส

ถ้าไม่ถือก็เป็นสุขไม่ทุกข์ใจ

เราอยากได้ความสุขหรือทุกข์นา ฯ”

(ความสุข หรือความทุกข์ที่เขากล่าวในที่นี้ เป็นสุข – ทุกข์ที่เป็นเวทนา คือเสวยเวทนาที่เป็นสุขและเป็นทุกข์)


คำกล่าวเช่นนี้ กำลังแสดงให้เห็นว่า “พอเราจะไม่ให้เกิดทุกข์ เราก็จะหลีกเลี่ยงเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เช่น คิดเรื่องนี้แล้วจะเกิดทุกข์ ก็เลยไม่คิด, พูดคำนี้ไปแล้วจะก่อให้เกิดทุกข์ ก็เลยไม่พูด… ทำสิ่งนี้แล้วจะเป็นทุกข์ ก็เลยไม่ทำ … เอาเป็นว่าไม่ทำอะไรเลย หรือทำเฉพาะสิ่งที่ตนชอบ… เพราะกลัวทุกข์จะเกิด…อย่างนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง (บางอย่างก็เป็นเรื่องที่ดีถ้าหลีกเว้นกรรมที่เป็นอกุศลกรรม)…


ในทางตรงกันข้าม ถ้าทำ พูด คิด สิ่งนี้ ๆ แล้ว จะก่อให้เกิดสุข ก็เลยทำ-พูด-คิดในสิ่งนั้น ๆ ประจำ …. เช่น พอจะทุกข์ ก็ไปกินเหล้า หรือไปท่องเที่ยว หรือไปหากิจกรรมอื่น ๆ มาทำที่เป็นไปในทางที่ผิด เช่น ยิงนก ตกปลา เล่นการพนัน หรือไปเที่ยวผู้หญิง… เป็นต้น… เพื่อให้ลืมความทุกข์ หรือให้ไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องที่จะให้เกิดความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง … อย่างนี้ก็ไม่ถูก… //


มีคำถามว่า “ถ้าใจไม่ยึดถือ” ยังจะเป็นทุกข์ได้หรือไม่?  ตอบว่า “ได้”  ฯ เป็นทุกข์อย่างไร ?  ทุกข์โดยประการดังนี้


เป็นทุกข์ทางกาย (ทุกขสหคตกายวิญญาณจิต) จิตที่เกิดขึ้นทางกาย ยังรับรู้ความเย็นเกินไป – ร้อนเกินไป , กระทบสิ่งที่แข็ง ขรุขระ…ทำให้เกิดการเจ็บ-ปวด เป็นทุกข์ทางกายได้ แม้แต่กับพระอรหันต์ก็ยังเกิดขึ้นได้

ทุกข์ที่มิใช่เป็นทุกขเวทนา  ได้แก่ทุกข์ตามสภาพ เพราะภาวะที่ขันธ์ห้าทนอยู่อย่างนั้นไม่ได้…(วิปริณามทุกข์)  หรือทุกข์ในไตรลักษณ์

คำว่า “ถ้าใจถือ ก็เป็นทุกข์ไม่สุกใส” “ถ้าไม่ถือ ก็เป็นสุขไม่ทุกข์ใจ”  ….เป็นอาการของทุกขเวทนา และสุขเวทนา… แท้จริงแล้ว ผู้ที่ความทุกข์ไม่เกิดเลย (หมายถึงทุกข์ทางใจ) ก็ได้แก่


พวกพรหมทั้งหลาย  ทั้งรูปพรหม อรูปพรหม  เพราะบุคคลเหล่านี้ ระงับโทสะได้โดยวิกขัมภณปหาณ ละได้ด้วยอำนาจการข่มไว้ด้วยองค์ฌาน (โทสมูลจิต ไม่สามารถเกิดขึ้นได้กับพวกพรหม, เมื่อโทสะเกิดไม่ได้ โทมนัสเวทนา (ทุกข์ใจ) ก็เกิดไม่ได้) ถ้ามว่าพรหมเหล่านั้น พ้นจากความทุกข์ตามหลักของพระพุทธศาสนาหรือยัง? ก็ตอบว่า ยัง, เพราะต้องเวียนว่ายตาายเกิดตามอำนาจของกรรมนั้น ๆ อยู่ (รูปาวจรกุศลกรรม,อรูปาวจรกุศลกรรม) 

พระอริยบุคคลตั้งแต่พระอนาคามีขึ้นไป ซึ่งก็ได้แก่พระอนาคามีและพระอรหันต์  กำจัดโทสะได้เด็ดขาดแล้ว โทมนัส (ทุกข์ใจ) ก็เกิดขึ้นไม่ได้เช่นเดียวกัน ฯ

โดยหลักการแล้ว พุทธศาสนา ไม่ได้ให้หนีทุกข์ ให้สู้กับความทุกข์และมองให้เห็นความจริงของชีวิต เพราะทุกข์ เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ ปริญญาตัพพธรรม ไม่ช่ธรรมที่ให้ละ ให้ปหาณ 

ทุกข์ (ทุกขเวทนา) เกิด ให้กำหนดรู้เวทนา (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

คำว่า “สุข” ที่ปรากฎในคำสอนพุทธศาสนา โดยเฉพาะคำสอนในระดับชั้นสูง เช่นคำว่า “นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ” พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง นั้น ท่านมุ่งหมายถึง คือ “ความไม่มีทุกข์นั่นเอง” แต่เป็นการแสดงโดยนัยที่ตรงกันข้าม คือจะทรงแสดงว่า “นิพฺพานํ ปรมํ นิทฺทุกฺขํ” พระนิพพานเป็นสิ่งที่ไม่มีทุกข์อย่างยิ่ง, แสดงอย่างนี้ก็ได้ แต่ไม่ทรงแสดง แสดงให้ตรงกันข้ามกับคำว่า “ไม่มีทุกข์” ก็คือ แสดงว่า “เป็นสุข” นั่นเอง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะทรงแสดงตามอัธยาศัยของเวไนยสัตว์ สัตว์ทั้งหลายชอบได้ยินคำว่า “สุข” หรือมักติดอยู่ในความสุข … แต่ความมุ่งหมายโดยแท้จริงนั้น ทรงหมายเอาความไม่มีทุกข์ เราบัญญัติความไม่มีทุกข์นั้น นั่นแหละว่า “สุข” เหมือนความเย็นมีขึ้นได้ ก็เพราะความร้อนหายไป เมื่อความร้อนหายไปมากเท่าใด ความเย็นลงก็จะมีมากขึ้นไปเรื่อย ๆ เท่านั้น ฯ


อีกประการหนึ่ง ความสุข และความทุกข์ที่เกิดมนุษย์สัตว์ ตามความเข้าใจโดยส่วนมากของมนุษย์สัตว์ทั้งหลายนั้น ก็เพราะมีขันธ์ ๕ เป็นความสุขแบบมีเวทนา และมีผู้รู้ คือจิตใจ คือจะต้องมีร่างกาย และจิตใจเข้าไปรับรู้ คนเราจึงจะทราบว่า เป็นสุข หรือเป็นทุกข์ (ถ้าทนได้ง่าย ก็เป็นสุข, ถ้าทนได้ยาก ก็เป็นทุกข์)


แต่ในพระนิพพานนั้น ไม่มีอะไร คือไม่มีขันธ์ ๕ ไม่มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ….ฯ แล้วจะเอาอะไรมากำหนดรู้ว่า สุข หรือทุกข์ ในพระนิพพานนั้น …. // ท่านกำหนดว่า พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งนั้น ก็ด้วยเหตุง่าย ๆ ว่า “เพราะไม่มีทุกข์” เพราะไม่มีขันธ์ ๕ นั้นนั่นแหละ จึงกล่าวว่า ไม่มีทุกข์ … และเพราะไม่มีทุกข์นั่นเอง ท่านจึงกล่าวโดยนัยตรงกันข้ามว่า “เป็นสุขอย่างยิ่ง” คำว่า เป็นสุขในที่นี้มิใช่ความสุขที่มีเวทนาเสวย เหมือนกับความเข้าใจของคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้ศึกษาพุทธศาสนาให้ดี…ฯ 


----------------

VeeZa 


[right-side]

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.