สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ทำไมคนสมัยนี้บรรลุมรรคผลยาก

   ถาม คนสมัยก่อนท่านบรรลุมรรคผลกันง่าย เพียงได้เห็นต้นไม้มีใบร่วงหล่นเป็นต้นก็บรรลุแล้ว แต่คนสมัยนี้ทำไมจึงบรรลุยาก ทั้งๆ ที่ก็เห็นอย่างเดียวกับคนสมัยก่อน เพราะเหตุไร

   ตอบ เรื่องการบรรลุมรรคผลนี้ ขึ้นกับเหตุปัจจัยหลายอย่าง เอาเพียงเรื่องง่ายๆ ธรรมดาๆ คนเราก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเรื่องการบรรลุมรรคผล ขอยกตัวอย่าง พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งในขัคควิสาณสูตรมาเป็นตัวอย่างว่าอารมณ์ ที่ท่านเห็นนั้น ใครๆ ก็เคยเห็น แต่เห็นแล้วเกิดความคิดเหมือนอย่างท่านหรือเปล่า นี่สิที่สำคัญ เรื่องมีอยู่ว่า (คาถาที่ ๓๗ ในสุตตนิบาต)

   พระเจ้าพาราณสีพระองค์หนึ่งเสด็จประพาสอุทยาน แล้วเสด็จเลยไปที่ฝ้่งแม่น้ำทอดพระเนตรเห็นข่ายที่พวกชาวประมงคลี่ตากไว้บนกิ่งไม้  เมื่อลมพัดมา ลมก็พัดลอดตาข่ายไป ไม่ติดตาข่ายเลย ทรงดำริว่าแม้เราก็พึ่งทำลายข่าย คือตัณหาและทิฏฐิ ตลอดจนข่าย คือโมหะความหลงเสีย เหมือนลมไม่ติดในข่ายฉะนั้น ครั้นเสด็จต่อไปถึงสระบัว ทรงเห็นดอกบัวที่ต้องลมโอนเอนไปถูกน้ำ หมดลมแล้วก็ชูขึ้นตามเดิม โดยไม่เปียกน้ำ ทรงถือเอานิมิตนั้นว่า เมื่อไรหนอ เราที่เกิดแล้วในโลกจะไม่พึงติดอยู่ในโลก เหมือน ดอกบัวที่เกิดในน้ำ ไม่เปียกน้ำฉะนั้น ทรงดำริเช่นนั้นแล้วจึงสละราชสมบัติออกผนวช เจริญวิปัสสนา ทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้

   อารมณ์เหล่านี้ที่พระราชาพระองค์นั้นทรงเห็น ก็มิใช่ว่าเราทุกคนจะไม่เคยเห็น ล้วนเห็นกันมาแล้วมากต่อมาก แต่เมื่อเห็นแล้วมีใครบ้างที่เกิดปัญญา น้อมเข้ามาหาตน ซึ่งยังมีความติดอยู่ในอารมณ์ทุกอย่าง ที่เป็นดังนี้เพราะเราขาดปัจจัย คือการที่ได้เคยอบรมสั่งสมปัญญาชนิดนี้มาในอดีต ท่านคงจำได้ว่าในมงคล ๓๘ มีอยู่ข้อหนึ่งว่า บุพเพกตปุญญตา ซึ่งแปลว่า ความเป็นผู้มีบุญอันตนกระทำแล้วในก่อน คือในอดีตเคย ทำบุญไว้จัดเป็นมงคล คือเหตุให้เกิดความเจริญได้ประการหนึ่ง โดยเฉพาะการบรรลุมรรคผลนั้น การสั่งสมการเจริญวิปัสสนามามากในอดีต เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการบรรลุมรรคผลในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะแต่ละคนได้พอกพูนกิเลสให้มากขึ้นๆ ตลอดทุกชาติ ที่ได้เกิดมา เรียกว่าแต่ละคนมีกิเลสหนาแน่นมาก การจะละกิเลสที่หนาแน่นมากที่สั่งสมมานับชาติไม่ถ้วน ชั่วเวลาเพียงชาติเดียวนั้นไม่มีทางเป็นไปได้เลย

   คนที่เริ่มเจริญวิปัสสนาแต่ละคน ส่วนมากเจริญกันยังไม่ถึงเดือน ยังไม่ถึงปี ก็ร้องกันว่า ไม่เห็นได้ผลอะไร นามรูปก็ไม่เห็น ญาณปัญญาก็ไม่เกิด ก็จะเกิดได้อย่างไร เมื่อเราเพิ่งจะเริ่มต้นกิเลสนั้นมันเกาะติดอยู่กับเราอย่างเหนียวแน่นมานานมาก จะปลิดกันเพียงชาติเดียวให้หลุดนั้นไม่มีใครทำได้ แม้พระสาวกทั้งหลายที่ท่านฟังธรรมกันจบ ก็บรรลุเป็นพระอริยบุคคล ที่เรารู้สึกว่าท่านช่างบรรลุกันง่ายดาย แล้วก็ต้องการจะเป็นอย่างท่าน แต่มิได้ศึกษาชีวิตในอดีตของท่าน ว่าท่านได้บำเพ็ญคุณธรรมเพื่อความเป็น อย่างนี้มานับเป็นแสนกัป แสนกัปนะไม่ใช่แสนชาติ เพราะฉะนั้นถ้าในอดีตท่านได้เคยอบรมวิปัสสนากรรมฐานมามากพอ เมื่อได้มาเจริญต่อในชาตินี้ และสะสมไปอีกทุกชาติในอนาคตแล้ว ก็เป็นอันหวังได้ว่า ท่านจะได้บรรลุมรรคผลในวันหนึ่งข้างหน้าแน่นอน ปัจจุบันนี้ท่านสามารถจะกำหนดรู้นามรูปตามทวารต่างๆ ในขณะที่กำลังปรากฏได้หรือยัง ถ้ายัง จะไปหวังให้มรรคผลเกิดย่อมเป็นไปไม่ได้ แม้ญาณของวิปัสสนาก็ยังไม่ถึง เพราะ ฉะนั้นการจะทำลายความเหนียวแน่นของกิเลสจึงแสนยาก และจะทำลายด้วยวิธีอื่นก็ไม่ได้ เพราะอย่างดีก็เพียงข่มไว้ชั่วคราว เมื่อได้เหตุปัจจัยก็เกิดขึ้นได้อีก แต่วิปัสสนาที่อบรมจนถึงขั้นมรรคผลมิใช่เช่นนั้น ทำลายกิเลสใดได้แล้ว กิเลสนั้นไม่มีโอกาสเกิดได้อีกเลย

   อีกประการหนึ่ง การเจริญมรรคผลของท่านนั้นเป็นสัมมามรรคใช่หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ พากเพียรไปล้านชาติก็ไม่มีโอกาสบรรลุมรรคผลได้เลย เพราะเมื่อข้อปฏิบัติผิด ผลที่ เกิดขึ้นก็ย่อมผิดไปด้วย นี่ก็เป็นเหตุสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่คนสมัยนี้ไม่อาจบรรลุมรรคผลได้


[right-side]

มรรค, ผล, การบรรลุธรรม

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.