วจนัตถะ และคำอธิบายในอนันตรปัจจัย

วจนัตถะ


อนฺตรยติ อนฺตรํ กโรตีติ = อนฺตรํ ธรรมชาติที่คั่น คือที่กระทำให้มีระหว่าง ชื่อว่า อันตระ

นตฺถิ เยสํ อนฺตรนฺติ - อนนฺตรา ระหว่างคั่นแห่งธรรมเหล่าใดไม่มี ธรรมนั้นชื่อว่า ไม่มีระหว่างคั่น

อนนฺตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม = อนนฺตรปจฺจโย ธรรมที่อุดหนุนโดยความไม่มีระหว่างคั่น ชื่อว่า อนันตรปัจจัย




อธิบายในอนันตรปัจจัยโดยสังเขป



      ใน อนันตรปัจจัย นี้ นามธรรม คือ จิตและเจตสิกที่เกิดก่อนเป็นปัจจัยช่วยอุดหนุนแก่นามธรรม คือจิตและเจตสิกที่เกิดทีหลัง ให้เกิดขึ้นสืบต่อกันไปโดยไม่ว่างเว้น คือไม่มีระหว่างคั่นเลย หมายความว่าจิตและเจตสิกอันมีสภาพเกิดดับอยู่ทุกขณะนั้น เมื่อดวงแรกเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป และในการดับไปนี้ ก็ยังมีอำนาจที่ช่วยอุดหนุนให้แก่ธรรมที่เป็นพวกเดียวกันกับตน อันได้แก่จิตดวงหลังพร้อมด้วยเจตสิกให้เกิดขึ้นแทนสืบต่อกันไปอีก เป็นอยู่เช่นนี้ตลอดไปโดยหาระหว่างคั่นมิได้

      ฉะนั้น จิตและเจตสิกนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นอนันตรปัจจัย คือจิตดวงแรกเกิดขึ้นเป็นอนันตรปัจจัยแก่จิตดวงที่ ๒ จิตดวงที่ ๒ เป็นอนันตรปัจจยุปบัน และจิตดวงที่ ๒ ก็กลับเป็นอนันตรปัจจัยแก่จิตดวงที่ ๓ สืบต่อกันไปอีกเช่นนี้ โดยไม่มีเวลาหยุดหรือไม่มีเวลาเว้นว่างเลย เว้นไว้แต่จุติจิตของพระหันต์จำพวกเดียวเท่านั้น ที่ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดจิตดวงอื่นสืบต่อไปได้ ฉะนั้น จุติจิตของพระรหันต์นี้จึงไม่เป็นอนันตรปัจจัย

      อีกประการหนึ่ง ธรรมชาติของจิตและเจตสิกนี้ นอกจากจะมีสภาพเกิดดับเป็นปัจจัยและปัจจยุปบันสืบต่อกันแล้ว ในขณะที่ทำหน้าที่ปัจจัยและปัจจยุปบันนั้น ยังทำหน้าที่ของตน ฯ ให้เป็นไปโดยลำดับ ไม่ก้าวก่ายกันอีกด้วย หมายความว่าเมื่อจิตดวงแรกเกิดขึ้นและดับไปนั้นย่อมเป็นปัจจัยแก่จิตดวงที่ ๒ ให้เกิดขึ้น และเมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้นแล้วดับไปนั้น ก็ย่อมเป็นปัจจัยให้จิตดวงที่ ๓ ให้เกิดขึ้นเป็นลำดับไปฉะนี้ มิใช่ว่าเมื่อจิตดวงแรกดับไปแล้วดวงใดดวงหนึ่งให้เกิดขึ้นนั้นก็หามิได้ ทั้งนี้ย่อมเป็นไปตามธรรมชาติหรือสภาวของจิต (จิตตนิยาม) ซึ่งจะต้องมีสภาพเช่นนี้เสมอ ดังมีบาลีในปัฏฐานอรรถกถา ดังนี้

อตฺตโน อตฺตโน อนนฺตรํ อนุรูปสฺส จิตฺตุปฺปาทสฺส อุปฺปาทนสมตฺโถ ธมฺโม อนนฺตรปจฺจโย.

      แปลความว่า ธรรมที่สามารถยังจิตตุปบาทอันสมควรแก่ลำดับของตนให้เกิดขึ้น ชื่อว่าอนันตรปัจจัย หมายความว่าจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นก่อน ๆ แล้วดับไป สามารถเพื่อให้จิตและเจตสิกเกิดขึ้นตามสมควรแก่จิตตนิยม ในกาลอันไม่มีระหว่างคั่น คือในลำดับของตนๆ เรียกว่าอนันตรปัจจัย

      ยกตัวอย่าง ในวิถีจิต เช่น จักขุทวารวิถี เมื่อขณะที่รูปารมณ์มากระทบกับจักขุปสาท ภวังคจิตย่อมเกิดขึ้น เมื่อภวังคจิตดับ ปัญจทวาราวัชชนจิตย่อมเกิดขึ้น เมื่อปัญจทวาราวัชชนจิตดับ จักขวิญญาณจิตย่อมเกิดขึ้น เมื่อจักขุวิญญาณจิตดับ สัมปฏิจฉนจิตย่อมเกิดขึ้น เมื่อสัมปฏิจฉนจิตดับ สันตีรณจิตย่อมเกิดขึ้น เมื่อสันตีรณจิตดับ โวฏฐัพพนจิตย่อมเกิดขึ้น เมื่อโวฏฐัพพนจิตดับ ชวนจิตย่อมเกิดขึ้น เมื่อชวนจิตดับ ตทารัมมณจิตย่อมเกิดขึ้น เมื่อตทารัมมณจิตดับ ภวังคจิตก็ย่อมเกิดขึ้นต่อไปอีก ดังนี้ และการที่จิตมีสภาพเป็นเช่นนี้ ก็เพราะเป็นไปด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัยนั่นเอง

      อนันตรปัจจัยนี้ ท่านอุปมาเหมือนพระเจ้าจักรพรรดิที่ทรงสละราชสมบัติออกผนวชเมื่อพระเจ้าจักรพรรดิไม่ได้อยู่ครองราชสมบัติแล้ว โอรสของพระเจ้าจักรพรรดินั้นก็ครองราชสมบัติสืบต่อแทนทันที และการสืบต่อราชสมบัตินี้ ก็ต้องได้แก่ราชโอรสองค์ที่ ๑ ก่อน จะข้ามไปได้แก่โอรสองค์ที่ ๒ หรือองค์ที่ ๓ นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ ต่อเมื่อโอรสองค์ที่ ๑ ไม่ได้ครองแล้ว องค์ที่ ๒ จึงจะรับสืบต่อได้ตามลำดับกันไปดังนี้ ข้ออุปมานี้ฉันใด พระเจ้าจักรพรรดิซึ่งสละราชสมบัตินั้น

      ก็เปรียบได้แก่จิตดวงแรกที่เกิดขึ้นนั่นเอง เมื่อตอนสละราชสมบัตินั้นก็เปรียบเหมือนจิตดวงแรกที่ดับไป พระราชโอรสที่รับราชสมบัติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิแทนนั้นก็เปรียบได้แก่จิตดวงที่ ๒ ที่เกิดขึ้นสืบต่อจากจิตดวงแรกที่ดับไปแล้ว และการที่พระราชโอรสต้องรับสืบราชสมบัติกันตามลำดับนั้น ก็เปรียบได้แก่จิตที่เกิดขึ้นสืบต่อกันตามลำดับของตนๆ ดังที่ได้อธิบายมาแล้วในตอนต้นฉะนั้น.


[full-post]

พระไตรปิฎก,อภิธรรมปิฎก,มหาปัฏฐาน,อนันตรปัจจัย

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.