สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
พระโสภิตเถระ
ภิกษุสาวกผู้เลิศด้านระลึกชาติ
สรรเสริญพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ได้รับพุทธพยากรณ์
สมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระพระองค์นั้น พระเถระนี้เกิดในสกุลหนึ่ง ในกรุงหังสวดี เจริญวัยพ้นความไร้เดียงสาแล้ว
วันหนึ่ง ได้เข้าเฝ้าฟังพระธรรมเทศนา ทำให้ได้เห็นพระพุทธเจ้าทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ แห่งภิกษุสาวกผู้ได้บุพเพนิวาสญาณ (ปรีชารู้ระลึกชาติ) เขาปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงกระทำกุศลยิ่งขึ้น
(เถร.อ.๒/๑๑๑)
พระโสภิตเถระเล่าถึงอดีตชาติครั้งนั้น หลังได้บรรลุพระอรหัตแล้วว่า ครั้งนั้น ท่านได้ฟังพระพุทธดำรัส (อาสภิวาจา) จากพระองค์แล้ว ได้ประนมอัญชลี ใจมีอารมณ์เดียว กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่า......
"มหาสมุทรเลิศกว่าทะเลทั้งหลาย เขาพระสุเมรุประเสริฐกว่าเขาทั้งหลาย เป็นที่สั่งสมหิน ฉันใด, ชนเหล่าใดเป็นไปตามอำนาจจิต ชนเหล่านั้นย่อมเข้าไม่ถึงเสี้ยวแห่งพระพุทธญาณฉันนั้น"
พระพุทธเจ้าผู้เป็นฤษีประกอบด้วยพระกรุณาทรงหยุดแสดงธรรม ยังคงประทับนั่งอยู่ท่ามกลาง สงฆ์นั่นแหละ ตรัสพยากรณ์ว่า ...
“ผู้ใดสรรเสริญพระญาณในพระพุทธเจ้าผู้นำของโลก ผู้นั้นจะต้องไม่ไปสู่ทุคติตลอดแสนกัป ผู้นั้น จักเผากิเลสทั้งหลายได้ แล้วจะเป็นผู้มีอารมณ์เดียว มีจิตมั่นคง จะได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีชื่อว่า โสภิตะ"
(ขุ.อป.ข้อ ๑๓๓)
บวชเป็นดาบส กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าสุเมธะ
สมัยพระพุทธเจ้าสุเมธะพระองค์นั้น พระเถระนี้เกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว ศึกษาศิลปศาสตร์ของพราหมณ์ทั้งหลายสำเร็จ ต่อมาเขามีใจน้อมไปในเนกขัมมะ จึงละฆราวาสวิสัย ออกบวชเป็นดาบส อยู่อาศรมในป่าใกล้ภูเขาหิมวันต์ เลี้ยงอัตภาพให้เป็นไปด้วยผลไม้น้อยใหญ่ ต่อมา ดาบสได้ข่าวการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จึงไปเข้าเฝ้าที่ภัททวดีนคร และได้พักร่วมกับพระพุทธเจ้า ๑ ราตรี ก็เกิดความเลื่อมใส จึงกล่าวชมเชยพระศาสดา ๖ คาถา
โดยท่านเล่าไว้ว่า ...
“ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าสุเมธะเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์กำลังรื้อขน มหาชน ประกาศสัจจะอยู่ เรามิได้สดับข่าวพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และใครๆที่จะ บอกกล่าวให้เรารู้ก็ไม่มี
เมื่อล่วงไปได้ ๘ ปี เราจึงได้สดับข่าวพระนายก (ผู้นำ) ของโลก เรานำเอาไฟ และฟื้นออกไปแล้ว กวาดอาศรม ถือเอาหาบสิ่งของออกจากป่าไป
เราพักอยู่ในบ้านและนิคมแห่งละคืน เข้าไปใกล้พระนครจันทวดี (อรรถกถาว่า ภัททวดี) โดยลำดับ
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของโลก พระนามว่าสุเมธะ ทรงแสดงอมตบท เราได้ผ่านหมู่ชนเข้าไปถวายบังคมพระชินเจ้า ผู้เสด็จมาดี เราทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้วสรรเสริญพระผู้นำของโลก
พระองค์เป็นพระศาสดา เป็นจอมเกตุ (ผู้อยู่เหนือเศียร) เป็นธงชัย และเป็น เสายัญของหมู่สัตว์ เป็นที่ยึดหน่วง เป็นที่พึ่ง และเป็นที่เกาะของหมู่สัตว์
ผู้อื่นที่จะช่วยให้สัตว์ข้ามพ้นไปได้ยิ่งกว่าพระองค์ไม่มีในโลก, สาครอันลึกที่สุดก็ไม่อาจจะประมาณได้ด้วยปลายหญ้าคา
ข้าแต่พระสัพพัญญู พระญาณของพระองค์ ใครๆไม่คนอาจประมาณได้เลย เรา อาจกำหนดแผ่นดินโดยวางบนตราชั่งได้ แต่สิ่งที่เสมอกับพระปัญญาของพระองค์ ไม่มีเลย
อากาศก็อาจจะวัดได้ด้วยเชือกและนิ้วมือ ส่วนศีลของพระองค์ ใครๆไม่อาจ กําหนดได้เลย
น้ำในมหาสมุทร อากาศและพื้นดิน ๓ อย่างนี้ประมาณได้ แต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ย่อมไม่มีผู้ใดจะประมาณได้.....
ดาบสกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าด้วย ๖ คาถาแล้ว ยืนนิ่งอยู่
พระพุทธเจ้าสุเมธะได้ตรัสพยากรณ์ดาบสผู้กล่าวสรรเสริญพระญาณว่า ผู้นั้นจะรื่นรมย์ใน เทวโลก เป็นต้น (เป็นเทวดา ๗๗ กัป และเป็นพระเจ้าจักรพรรดิเกิน ๑๐๐ ครั้ง เป็นต้น)
“ในสมัยพระพุทธเจ้าโคตมะ ผู้นี้จักไม่มีความกังวล ออกบวชเป็นบรรพชิต แล้วจะบรรลุ พระอรหัตตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ” (เรื่องเล่าตอนพระพุทธเจ้าสุเมธะนี้มีปรากฏอยู่แต่ในอรรถกถาเถรคาถา, เถร.อ.๒/๑๑๐-๔)
ชาติสุดท้ายบวชตอน ๗ ขวบ
สมัยพระพุทธเจ้าโคตมะของพวกเรา พระเถระนี้บังเกิดในครอบครัวพราหมณ์ กรุงสาวัตถี มารดาบิดาตั้งชื่อให้ว่า โสภิตะ
สมัยต่อมา ท่านได้เข้าเฝ้าฟังธรรม เกิดศรัทธาออกบวชเจริญวิปัสสนา ไม่นานก็บรรลุพระอรหัต เป็นพระอรหันต์ (ตอนเป็นสามเณรอายุ ๗ ขวบ) ถึงความเป็นผู้ชำนาญในการระลึกชาติ (บุพเพนิวาสญาณหรือบุพเพนิวาสานุสสติญาณ)
ท่านระลึกถึงสถานที่บังเกิดย้อนไปตามลำดับ ได้เห็นปฏิสนธิเพียงชาติที่เกิดด้วยอจิตตก ปฏิสนธิในอสัญญภพ (ระลึกไปถึงชาติที่เกิดเป็นอสัญญสัตตาพรหม) จากนั้นก็ไม่เห็นความเป็นไป ๕๐๐ ชาติ เห็นแต่จุติในภพสุดท้าย คิดว่าอะไรกัน? ก็ยุติได้ว่าอสัญญีภพ มิได้โดยนัยคือการคาดคะเน
(องฺ. อ.๑/๑/๔๗๒-๓)
อรรถกถาอุปทานว่า ท่านมีอายุได้เพียง ๗ ปีเท่านั้นก็บวช ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ มี อภิญญา ๖ (อปทาน. อ.๘/๒/๔๕๐)
ดังที่กล่าวไว้ว่า ...
“เราเผากิเลสได้แล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว วิชชา ๓ เราบรรลุแล้ว คำสอน ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว...
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว
(ขุ.อป.ข้อ ๑๓๓
ถึงความเป็นเอตทัคคะ
อธิบายว่า พระโสภิตะระลึกชาติย้อนหลังไปไม่เห็นปฏิสนธิจิตในภพที่เกิดเป็นอสัญญสัตตาพรหม (พรหมที่มีแต่รูปกาย ไม่มีจิต) ในอสัญญาภพตลอด ๕๐๐ กัป เห็นเฉพาะชาติสุดท้ายก่อนเกิดเป็น อสัญญสัตว์เท่านั้น
ท่านคิดว่า นี่อะไร? ใคร่ครวญพิจารณาแล้วจึงรู้ว่า ตนเองเคยเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ (สัตว์ผู้ไม่มี สัญญาคือไม่มีจิต) สมดังที่ตรัสไว้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เทวดาผู้มีอายุยืน ชื่อว่า อสัญญีสัตว์ มีอยู่ พระโสภิตะจุติจากอสัญญีภพนั้นแล้ว มาบังเกิดในภพนี้ เธอย่อมรู้ภพนั้น โสภิตะย่อมระลึกได้ " (เถร.อ.๒/๑๑๔)
พระพุทธเจ้าทรงเห็นความเป็นผู้ฉลาดในการระลึกชาติของพระเถระอย่างนี้ ต่อมา จึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศด้านระลึกชาติ ตรัสว่า ... "ภิกษุทั้งหลาย พระโสภิตะเลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ระลึกชาติก่อนได้ "
(องฺ.อ.เอก ข้อ ๑๔๙)
บทว่า ปุพเพนิวาสํ อนุสฺสรนฺตานํ ท่านแสดงว่า ท่านพระโสภิตเถระ เป็นยอดของภิกษุสาวก ผู้สามารถระลึกถึงขันธสันดาน (ความสืบต่อแห่งขันธ์) ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อนๆได้ (จนถึงอจิตตกปฏิสนธิ ปฏิสนธิที่ไม่มีจิต ๕๐๐ กัป เหมือนแสดงรอยเท้าในอากาศ คือไม่ปรากฏ) ตามที่กล่าวแล้ว
(อง.อ.๑/๑/๔๗๒)
โสภิตเถรคาถา
นับจากวันนั้น พระโสภิตะก็ได้พิจารณาถึงความสามารถระลึกชาติ (พระบาลีเรียกว่า บุพเพนิวาสญาณ อรรถกถาเรียกบุพเพนิวาสานุสสติญาณ) พร้อมทั้งคุณวิเศษอื่นๆ และข้อปฏิบัติอันเป็นปัจจัยแห่งญาณติดตามระลึกชาติ แล้วเกิดความโสมนัสเปล่งอุทานว่า ...
“เราเป็นภิกษุผู้มีสติ มีปัญญา ปรารภความเพียรเป็นกำลัง ระลึกชาติก่อนได้ ๕๐๐ กัป ดุจคืนเดียว
เราเจริญสติปัฏฐาน ๔ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ระลึกชาติก่อนได้ ๕๐๐ กัป ดุจคืนเดียว"
(ขุ.เถร.ข้อ ๒๘๐)
---------------------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ