๒. สามัญญผลสูตร ( พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙, พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑, ทีฆนิกาย ศีลขันธวรรค สามัญญผลสูตร)


๒.๑ ที่มาของชื่อ


   สามัญญูผลสูตร แปลว่า "พระสูตรที่ว่าด้วยผลแห่งความเป็นสมณะ" คำว่า "ความเป็นสมณะ" หมายถึง "การบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา" 

   ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงพิสูจน์ให้เห็นชัดว่าการบวชได้ผลเห็นประจักษ์


๒.๒ ที่มาของพระสูตร


     พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแก่พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แคว้นมคธ ขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของหมอชีวก โกมารภัจ เขตกรุงราชคฤห์ ท่ามกลางภิกษุจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ในคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เหตุที่ตรัสพระสูตร นี้ เพราะพระเจ้าอชาตศัตรูทูลถามว่าคนที่มีศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งสามารถนำมาประกอบอาชีพให้เกิดผลประจักษ์แล้วนำผลนั้นมาบำรุงเลี้ยงบิดามารดา บุตรภริยา ญาติมิตร ให้เป็นสุขสำราญได้ และนำผลบางส่วนมาบำเพ็ญทักษิณาในสมณพราหมณ์ ทั้งหลายก็ได้ผลอย่างสูง คือได้เกิดในสุคติโลกสวรรค์ พระผู้มีพระภาคจะทรงอธิบายให้เข้าใจได้ไหมว่า การบวชให้ผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันเหมือนผลแห่งศิลปะดังกล่าว พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า การบวชมีผลมากกว่า


๒.๓ รูปแบบของพระสูตร


สามัญญผลสูตรเป็นแบบการสนทนาธรรมถาม - ตอบ ระหว่างพระพุทธเจ้า กบพระเจ้าอชาตศัตรู


๒.๔ ใจความสำคัญของพระสูตร


ในตอนต้น พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเล่าว่าได้เสด็จไปหาเจ้าลัทธิ ๖ คน คือ 

(๑) ครูปูรณะกัสสปะ 

(๒) ครูมักขลิ โคศาล 

(๓) ครูอชิตะ เกสกัมพล 

(๔) ครูปกุธะ กัจจายนะ 

(๕) ครูนิครนถ์นาฏบุตร 

(๖) ครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร 


ได้ตรัสถามปัญหาเรื่องสามัญญผล ครูทั้ง ๖ จึงทูลอธิบายลัทธิของตนให้ทรงทราบ พระสูตรนี้จึงให้ความรู้เกี่ยวกับลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๖ ลัทธิ พอสมควร แม้เจ้าลัทธิเหล่านั้นจะไม่ตอบปัญหาของพระเจ้าอชาตศัตรูก็ตาม


ลัทธิทั้ง ๖ คือ


(๑) ลัทธิของครูปูรณะ กัสสปะ จัดอยู่ในประเภทอกิริยวาทะ คือเห็นว่าทำไม่เป็นอันทำ (การกระทำไม่มีผลคือทำบุญไม่ได้บุญ ทำบาปไม่ได้บาป)

(๒) ลัทธิของครูมักขลิ โคศาล จัดอยู่ในประเภทนัตถิกวาทะ คือเห็นว่าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย (ความบริสุทธิ์ ความเศร้าหมอง ไม่มีเหตุปัจจัย คือบริสุทธิ์เองหลังจากเวียนว่ายตาย-เกิดจนถึงที่สุดแล้ว เรียกว่าสังสารสุทธิ)

(๓) ลัทธิของครูอชิตะ เกสกัมพล จัดอยู่ในประเภทอุจเฉทวาทะ คือเห็นว่าขาดสูญ (ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล)

(๔) ลัทธิของครูปกุธะ กัจจายนะ จัดอยู่ในประเภทนัตถิกวาทะ

(๕) ลัทธิของครูนิครนถ์ นาฏบุตร จัดอยู่ในประเภทอัตตกิลมถานุโยค คือการทรมานตนเพื่อเผากิเลส และอยู่ในประเภทสัสสตวาทะ คือเห็นว่าชีวะเที่ยง

(๖) ลัทธิของครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร จัดอยู่ในประเภทอมราวิกเขปวาทะ คือมีวาทะหลบเลี่ยงไม่ตายตัว


หลังจากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพิสูจน์ให้พระเจ้าอชาตศัตรูเห็นประจักษ์ว่า การบวชในพระพุทธศาสนามีผลดีอย่างไร โดยทรงจำแนกเป็นข้อ ๆ และทรงซักถามให้พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสตอบเป็นบางข้อ ดังนี้

๑. ตรัสถามว่า ถ้าคนที่เคยเป็นทาสหรือกรรมกรของพระเจ้าอชาตศัตรูออก บวชแล้วประพฤติตนดีงาม พระเจ้าอชาตศัตรูจะทรงเรียกร้องให้พระรูปนั้นสึกออกมารับใช้เป็นทาสหรือกรรมกรต่อไปอีกหรือไม่ ทูลตอบว่า ไม่ทรงเรียกร้องให้สึก แต่กลับจะทรงแสดงความเคารพจะทรงถวายปัจจัย ๔ และความคุ้มครองป้องภัยให้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงสรุปว่า นี้แหละผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน

๒. ตรัสถามว่า ถ้าคนที่เคยทำนาของพระเจ้าอชาตศัตรูออกบวชแล้วประพฤติตนดีงาม พระเจ้าอชาตศัตรูจะทรงเรียกร้องให้สึกออกมาทำนาอย่างเดิมหรือไม่ ทูลตอบว่าไม่ แต่กลับจะทรงแสดงความเคารพ จะทรงถวายปัจจัย ๔ และความ ความคุ้มครองป้องกันภัย พระผู้มีพระภาคจึงทรงสรุปว่านี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน

๓. ตรัสต่อไปว่า เมื่อคหบดีหรือบุตรคหบดีฟังธรรมของพระผู้มีพระภาค แล้วจึงออกบวชแล้วประพฤติพรหมจรรย์ สมบูรณ์ด้วยจูฬศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล สำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มิให้ บาปอกุศลเข้ามาท่วมทับใจ มีสติสัมปชัญญะ มีความสันโดษยินดีด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ ออกป่าหาความสงัด บำเพ็ญสมาธิ ละกิเลสที่เรียกว่านิวรณ์ ๕ ได้ จึงได้บรรลุฌานที่ ๑ (ปฐมฌาน) นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๔. ภิกษุผู้ได้ฌานที่ ๑ แล้ว เมื่อปฏิบัติธรรมต่อไปก็ได้ฌานที่ ๒ (ทุติยฌาน) นี้ ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๕. ภิกษุผู้ได้ฌานที่ ๒ แล้ว เมื่อปฏิบัติธรรมต่อไปก็ได้ฌานที่ ๓ (ตติยฌาน) นี้ ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๖. ภิกษุผู้ได้ฌานที่ ๓ แล้ว เมื่อปฏิบัติธรรมต่อไปก็ได้ฌานที่ ๔ (จตุตถฌาน) นี้ ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๗. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดวิปัสสนาญาณ (ญาณคือการเห็นแจ้ง) เธอก็สามารถเห็นแจ้งว่า กายนี้ไม่เที่ยง มีการแตกทำลายไปเป็นธรรมดา วิญญาณก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เกี่ยวเนื่องอยู่ในกายนี้ นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๘. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดมโนมยิทธิญาณ (ญาณคือ ฤทธิ์ทางใจ) เธอก็สามารถเนรมิตกายอื่นขึ้นมาด้วยอำนาจจิต นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๙. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดอิทธิวิธญาณ (ญาณคือการแสดงฤทธิ์) เธอสามารถแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง เช่น คนเดียวแสดงให้เห็นเป็นหลายคนได้ นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่า ผลข้อก่อน ๆ

๑๐. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดทิพพโสตธาตุญาณ (ญาณคือหูทิพย์) เธอก็สามารถได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงคนและเสียงทิพย์ได้ชัดเจนทั้งที่อยู่ใกล้และไกล นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๑๑. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดเจโตปริยญาณ (ญาณคือการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น) เธอก็สามารถกำหนดรู้จิตของคนอื่นตลอดจนจิตของสัตว์ทั้งหลายได้ชัดเจน นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๑๒. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณคือการระลึกชาติได้) เธอก็สามารถระลึกชาติก่อนๆ ได้ นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๑๓. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดทิพพจักขุญาณ (ญาณคือตาทิพย์) เธอก็สามารถมองเห็นหมู่สัตว์ทุกๆ ชั้น ที่กำลังจุติ กำลังปฏิสนธิ นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อนๆ

๑๔. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดอาสวักขยญาณ (ญาณคือการทำลายอาสวะให้หมดไป) เธอก็สามารถรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า นี่ทุกข์ นี่เหตุแห่งทุกข์ นี่ความดับทุกข์ นี่ทางให้ถึงความดับทุกข์ (รู้อริยสัจ ๔) พร้อมกับรู้อย่างนี้ จิตของเธอก็หลุดพ้นจากอาสวะและอวิชชา เกิดความรู้ชัดว่า "การเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป" นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อนๆ


๒.๕ ข้อสังเกต


พระสูตรนี้แสดงข้อพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า การบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนามีผลเห็นประจักษ์ ผลแห่งการบวชนั้นอาจแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ คือผลข้อ ๑ - ๒ สามารถเปลี่ยนสถานภาพของผู้บวชซึ่งเดิมอาจเป็นทาส กรรมกรและชาวนา ซึ่งเป็นสามัญชน ให้มีสถานภาพสูงขึ้น แม้แต่พระเจ้าแผ่นดินก็เคารพนับถือ กลุ่มที่ ๒ คือผลข้อ ๓ - ๖ สามารถยกระดับจิตของผู้บวชให้สูงขึ้นถึงขั้นได้ฌาน ๔ กลุ่มที่ ๓ คือผลข้อ ๗ - ๑๔ สามารถพัฒนาจิตให้ได้วิชชา ๘ เมื่อเปรียบเทียบกับลัทธิของครูทั้ง ๖- ที่พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสเล่าในตอนต้น จะเห็นได้ว่าแตกต่างกันมาก ข้อนี้เองทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเลื่อมใสทันทีเพราะทรงเห็นผลประจักษ์ หากพระองค์ไม่ทรงทำปีตุฆาต (ฆ่าบิดา) เสียก่อน พระองค์จะต้องสำเร็จเป็นพระโสดาบันในทันที แต่ถึงกระนั้น พระองค์ก็ทรงได้รับประโยชน์จากพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้มาก กล่าวคือก่อนหน้านี้เมื่อพระราชบิดาสิ้นพระชนม์แล้ว พระองค์บรรทมไม่หลับเลยทั้งกลางวันและกลางคืน แต่หลังจากได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคและได้ฟังสามัญญผลสูตรนี้แล้วก็บรรทมหลับสนิท พระองค์ทรงปฏิบัติกิจของผู้เป็นพุทธมามกชนไว้มาก เช่นทรงบำรุงพระสงฆ์ ทะนุบำรุงและส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทรงเป็นศาสนูปถัมภกในการทำสังคายนาพระธรรมวินัย ครั้งแรกหลัง พระพุทธปรินิพพานได้ ๓ เดือน ในคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี กล่าวว่าในอนาคต พระเจ้าอชาตศัตรูจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่า ชีวิตวิเสส


------------////////-------------


[full-post]

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.