เทวดาตาไม่บอด
-----------------
ผมเขียนเรื่อง “สาลิ ไม่ใช่ข้าวสาลี” ไปเมื่อวานนี้ (๒๘ กันยายน ๒๕๖๕) และลงท้ายว่า -
....................................................
... ถ้าผู้บริหารการพระศาสนาของเรายังเอาแต่ประมาท-อย่างที่กำลังประมาทไม่เลิกอยู่ในเวลานี้-สักวันหนึ่งพระพุทธศาสนาก็จะมีชะตากรรมเหมือนคำว่า “สาลิ” คือเข้าบ้านตัวเองไม่ได้ ทั้งๆ ที่ตัวเป็นเจ้าของบ้านแท้ๆ
....................................................
เรื่องของเรื่องก็มาจากคำว่า “สาลิ” ในภาษาบาลีนั้น ท่านว่าจะแปลเป็นไทยแบบทับศัพท์ว่า “ข้าวสาลี” ไม่ได้ เพราะในภาษาไทย ข้าวสาลีหมายถึง wheat แต่ “สาลิ” คือ rice ไม่ใช่ wheat
ผมก็เลยรู้สึกขำไม่ออก
ก็ในเมื่อ “สาลิ” ไม่ใช่ wheat แล้วเอาคำว่า “ข้าวสาลี” ไปแปล wheat ได้อย่างไร
ควรจะบอกว่า wheat นั่นเองขโมยคำว่า “ข้าวสาลี” ของ “สาลิ” เอาไปใช้ แล้วทึกทักว่าเป็นของตัว
ครั้นเจ้าของตัวจริงจะเอาคำว่า “ข้าวสาลี” มาแปลคำว่า “สาลิ” ของตัวเอง กลับถูกค้านโวยวายว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ อ้างว่า “ข้าวสาลี” เป็นคำแปลของ wheat เขา
อันที่จริง wheat นั้น ถ้าจะใช้คำบาลีสันสกฤตเรียก ต้องใช้คำว่า “โคธูม”
คำว่า “โคธูม” นี้ ทั้งบาลีทั้งสันสกฤตแปลเป็นอังกฤษว่า wheat ตรงกัน
ทำไมไม่ใช้ ไปเอาคำว่า “สาลี” มาใช้เรียก wheat ทำไม
คนอื่นเอาไปใช้ได้สบายๆ
เจ้าของจริงๆ ใช้ไม่ได้
นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นกับคำบาลี
เพราะได้เรื่องนี้เป็นแนวคิด ผมก็เลยคิดต่อไปว่า พระพุทธศาสนาในเมืองไทยนี่ก็เหมือนกัน ต่อไปจะมีชะตากรรมเหมือนคำว่า “สาลิ”- ถ้าผู้บริหารการพระศาสนาของเรายังมัวแต่ประมาทอยู่
หมายความว่า ถ้าผู้บริหารการพระศาสนาของเรายังลอยตามน้ำไปเรื่อยๆ แบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ วันหนึ่งแผ่นดินไทยจะมีศาสนาอื่นเข้ามาเป็นศาสนาประจำชาติตามกฎหมาย พระพุทธศาสนาก็จะเข้าบ้านตัวเองไม่ได้
ขณะนี้ ต้องพูดกันตรงๆ ว่า ผู้บริหารการพระศาสนาของเรากำลังตกอยู่ในความประมาทอย่างยิ่ง
จุดที่เห็นได้ง่ายๆ ขอยกมาให้ดู ๒ จุด
จุดที่ ๑ พระภิกษุสามเณรแต่ละรูปจะประพฤติตัวเช่นไร วัดแต่ละวัดจะทำกิจกรรมอะไรอย่างไร ท่านปล่อยตามสบาย เหมาะไม่เหมาะ ควรไม่ควร ไม่มีการบอกกล่าวและกำกับดูแลแต่ประการใดทั้งสิ้น
มีบ้างเหมือนกันที่ท่านออกประกาศเรื่องนั้นเรื่องโน้น แต่คลุมพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้ไม่หมด ตามไม่ทัน และที่สำคัญคือตามกำกับดูแลไม่ทั่วถึง หรือกำกับดูแลไม่ได้ หรือพูดกันตรงๆ ว่า-ไม่ได้กำกับดูแล สั่งแล้วสั่งเลย
จุดที่ ๒ ปัญหาคาใจไม่มีการแก้ เช่น พระภิกษุสามเณรทำอย่างนี้ได้หรือไม่ ผิดหรือถูก ไม่มีคำตอบ ปัญหาหลักปฏิบัติที่ถูกต้องทางพระธรรมวินัย เช่นทอดกฐิน อย่างไรถูกอย่างไรผิด อย่างไรทำได้ อย่างไรทำไม่ได้ ไม่มีคำตอบ
กฐินเป็นเพียงเรื่องเดียว ยังมีอีกเป็นสิบเป็นร้อยเรื่องที่ไม่มีคำตอบเช่นกัน
นี่คือความประมาทที่เห็นได้เฉพาะหน้า
ยังมีความประมาทที่มองไม่เห็นผลในขณะนี้ แต่จะมีผลในอนาคต นั่นคือ สถานภาพทางกฎหมายของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย
“สถานภาพทางกฎหมายของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย” คืออะไรอย่างไร ขอละไว้ฐานเข้าใจ โดยหวังว่าผู้บริหารการพระศาสนาของเราเข้าใจถูกต้องตรงกันแล้วว่า-หมายถึงอะไร
เรื่องนี้ กล่าวได้ว่าผู้บริหารการพระศาสนาของเราประมาทสุดๆ คือไม่ได้คิดอ่านทำอะไรทั้งสิ้น ไม่ได้ยินว่ามีการริเริ่มเตรียมการหรือการเคลื่อนไหวทั้งในทางตื้นหรือทางลึก แต่เห็นได้ชัดว่าผู้บริหารการพระศาสนาของเราเชื่อมั่นว่า ไม่ต้องทำอะไร อยู่กันไปวันๆ อย่างนี้แหละ พระพุทธศาสนาก็ยังจะมั่นคงอยู่ในสังคมไทยไปตลอดกาลนานเทอญ
ผมเคยพูดเล่นๆ แต่ขำเครียดจริงๆ ว่า --
... จนกว่าจะถึงเช้าวันหนึ่ง จึงได้ยินประกาศว่า วัดที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้นถูกประกาศยุบหรือยกเลิกสภาพวัดไปแล้ว ... เพิ่งประกาศในราชกิจจาฯ ไปเมื่อวานนี้
... จนกว่าถึงเช้าวันหนึ่ง จึงได้ยินประกาศให้ยกเลิกกิจการ-กิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่เคยจัดเมื่อถึงวันนั้นวันโน้นที่นั่นที่โน่นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ... เพิ่งประกาศในราชกิจจาฯ ไปเมื่อวานนี้
... จนกว่าจะถึงเช้าวันหนึ่ง จึงได้ยินประกาศว่า บัดนี้ศาสนา X (ซึ่งไม่ใช่พระพุทธศาสนา) ถูกประกาศให้เป็นศาสนาประจำชาติไทยเรียบร้อยแล้ว ... เพิ่งประกาศในราชกิจจาฯ ไปเมื่อวานนี้
ฯลฯ
ฯลฯ
พระพุทธศาสนาของเรานั้น เรียกได้เต็มปากว่าเป็นศาสนาประจำชาติไทยที่แท้จริง เป็นศาสนาที่ร่วมสุขร่วมทุกข์ร่วมสร้างชาติไทยมาด้วยกันตั้งแต่โบราณนานไกล
แต่ ณ วันนี้ เราพูดไม่ได้ว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย” ใครพูดออกไปจะถูกโต้แย้งทันทีว่า พูดได้อย่างไร มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือเปล่า มีกฎหมายอะไรรองรับ พูดส่งเดชได้อย่างไร ฯลฯ
ถ้าผู้บริหารการพระศาสนาของเรายังดำรงความประมาทอยู่อย่างนี้ อีกไม่เกิน ๓๐๐ ปี พระพุทธศาสนาในเมืองไทยจะมีชะตากรรมเหมือนคำว่า “สาลิ”
........................................................
คำว่า “สาลิ” นั้น ตามศักดิ์และสิทธิ์แปลว่า “ข้าวสาลี” ได้อย่างแน่นอน
แต่วันนี้ก็มีผู้ประกาศแล้วว่า “สาลิ” จะแปลว่า “ข้าวสาลี” ไม่ได้ และทุกคนก็ยอมรับ
พระพุทธศาสนาของเรานั้น โดยศักดิ์และสิทธิ์เรียกได้เต็มปากว่าเป็นศาสนาประจำชาติไทยที่แท้จริง
แต่วันนี้ก็มีผู้ประกาศแล้วว่า จะมาพูดว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย” ไม่ได้ และทุกคนก็ยอมรับ-เหมือนกับที่ยอมรับว่า คำว่า “สาลิ” แปลว่า “ข้าวสาลี” ไม่ได้นั่นแหละ
........................................................
แล้วจะทำอย่างไรกัน?
ตามหลักแล้ว ผู้บริหารการพระศาสนาต้องลุกขึ้นมาคิดอ่านและลงมือทำออกนำหน้า เช่นลงมือแก้ปัญหา ๒ จุดที่ผมยกเป็นตัวอย่างนั้นเป็นต้น โดยออกไปชนกับปัญหา ไม่ต้องนั่งรอให้ปัญหาวิ่งมาชน
แต่เมื่อท่านไม่ลุก (และทำอย่างไรๆ ก็ไม่มีทางลุก) เราก็ต้องทำกันเอง
ผมพิจารณาแล้ว ได้ข้อสรุปว่า หนทางที่จะรักษาพระศาสนาไว้ได้ก็คือ ๑ หาความรู้ และ ๒ ให้ความรู้
ผู้ที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะทำงานนี้ก็มีอยู่แล้ว นั่นคือนักเรียนบาลีที่เรียนจบแล้วและที่จะจบต่อไปในอนาคต
เป้าหมายตรงของการเรียนบาลีก็คือ -
๑ ใช้ความรู้บาลีเป็นเครื่องมือไปหาความรู้ที่ถูกต้อง คือการศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติทั้งปวงต่อไปอีก
๒ แล้วใช้ความรู้ที่ได้มานั้นเป็นเครื่องมือปฏิบัติขัดเกลาตนเอง
๓ แล้วบอกกล่าวเผยแผ่ความรู้ที่ถูกต้องนั้นแก่สังคมต่อไป
เมื่อผู้คนในสังคมมีความรู้เรื่องพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง เขาก็จะเห็นคุณค่าและเป็นกำลังที่ยั่งยืนในการรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงคงอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป
........................................................
การจะแก้ไขไม่ให้แปล wheat ว่า “ข้าวสาลี” คงทำได้ยากหรือทำไม่ได้แล้ว เพราะคนไทยยอมรับกันทั่วไปหมดแล้ว
แต่การป้องกันไม่ให้ศาสนาอื่นมาทึกทักเอาว่าแผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินศาสนาของเขา ยังทำได้อยู่
........................................................
ใครมีหนทาง มีวิธี และมีบารมีที่จะปลุกให้ผู้บริหารการพระศาสนาของเราตื่นขึ้นมาทำงาน ก็หาหนทางหาวิธีปลุกกันไป
ใครมีหนทาง มีวิธีที่จะปลุกให้นักเรียนบาลีของเรามุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าหาความรู้ต่อไปให้ถึงพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติทั้งปวง ก็หาหนทางหาวิธีทำกันไป
แต่การหาความรู้และให้ความรู้นั้นไม่ต้องรอใคร ทำได้ทันที ที่นี่ เดี๋ยวนี้
ผู้บริหารการพระศาสนาของเราจะตื่นหรือไม่ตื่น ไม่ต้องรอ
นักเรียนบาลีของเราจะไปให้ถึงพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติทั้งปวง หรือจบแค่สอบได้ ก็ไม่ต้องรอ
เราแต่ละคน-หรืออาจจะมีแค่เราคนเดียว-นี่แหละ ทำได้ทันที ที่นี่ เดี๋ยวนี้
เหนื่อยก็พัก
หนักก็วาง
มีกำลังก็ทำต่อไป
ผมเชื่อว่า เทวดาที่รักษาพระศาสนานั้น มีอยู่จริง
ใครตาดีก็มองเห็น
ใครตาบอดก็มองไม่เห็น
ใครทำอะไร เทวดาเห็น
ใครไม่ทำอะไร เทวดาก็เห็น
เทวดาตาไม่บอดครับ
-----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๙ กันยายน ๒๕๖๕
๑๓:๓๔
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ