พระไตรปีฎกภาษาไทย เล่มที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑

(ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค)

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ คือ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ซึ่งเป็นคัมภีร์

เล่มที่ ๑ ของพระสุตตันตปิฎก คัมภีร์ที่ฆนิกายมี ๓ เล่ม คือ ๑) พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย

สีลขันธวรรค (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙) ๒ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค (พระไตรปิฎก

เล่มที่ ๑๐) ๓) พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑)

ทีฆนิกายมีพระสูตรรวม ๓๔ สูตร แบ่งย่อยออกเป็นวรรค (ตอน) ได้ ๓ วรรค คือ

(๑) สีลขันธวรรค มี ๑๓สูตร

(๒) มหาวรรค มี ๑๐ สูตร

(๓) ปาฏิกวรรค มี ๑๑ สูตร

การตั้งชื่อวรรค ท่านตั้งตามเนื้อหาในพระสูตรที่ ๑ ของวรรคก็มี ตามชื่อพระสูตรที่ ๑

ของวรรคก็มี กล่าวคือ ในสีลขันธวรรคมีพรหมชาลสูตรเป็นพระสูตรที่ ๑ พระสูตรนี้ว่าด้วยเรื่องศีล

และทิฏฐิ ท่านจึงตั้งชื่อว่า สีลชันธวรรค แปลว่า ตอนที่ว่าด้วยกองศีลในมหาวรรคมีมหาปทานสูตร

เป็นพระสูตรที่ ๑ พระสูตรนี้ว่าด้วยข้ออ้างใหญ่ คือกล่าวถึงพระประวัติขอพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ตั้งแต่อดีตกาล จนมาถึงสมัยของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ท่านจึงตั้งชื่อว่า มหาวรรค แปลว่า

ตอนใหญ่ ในปาฏิกวรรคมีปาฏิกสูตรเป็นพระสูตรที่ ๑ พระสูตรนี้ว่าด้วยนักบวชเปลือยชื่อ

ปาฏิกบุตร ท่านจึงตั้งชื่อว่า ปาฏิกวรรค แปลว่า ตอนปาฏิกบุตร

พระสูตรในสีลขันธวรรค ๑๓ สูตร คือ

(๑) พรหมชาลสูตร (๒) สามัญญผลสูตร

(๓) อัมพัฏฐสูตร (๔) โสณทัณฑสูตร

(๕) กูฎทันตสูตร (๖) มหาลิสูตร

(๗) ชาลิยสูตร (๘) มหาสีหนาทสูตร

(๙) โปฏฐปาทสูตร (๑๐) สุภสูตร

(๑๑) เกวัฏฏสูตร (๑๒) โลหิจจสูตร

(๑๓) เตวิชชสูตร

พระสูตรในมหาวรรค ๑๐ สูตร คือ

(๑) มหาปทานสูตร (๒ มหานิทานสูตร

(๓) มหาปรินิพพานสูตร (๔ มหาสุทัสสนสูตร

(๕) ชนวสภสูตร (๖) มหาโควินทสูตร

(๗) มหาสมยสูตร (๘) สักกปัญหสูตร

(๙) มหาสติปัฏฐานสูตร (๑๐) ปายาสิราชัญญสูตร

พระสูตรในปาฏิกวรรค ๑๑ สูตร คือ

(๑) ปาฏิกสูตร (๒) อุทุมพริกสูตร

(๓) จักกวัตติสูตร (๔) อัคคัญญสูตร

(๕) สัมปสาทนียสูตร (๖) ปาสาทิกสูตร

(๗) ลักขณสูตร (๘) สิงคาลกสูตร

(๙) อาฎานาฏิยสูตร (๑๐) สังคีติสูตร

(๑๑) ทสุตตรสูตร


-------------///--------------


๑. พรหมชาลสูตร (พระไตรปิฏก ภาษาไทย เล่มที่ ๙) 

๑.๑ ที่มาของชื่อ

    พรหมชาลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายอันประเสริฐ คำว่าข่ายอันประเสริฐ หมายถึงพระสัพพัญญุตญาณของพระผู้มีพระภาค ที่เป็นเหตุให้ทรงรู้ทิฏฐิหรือลัทธิต่าง ๆ ซึ่งแพร่หลายอยู่ในสมัยนั้นโดยแจ่มแจ้ง และยังทรงรู้แจ้งยิ่งไปกว่านั้นอีก 

    พระสูตรนี้ นอกจากชื่อว่าพรหมชาลสูตรแล้ว พระผู้มีพระภาคยังประทานชื่ออื่น อีก ๔ ชื่อ คือ 

(๑) อัตถชาลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายแห่งประโยชน์ เพราะทรงจำแนกประโยชน์ในชาตินี้และประโยชน์ในชาติหน้าไว้ 

(๒) ธัมมชาลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายแห่งธรรม เพราะทรงจำแนกธรรมอันเป็นแบบแผนไว้ 

(๓) ทิฏฐิชาลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายแห่งทิฏฐิหรือลัทธิ เพราะทรงจำแนกทิฏฐิหรือลัทธิต่างๆ ไว้ถึง ๖๒ ลัทธิ พระองค์ ทรงเห็นว่า สมณพราหมณ์ผู้ยึดถือลัทธิเหล่านั้นกำลังถูกลัทธิที่ตนยึดถือครอบคลุมผูกมัดไว้ จะโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในลัทธินั้น ติดวนอยู่ในลัทธินั้น มิอาจหลุดพ้นไปได้เหมือนปลาที่ถูกตาข่ายคือแหของชาว ประมงครอบคลุมไว้ จะโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในตาข่ายนั้น 

(๔) สังคามวิชยสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยตำราพิชัยสงคราม เพราะผู้ที่ได้ฟังพระสูตรนี้จบแล้วจะสามารถ ย่ำยีพวกมาร ทั้งที่เป็นเทวบุตรมาร ขันธมาร มัจจุมาร หรือกิเลสมารให้พ่ายแพ้ได้


๑.๒ ที่มาของพระสูตร

     พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุประมาณ ๕00 รูป ขณะทรงพักแรม ณ พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา โดยทรงปรารภคำ ติเตียนพระรัตนตรัยของปริพาชกชื่อสุปปียะและคำสรรเสริญพระรัตนตรัยของพรหมทัตตมาณพผู้เป็นศิษย์ ที่พวกภิกษุได้ยินเข้าแล้ว นำมาสนทนากัน พระผู้มีพระภาคทรงทราบจึงตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายมิให้โกรธเมื่อถูกตำหนิติเตียน และมิให้

ยินดีจนเหลิงเมื่อได้รับคำสรรเสริญเยินยอ แต่ให้พิจารณาหาสาเหตุแห่งการติเตียนและ การสรรเสริญนั้นๆ ตามความเป็นจริง แล้วชี้แจงให้เขาทราบว่าอะไรเป็นเรื่องจริง อะไรเป็น เรื่องเท็จ ต่อจากนั้นทรงแสดงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นว่า หลักธรรมของพระองค์สูงส่งกว่าลัทธิ อื่นๆ ทั้ง ๖๒ ลัทธิที่แพร่หลายอยู่ในสมัยนั้น


๑.๓ รูปแบบของพระสูตร

     พระสูตรนี้เป็นแบบธรรมบรรยายหรือการบรรยายธรรมแบบพูดคนเดียวจนจบเรื่อง ดังที่ท่านพระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคเมื่อทรงบรรยายจบลงว่า "ธรรมบรรยายนี้มี ชื่อว่าอะไร พระพุทธเจ้าข้า"


๑.๔ ใจความสำคัญของพระสูตร

     พระผู้มีพระภาคตรัสถึงสาเหตุที่ทำให้คนสรรเสริญพระองค์ว่าได้แก่ ศีล ๓ ชั้น คือ

     (๑) จูฬศีล (ศีลอย่างเล็กน้อย) 

     (๒) มัชฌิมศีล (ศีลอย่างกลาง) 

     (๓) มหาศีล (ศีลอย่างใหญ่)

     กล่าวคือ คนทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า พระองค์ทรงงดเว้นจากข้อห้ามในจูฬศีล ๒๖ ข้อ ในมัชฌิมศีล ๑๐ ข้อ และในมหาศีล ๗ ข้อ พระผู้มีพระ ภาคตรัสถึงสาเหตุที่ทำให้คนสรรเสริญพระองค์อีกอย่างหนึ่งได้แก่ พระสัพพัญญุตญาณ คือทรงรู้แจ้งธรรมะที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก ประณีต คาดคะเน เอาด้วยเหตุผลไม่ได้ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต เมื่อทรงรู้แจ้งธรรมะนี้แล้ว ทรงสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ตามได้ ด้วยเหตุนี้คนทั้งหลายจึงกล่าวสรรเสริญพระองค์ 

     พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกประกาศวาทะแสดงลัทธิ โดยปรารภขันธ์ส่วนอดีตซึ่งเรียกว่าปุพพันตกัปปีกวาทะ มี ๑๘ ลัทธิ และปรารภขันธ์ ส่วนอนาคตและปัจจุบันซึ่งเรียกว่าอปรันตกัปปีกวาทะอีก ๔๔ ลัทธิ แต่เพราะพวกเขาไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงถูกลัทธิเหล่านี้ครอบคลุมไว้เหมือนปลาที่ถูกแหครอบคลุมไว้มิอาจหลุดพ้นไปได้ จึงทรงถือว่า ลัทธิเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ


ปุพพันตกัปปิกวาทะ ๑๘ ลัทธิ คือ

๑. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ตั้งแต่ ๑ ชาติ จนถึงหลายแสน

๒. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ตั้งแต่ ๑ กัปจนถึง ๑๐ กัป

๓. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ตั้งแต่ ๑๐ กัปจนถึง ๔๐ กัป

๔. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะคิดคาดคะเนเอาด้วยเหตุผล

ทั้ง ๔ ลัทธิแรกนี้เรียกว่า สัสสตวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง)

๕. ลัทธิที่ถือว่า พระพรหมเที่ยง แต่พวกที่พระพรหมสร้างขึ้นมา ไม่เที่ยง

๖. ลัทธิที่ถือว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยง แต่พวกขิทฑาปโทสิกา (พวกที่ต้องจุติเพราะชอบ เล่นสนุก) ไม่เที่ยง

๗. ลัทธิที่ถือว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยง แต่พวกมโนปโทสิกา (พวกที่ต้องจุติเพราะคิดร้ายกันและกัน) ไม่เที่ยง

๘. ลัทธิที่ถือเอาตามที่คิดคาดคะเนด้วยเหตุผลว่าอัตตาฝ่ายจิตเที่ยง แต่อัตตาฝ่ายกาย ไม่เที่ยง

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๕ - ๘ เรียกว่า เอกัจจสัสสตวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า บางอย่างเที่ยง)

๙. ลัทธิที่ถือว่า โลกมีที่สุด (มีขอบเขตกำหนดได้)

๑๐. ลัทธิที่ถือว่า โลกไม่มีที่สุด

๑๑. ลัทธิที่ถือว่า โลกมีที่สุดเฉพาะด้านบนกับด้านล่าง ส่วนด้านกว้างหรือด้านขวางไม่มีที่สุด

๑๒. ลัทธิที่ถือเอาตามที่คิดคาดคะเนด้วยเหตุผล ว่าโลกมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๙ - ๑๒ เรียกว่า อันตานันติกวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า โลกมีที่สุดโลกไม่มีที่สุด)

๑๓. ลัทธิที่ปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ เพราะเกรงว่าจะพูดเท็จ

๑๔. ลัทธิที่ปฏิเสธตามแบบลัทธิที่ ๑๓ เพราะเกรงว่า จะยึดถือผิด ๆ

๑๕. ลัทธิที่ปฏิเสธตามแบบลัทธิที่ ๑๓ เพราะเกรงว่าจะถูกผู้รู้ซักถาม

๑๖. ลัทธิที่ปฏิเสธตามแบบลัทธิที่ ๑๓ และไม่ยอมรับหรือยืนยันอะไรเลย เพราะไม่รู้จริง

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๑๓ - ๑๖ เรียกว่า อมราวิกเขปวาทะ (ลัทธิที่พูดหลบเลี่ยง ไม่แน่นอนตายตัว)

๑๗. ลัทธิที่ถือว่า สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย เพราะเคยเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ (พรหมพวกหนึ่งที่มีแต่รูป ไม่มีสัญญา)

๑๘. ลัทธิที่ถือเอาตามที่คิดคาดคะเนด้วยเหตุผลว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย 

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๑๗ - ๑๘ เรียกว่า อธิจจสมุปปันนวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเอง ไม่มีเหตุปัจจัย)


อปรันตกัปปิกวาทะ ๔๔ ลัทธิ คือ

๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูป (อาศัยรูปอยู่) มีสัญญา (ความรู้สึกรู้ขั้นละเอียด)

๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีรูป มีสัญญา

๓. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีรูปและที่ไม่มีรูป มีสัญญา

๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ (พูดไม่ได้ว่ามีรูปหรือไม่มีรูป) มีสัญญา

๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุด มีสัญญา

๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีที่สุด มีสัญญา

๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีที่สุดและที่ไม่มีที่สุด มีสัญญา

๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ (พูดไม่ได้ว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด) มีสัญญา

๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาอย่างเดียวกัน

๑๐. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาต่างกัน

๑๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาเล็กน้อย

๑๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาประมาณมิได้

๑๓. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีแต่สุขอย่างเดียว มีสัญญา

๑๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีแต่ทุกข์อย่างเดียว มีสัญญา

๑๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีทั้งสุขและทุกข์ มีสัญญา

๑๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่ มีสุขก็มิใช่ มีสัญญา

ทั้ง ๑๖ ลัทธิแรกนี้เรียกว่า สัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญา)

๑๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูป ไม่มีสัญญา

๑๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีรูป ไม่มีสัญญา

๑๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีรูปและที่ไม่มีรูป ไม่มีสัญญา

๒๐. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีสัญญา

๒๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุด ไม่มีสัญญา

๒๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีที่สุด ไม่มีสัญญา

๒๓. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีที่สุดและที่ไม่มีที่สุด ไม่มีสัญญา

๒๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีสัญญา

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๑๗ - ๒๔ เรียกว่า อสัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้ว อัตตาไม่มีสัญญา)

๒๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูป มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (พูดไม่ได้ว่า มีสัญญาหรือไม่มีสัญญา)

๒๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีรูป มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

๒๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีรูปและที่ไม่มีรูป มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่

๒๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

๒๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุด มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

๓๐. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีที่สุด มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

๓๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีที่สุดและที่ไม่มีที่สุด มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่

๓๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๒๕ - ๓๒ เรียกว่า เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่)

๓ต. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาของมนุษย์และสัตว์ ขาดสูญ

๓๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นทิพย์มีรูปเป็นกามาพจร บริโภคอาหาร

๓๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นทิพย์มีรูปสำเร็จทางใจ ขาดสูญ

๓๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นอากาสานัญจายตนะ (อัตตาที่ได้อรูปฌาน กำหนดอากาศที่ไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์) ขาดสูญ

๓๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นวิญญาณัญจายตนะ (อัตาที่ได้อรูปฌานกำหนดวิญญาณที่ไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์) ขาดสูญ

๓๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นอากิญจัญญายตนะ (อัตตาที่ได้อรูปฌานกำหนดความไม่มีอะไรเป็นอารมณ์) ขาดสูญ

๓๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ (อัตตาที่ได้อรูปฌาน กำหนดสภาวะที่เป็นสัญญาก็มิใช่ ไม่เป็นสัญญาก็มิใช่ เป็นอารมณ์) ขาดสูญ

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๓๓ - ๓๙ เรียกว่า อุจเฉทวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้ว อัตตาขาดสูญ)

๔๐. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

๔๑. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยปฐมฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

๔๒. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยทุติยฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

๔๓. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยตติยฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

๔๔. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยจตุตถฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

๔๐ - ๔๔ เรียกว่า ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า มีสภาวะบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน)

ลัทธิพวกอปรันตกัปปีกวาทะ ๔ * ลัทธินี้เมื่อรวมกับลัทธิพวกปุพพันตกัปปีกวาทะ ๑๘ ลัทธิข้างต้น ก็เป็น ๖๒ ลัทธิ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ทิฏฐิ ๖๒ 


     พระผู้มีพระภาคตรัสสรุปไว้ในตอนท้ายของพระสูตรนี้ว่า พระองค์ทรงรู้แจ้งมูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ และทรงรู้ด้วยว่าผู้ที่ยึดถือทิฏฐิเหล่านี้มีคติและภพเบื้องหน้าเป็นอย่างไร พระองค์จึงไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น เมื่อไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น จึงทรงรู้แจ้งความเกิด ความดับ คุณโทษแห่งเวทนา และอุบายวิธีที่ทำให้สลัดเวทนา (การเสวยอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ออกไปได้ พระองค์จึงทรงหลุดพ้น และตรัสย้ำว่า นี่แหละธรรมะอันลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาดคะเนเอาด้วยเหตุผลไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต เมื่อพระองค์ทรงรู้แจ้งธรรมะนี้แล้ว ทรงสั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย จึงเป็นเหตุให้คนทั้งหลายกล่าวสรรเสริญพระองค์ ส่วนสมณพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิเหล่านี้ไม่รู้ความจริง บัญญัติทิฏฐิเหล่านี้ขึ้นตามความเข้าใจของตนเอง เป็นการแหาการดิ้นรนของคนมีตัณหาคือความทะยานอยากสิ่งอันน่าใคร่น่าปรารถนา ผ่านทางอายตนะ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) เมื่อมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ(ความมีความ เป็น) เมื่อมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ(ความเกิด) เมื่อมีชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา(ความแก่) มรณะ(ความตาย) โสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ(ความ คร่ำครวญ) ทุกข์(ความไม่สบายกาย) โทมนัส(ความไม่สบายใจ) และ อุปายาส (ความคับแค้นใจ)


๑.๕ ข้อสังเกต

     พระสูตรนี้ให้ความรู้โดยละเอียด ๒ เรื่อง คือเรื่องศีลและเรื่องทิฏฐิ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความมีสามัคคีหรือความไม่มีสามัคคี ความเจริญหรือความเสื่อม เป็นต้น ของหมู่คณะหรือกลุ่มชนในสังคม กล่าวคือ ถ้าหมู่คณะใดมีศีลเหมือนกัน (สีลสามญญตา) มีทิฏฐิเหมือนกัน (ทิฏธสามณณตา แสดงว่าหมู่คณะนั้นสามัคคีกัน แต่ถ้ามีศีลไม่เหมือนกันก็ดี มีทิฏฐิไม่เหมือนกันก็ดี ก็แสดงว่าไม่สามัคคีกัน

     ในเรื่องศีล พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกไว้ถึง ๓ ชั้น จากชั้นต่ำไปหาชั้นสูง ทรงเรียกว่า จูฬศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล รวม ๔๓ ข้อ (กล่าวไว้โดยละเอียดอีกครั้งหนึ่งในสามัญญผลสูตร ส่วนในสูตรอื่น ๆ เมื่อกล่าวถึงศีล ก็จะปรากฎแต่โดยย่อ และให้ดูรายละเอียดในสามัญญผลสูตร) ทรงเน้นว่า พระองค์ทรงมีศีลเหล่านี้โดยสมบูรณ์ คนทั้งหลายจึงสรรเสริญพระองค์ ส่วนสมณพราหมณ์บางพวกไม่มีศีลเหล่านี้

     ในเรื่องทิฏฐิ ทรงจำแนกไว้ถึง ๖๒ ทิฏฐิ ซึ่งครอบคลุมทิฏฐิหรือลัทธิทั้งหมดที่แพร่หลายอยู่ในสมัยนั้น ไม่พบว่าได้มีการบันทึกเรื่องนี้ไว้ละเอียดแบบนี้ในที่ใด พระสูตรนี้จึงอาจถือว่าเป็นแหล่งความรู้ทางปรัชญาอินเดียโบราณที่สมบูรณ์ที่สุด


     พระผู้มีพระภาคทรงสรุปไว้ว่า ทิฏฐิเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่ทางให้พ้นทุกข์ได้เลย แต่กลับทำให้ผู้เชื่อถือต้องประสบทุกข์เหมือนปลาติดตาข่าย

----------/////---------

[full-post]

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.