
วจนัตถะ และคำอธิบายในสมนันตรปัจจัย
วจนัตถะ
สุฏฺฐุ อนนฺตราติ = สมนนฺตรา ธรรมที่ไม่มีระหว่างคั่นเลย ชื่อว่า สมนันตร
สมนนฺตรํ หุตฺวา อุปการโก ธมฺโม = สมนนฺตรปจฺจโย ธรรมที่ไม่มีระหว่างคั่นเลยนั้น เป็นธรรมช่วยอุดหนุน ชื่อว่า สมนันตรปัจจัย
อธิบายในสมนันตรปัจจัยโดยสังเขป
สมนันตรปัจจัย นี้ มีข้อความและอรรถาธิบาย ตลอดจนกระทั่งองค์ธรรมทั้งหมดเหมือนกันกับอนันตรปัจชัย จะมีที่ต่างกันเป็นพิเศษก็เพียงแต่ชื่อเท่านั้น ดังมีบาลีในปัฎฐานอรรถกถาดังนี้ คือ
โย อนนฺตรปจฺจย เสฺวว สมนนฺตรปจฺจโย พฺยญฺชนมตฺตเมว เหตฺถ นานํ
อุปจยสนฺตติอาทีสุ วิย อธิวจนนิรุตฺติทุกาทีสุ วิย จ อตฺถโต ปน นานํ นตฺถิ.
แปลความว่า ธรรมใดเรียกว่า อนันตรปัจจัย ธรรมนั้นแลเรียกว่า สมนันตรปัจจัย คือในที่นี้ ว่าโดยที่จริงแล้ว ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะเท่านั้น เช่นเดียวกับคำว่า อุปจย สนฺตติ และคำว่า อธิวจนทุก , นิรุตติทุก เป็นต้น แต่ว่าโดยเนื้อความแล้วไม่มีการแตกต่างกันเลย
การที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะเมื่อเวลาที่พระพุทธองค์ทรงแสดงอนันตรปัจจัยจบลงแล้วนั้นทรงพิจารณาเห็นว่า อัธยาศัยของเหล่าเวไนยสัตว์ บางคนยังไม่สามารถจะเข้าใจได้ดีพอ ดังนั้น พระองค์จึงได้ทรงแสดงสมนันตรปัจจัยนี้ขึ้นเพื่อประสงค์จะย้ำเนื้อความของอนันตรปัจจัยให้แน่นอนและหนักแน่นยิ่งขึ้น แต่พระองได้ทรงเติมศัพท์ลงไป โดยให้ชื่อว่าสมนันตรปัจจัย ซึ่งมีความหมายหนักแน่นกว่าคำว่า อนันตรปัจจัย ส่วนเนื้อความและองค์ธรรมนั้น ก็คงเหมือนกันดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ความหมายที่หนักแน่นกว่าอนันตรปัจจัยก็คือ ในอนันตรปัจจัยนั้นได้แสดงไว้แล้วว่าจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นดวงแรกแล้วดับไปนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่จิตและเจตสิกดวงหลังให้เกิดขึ้นสืบต่อกันตามสำดับโดยไม่มีระหว่างคั่นนั้น เพื่อจะทรงแสดงให้แน่นแฟันขึ้น ในข้อที่ว่าไม่มีระหว่างคั่นนี้ จึงได้ทรงแสดงในสมนันตรปัจจัยว่า จิดดวงแรกพร้อมด้วยเจตสิกเกิดขึ้นแล้วดับไปนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่จิตดวงที่ ๒ พร้อมด้วยเจตสิกให้เกิดขึ้น แล้วจิตดวงที่ ๒ พร้อมด้วยเจตสิกนี้ก็กลับเป็นปัจจัยแก่จิตดวงที่ ๓ พร้อมด้วยเจตสิกให้เกิดขึ้นเป็นลำดับ สืบต่อกันอยู่อย่างนี้ตลอดไปโดยไม่มีระหว่างคั่นเลยทีเดียว
อนึ่ง ปัจจัยธรรมและปัจจยุปบันธรรม นั้นเกิดสืบต่อกันและติดกันอย่างไม่ขาดสายซึ่งไม่มีใครที่จะสามารถรู้ได้หรือเห็นได้ นอกจากองค์พระสัพพัญญูพระองค์เดียวเท่านั้น อุปมาเหมือนไฟตะเกียงที่จุดอยู่ เราจะแลเห็นดวงฟนั้นลุกติดอยู่เสมอ เหมือนหนึ่งว่าดวงไฟนั้นเป็น อันเดียวกัน แต่ความจริงของสภาวะแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ แท้จริงไฟที่เกิดก่อนนั้นย่อมดับไป ไฟใหม่เกิดขึ้นแทน การดับไปของไฟเก่าและการเกิดขึ้นของไฟใหม่นั้นติดต่อกันไม่ขาดสาย จนดูติดกันเป็นพืด จนไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าไฟไหนเป็นไฟเก่า และไฟไหนเป็นไฟใหม่ เลยเข้าใจไปว่า เป็นไฟดวงเดียวกัน ข้อนี้ฉันใด สภาพของนามธรรมทั้งหลาย คือจิตและเจตสิกนั้นก็เช่นเดียวกัน มีสภาพติดต่อกันไม่ขาดระยะและไม่มีระหว่างคั่นอยู่ จิตดวงเก่าดับไป จิตดวงใหม่เกิดขึ้นแทนเช่นนี้เรื่อยไป โดยไม่มีผู้ใดสามารถที่จะแยกออกได้ว่า นี่เป็นจิตดวงเก่าและนี่เป็นจิตดวงใหน เพราะสภาพของนามธรรมนั้นไม่มีรูปร่างสัณฐาน และไม่มีนามธรรมอื่นที่จะมาคั่นระจิตดวงเก่าซึ่งเป็นปัจจัยธรรมกับจิตดวงใหม่ซึ่งเป็นปัจจยุปบันธรรม ที่จะให้แยกจากกันได้ จึงทำให้รู้สึกไปว่าเป็นจิตดวงเดียว เหมือนกับดวงไฟที่ได้อุปมามาแล้วข้างต้นฉะนั้น
อีกประการหนึ่งก็คือ ธรรมดาของจิตนั้น เมื่อขณะที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดพร้อมกันในคราวเดียวหลายๆ ดวง ย่อมเกิดขึ้นทีละดวงๆ เท่านั้น เมื่อดวงเก่าดับไปแล้วจึงเกิดดวงใหมขึ้นมาแทนได้ ซึ่งต่างกับรูปธรรม เพราะรูปธรรมนั้นมีสัณฐานให้ปรากฎได้ คือมีระหว่างคั่น ยันได้แก่ปริจเฉทรูปนั่นเอง และรูปธรรมนั้นเมื่อเกิดขึ้นและดับไป ย่อมมีรูปที่เกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน อย่างน้อยที่สุด ๘ รูป คือ ปถวี, อาโป, เตโช, วาโย, วัณณ, กันธ, รส, โอชา (สุทธัฏฐกกลาป)
ส่วนจิตซึ่งเป็นนามธรรมนั้นไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นพร้อมกันและดับพร้อมกันในคราวเดี่ยวมากกว่าดวงได้ ดังที่ได้อธิบายมาแล้วในตอนต้น ฉะนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็น สมนันตรปัจจัย ดังมีบาลีในปัฏฐานมูลฎีกาหน้า ๑๗๐ (ฉบับฉัฏฐสังคายนา) ว่าดังนี้ คือ
ตตฺถ ปุริมปจฺฉิมานํ นิโรธุปฺปาทนฺตราภาวโต นิรนฺตรูปาทนสมตฺถตา อนนฺตรปจฺจยภาโว รูปธมฺมานํ วิย สณฺฐานาภาวโต ปจฺจยปจฺจยุปฺปนฺนานํ สหาวฏฺฐานาภาวโต จ อิทมิโต เหฏฺฐา อุทฺธํ ติริยนฺติ วิภาคาภาวา อตฺตนา เอกตฺตมิว อุปเนตฺวา สุฏฺฐุ อนนฺตรภาเวน อุปฺปาทนสมตฺถตา สมนนฺตรปจฺจยตา.
แปลความว่า ในบรรดาปัจจัย ๒ อย่างนั้น ที่เรียกว่า อนันตรปัจจัย เพราะเหตุว่า สามารถยังจิตดวงหลังให้เกิดขึ้นโดยไม่มีระหว่างคั่น กล่าวคือ ระหว่างคั่นแห่งความดับกับความเกิดของจิตที่เกิดก่อน กับที่เกิดภายหลังนั้นไม่มี
ที่เรียกว่า สมนันตรปัจจัย เพราะเป็นปัจจัยที่ไม่มีระหว่างคั่นโดยแท้ กล่าวคือ เพราะสามารถน้อมนำจิตดวงหลังให้เป็นประหนึ่งว่าเป็นอันเดียวกับตน แล้วจึงให้เกิดขึ้นโดยไม่มีระหว่างคั่นจริงๆ คือไม่สามารถจะแยกได้ว่าจิตนี้เกิดจากจิตนี้ หรือเกิดจากข้างล่าง ข้างบน หรือข้าง ๆ เพราะเหตุว่าจิตซึ่งเป็นนามธรรมไม่มีรูปร่างสัณฐานอย่างรูปธรรมทั้งหลายประการหนึ่ง
และอีกประการหนึ่ง ก็เพราะว่าไม่มีกฎเกณฑ์ที่กำหนดว่า นามธรรมที่เป็นปัจจัยกับที่เป็นปัจจยุปบันจะเกิดร่วมกันได้ (คือเกิดร่วมกันไม่ได้นั่นเอง)
สมนันตปัจจัยนี้ ท่านโบราณาจารย์ได้แสดงอุปมาไว้ว่าเหมือนกับพระเจ้าจักรพรรดิสวรรคตไปแล้ว พระราชโอรสของพระเจ้าจักรพรรดินั้นต้องสืบราชสมบัติแทนพระราชบิดาต่อไปอย่างแน่นอน บุคคลอื่นไม่สามารถที่จะเข้ามาคั่นตำแหน่งนี้ได้เลย ข้อนี้ฉันใด นามธรรมก็เป็น
เดียวกัน คือเมื่อจิตดวงแรกเกิดขึ้นเป็นปัจจัยแล้วดับไปนั้น จิตดวงหลังย่อมเกิดขึ้นเป็นปัจจยุปบันสืบต่อกันทันที ปัจจัยธรรมและปัจจยุปบันธรรมย่อมติดต่อกันโดยไม่มีธรรมที่มาระหว่างเลย ฉันนั้น
เมื่อสรุปใจความของสมนันตรปัจจัยนี้แล้ว ก็คือนามธรรมที่เกิดก่อนเป็นปัจจัยธรรม
นามธรรมที่เกิดทีหลังเป็นปัจจยุปบันธรรม การเกิดขึ้นของปัจจัยธรรมและปัจจยุปบันธรรมนั้นติดต่อกัน โดยไม่มีระหว่างคั่นและไม่ขาดสายเลย ส่วนรูปธรรมนั้นไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยธรรมและปัจจยุปบันธรรมของปัจจัยนี้ จึงเป็นปัจจนิกธรรม.
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ