
วจนัตถะ และคำอธิบายในอัญญมัญญปัจจัย
วจนัตถะ
อญฺญมญฺญํ หุตฺวา ปจฺจโย = อญฺญมญฺญํ ปจฺจโย สภาวธรรมแต่ละอย่างที่ต่างต้องอาศัยพึ่งพิงกัน จึงเกิดได้ตั้งอยู่ได้ ชื่อว่า อัญญมัญญปัจจัย
อธิบายในอัญญมัญญปัจจัยโดยสังเขป
ใน อัญญมัญญปัจจัย นี้ อธิบายว่า
๑. นามธรรม คือสัมปยุตตนามขันธ์ ๔ ช่วยอุดหนุนซึ่งกันและกันให้เกิดขึ้นอย่างหนึ่ง
๒. รูปธรรม คือมหาภูตรูป ๔ ช่วยอุดหนุนซึ่งกันและกันให้เกิดขึ้นอย่างหนึ่ง
๓. นามธรรมและรูปธรรม คือ ปฏิสนธินามขันธ์ และปฏิสนธิหทัยวัตถุช่วยอุดหนุนซึ่งกันและกันให้เกิดขึ้นอย่างหนึ่ง รวมธรรมทั้ง ๓ จำพวกนี้เรียกว่า อัญญมัญญปัจจัย
หมายความว่า เป็นธรรมที่อุปการะโดยการอุดหนุนซึ่งกันและกันให้เกิดขึ้นนั่นเอง การอุดหนุนซึ่งกันและกันนี้ จะขาดไปเสียอย่างหนึ่งอย่างใดนั้นย่อมไม่ได้ เพราะไปเสียอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว ธรรมนั้นๆ ก็ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ เช่น สัมปยุตตนามขันธ์ อันได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์นั้น ต้องเกิดด้วยกันและอุดหนุนซึ่งกันและกันเสมอ ถ้าขาดไปเสียขันธ์หนึ่งขันธใด ก็เป็นสัมปยุตตนามขันธ์ไม่ได้ คือถ้าขาดเวทนาขันธ์ไป สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ก็ย่อมเกิดไม่ได้ หรือถ้าขาดสัญญาขันธ์ไป เวทนาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ก็ย่อมเกิดไม่ได้เช่นเดียวกัน ดังนี้เป็นต้น นี่เป็นฝ่ายพวกนามธรรม
ฝ่ายรูปธรรมก็เช่นเดียวกัน คือ มหาภูตรูปทั้ง ๔ อันได้แก่ ปถวี อาโป เตโช วาโย ก็ต้องเกิดด้วยกันและอุดหนุนซึ่งกันและกันเสมอ จะขาดรูปหนึ่งรูปใดไม่ได้ คือเมื่อปถวีเกิด อาโป เตโช วาโย ก็ต้องเกิดพร้อมด้วย ถ้าขาดปถวีเสียแล้ว อาโป เตโช วาโย ก็เกิดไม่ได้ หรือถ้าขาดอาโปเสีย ปถวี เตโช วาโย ก็เกิดไม่ได้เช่นเดียวกัน ดังนี้
ส่วนในปฏิสนธิกาล ที่ในปัญจโวการภูมินั้น ธรรมที่เกิดร่วมกันและอุดหนุนซึ่งกันและกันก็ได้แก่ ปฏิสนธินามขันธ์ ๔ กับหทัยวัตถุ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะขาดไปเสียอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้เช่นเดียวกัน คือถ้าปฏิสนธินามขันธ์ ๔ ไม่เกิด หทัยวัตถุก็เกิดไม่ได้ หรือถ้าหทัยวัตถุไม่เกิด ปฎิสนธินามขันธ์ ๔ ก็เกิดไม่ได้ ดังนี้
ส่วนในปฏิสนธิกาล ที่ในจตุโวการภูมินั้น ธรรมที่เกิดร่วมกันและอุดหนุนซึ่งกันและกันนั้น ได้แก่ปฏิสนธินามขันธ์ ๔ อย่างเดียว ไม่ต้องอาศัยหทัยวัตถุ เพราะในจตุโวการภูมินั้นไม่มีรูป มีแต่นามอย่างเดียว ส่วนหทัยวัตถุนั้นเป็นรูป ฉะนั้นจึงไม่เกิดในภูมินั้น ทั้งนี้ก็เป็นไปด้วยอำนาจของรูปวิราคภาวนา (การปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากรูป)
การอุดหนุนซึ่งกันและกันของอัญญมัญญปัจจัยนี้ ท่านอุปมาเหมือนหนึ่งโต๊ะ ๓ ขา หรือขาหยั่งซึ่งอาศัยด้วยไม้ ๓ อันค้ำจุนอยู่ ซึ่งโต๊ะ ๓ ขาก็ดี หรือไม้ขาหยั่งก็ดี ถ้าขาดไปขาหนึ่งขาใดแล้ว โต๊ะและขาหยั่งนั้นก็ไม่สามารถจะตั้งอยู่ได้ การที่โต๊ะหรือไม้ขาหยั่งนั้นตั้งอยู่ได้ ก็ต้องพร้อมเพรียงด้วยขาทั้ง ๓ ค้ำจุนซึ่งกันและกันอยู่ ข้อนี้ฉันใด อำนาจของอัญญมัญญูปัจจัยนี้ก็เช่นเดียวกัน คือ นามธรรมก็ต้องอาศัยอุดหนุนซึ่งกันและกันจึงเกิดได้ รูปธรรมก็ต้องอาศัยอุดหนุนซึ่งกันและกันจึงเกิดได้ และนามธรรมกับรูปธรรมในปฏิสนธิกาลก็ต้องอาศัยอุดหนุนซึ่งกันและกันจึงเกิดได้ ดังที่อธิบายมาแล้วข้างต้นนั้น และมีบาลีในปัฏฎฐานอรรถกถาแสดงไว้ ดังนี้คือ
อญฺญมญฺญํ อุปฺปาทนฺปตถมฺภนภาเวน อุปการโก ธมฺโม อญฺญมญฺญปจฺจโย อญฺญมญฺญุปตฺถมฺภกํ ติทณฺฑํ วิย.
แปลว่า ธรรมที่เป็นอุปการะโดยอุดหนุนซึ่งกันและกันให้เกิดขึ้น ชื่อว่า อัญญมัญญปัจจัย
การอุดหนุนซึ่งกันและกันนั้น อุปมาเหมือนไม้ ๓ อัน อาศัยเหตุที่ต่างค้ำจุนซึ่งกันและกันจึงตั้งอยู่ได้
อนึ่ง อัญญมัญญปัจจัยนี้ มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสหชาตปัจจัย กล่าวคือในนามธรรมและรูปธรรมที่เกิดพร้มกันนั้น มีการอุดหนุนให้เกิดร่วมกัน โดยอำนาจของสหชาตปัจจัยหนึ่ง และมีการอุดหนุนซึ่งกันและกันโดยอำนาจของอัญญมัญญปัจจัยหนึ่ง หมายความว่า
เมื่อเป็นอัญญมัญญปัจจัยแล้ว ต้องเป็นไปร่วมกับสหชาตปัจจัยเสมอ ที่จะไม่เป็นไปร่วมกับสหชาตปัจจัยนั้นไม่มี แต่ส่วนสหชาตปัจจัยนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ร่วมกับอัญญมัญญปัจจัยก็เป็นไปได้ เช่น
๑. สัมปยุตตนามขันธ์ ๔ กับจิตตชรูป เป็นสหชาตปัจจัยได้ แต่ไม่เป็นอัญญมัญญปัจจัย
๒. มหาภูตรูปกับอุปาทารูป เป็นสหชาตปัจจัยได้ แต่ไม่เป็นอัญญมัญญปัจจัย ดังมีบาลีในปัฏฐานมูลฎีกาแสดงไว้ดังนี้ คือ
สหชาตาทิปจฺจโย โหนฺโต เยว หิ โกจิ อญฺญมญฺญปจฺจโย น โหติ.
แปลว่า เป็นความจริง เมื่อเป็นสหชาตาทิปัจจัยนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นอัญญมัญญและในมณิสารมัญชุสาฎีกา แสดงไว้ว่า
อญฺญมญฺญปจฺจโย สหชาตปจฺจเยน วินา น โหติ สหชาตปจฺจโย ปน เตน วินาปิ โหติ.
แปลว่า อัญญมัญญปัจจัย ที่จะไม่เป็นไปร่วมกับสหชาตปัจจัยนั้นไม่มี ส่วนสหชาตปัจจัย แม้เว้นจากอัญญมัญญปัจจัยก็เป็นได้
เพราะฉะนั้นจึงแสดงให้เห็นว่า ธรรมที่เป็นสหชาตปัจจัยมีมากกว่าธรรมที่เป็นอัญญมัญญปัจจัย โดยที่สหชาตปัจจัยนั้นกินความกว้าง คือถ้าธรรมเหล่าใดเกิดร่วมกันแล้ว ธรรมเหล่านั้นก็เป็นสหชาดปัจจัยได้ทั้งสิ้น แต่ว่าจะเป็นอัญญมัญญปัจจัยไม่ได้ทั้งหมด เพราะความหมายมีอยู่ว่าเกิดร่วมกันแล้วก็ต้องอุดหนุนซึ่งกันและกันด้วย จึงจะเรียกว่าอัญญมัญญปัจจัย ไม่ใช่ว่าเป็นแต่เพียงเกิดร่วมกันอย่างเดียว ฉะนั้น อัญญมัญญปัจจัยจึงมีความจำกัดเฉพาะ ไม่กว้างขวางเหมือนสหชาตปัจจัย อัญญมัญญูปัจจัย และ สหชาตปัจจัย นี้ มีอำนาจพิเศษต่างกัน คืออัญญมัญญปัจจัย มีอำนาจช่วยอุดหนุนซึ่งกันและกันให้เกิดขึ้น ส่วนสหชาตปัจจัยนี้มีอำนาจช่วยอุดหนุนให้เกิดพร้อมกัน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น.
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ