อันว่าด้วยพระไตรปิฎก (๒)

      บทบัญญัติสำหรับภิกษุ ๒๒๗ สิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์แบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้ ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ เสขิยะ ๗๕ อธิกรณสมถะ ๗ 

      สิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์นั้นปรับอาบัติแก่ภิกษผู้ล่วงละเมิดไว้ครบทุกอาบัติ คือ ระบุอาบัติโดยตรง ๔ กอง ได้แก่ ปาราชิก สังฆาทิเสส ปาจิตตีย์ทั้งที่เป็น นิสสัคคิยปาจิตตีย์

และสุทธิกปาจิตตีย์ และปาฏิเทสนียะ มีอาบัติที่ไม่ได้ระบุไว้ โดยตรงอีก ๓ กอง ได้แก่ ถุลลัจจัย ทุกกฎ ทุพภาสิต

      สิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์เหล่านี้ยกเว้นเสขิยะจัดเป็นอาทิพรหมจริยกาสิกขา ส่วนเสขิยะและสิกขาบทจำนวนมากที่มานอกพระปาติโมกข์ล้วนเป็นอภิสมาจาริกาสิกขา

      อาทิพรหมจริยกาสิกขาและอภิสมาจาริกาสิกขาทั้ง ๒ ส่วนรวมกันเรียกว่า พระวินัย

      พระวินัยเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับฝึกหัดอบรมกุลบุตรผู้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา เพราะผู้เข้ามาบวชนั้นมาจากต่างตระกูล ต่างชนชั้น ต่างอัธยาศัย ต่างจิต ต่างใจ หากไม่มีพระวินัยควบคุมความประพฤติให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ก็จะเป็นหมู่ภิกษุที่สับสนวุ่นวายไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสศรัทธา ถ้าภิกษุทุกรูปประพฤติตามพระวินัย ก็จะเป็นหมู่ภิกษุที่งดงาม นำให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาและทำให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ยืนนาน เปรียบเหมือนดอกไม้นานาชนิดถูกร้อยไว้ด้วยด้ายจึงไม่แตกแยกกระจัดกระจาย ทั้งยังคุมกันเข้าเป็นพวงมาลัยที่สวยสดงดงาม ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในเวรัญชกัณฑ์ว่า

      "พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ และพระพุทธเจ้ากัสสปะ ไม่ทรงผ่อนคลายที่จะแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวก สุตตะ เคยยะ...เวทัลละของพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์จึงมีมาก ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แก่สาวก มีการแสดง ปาติโมกข์ เมื่อสิ้นพระพุทธเจ้าและสาวกผู้ตรัสรู้ตามแล้ว สาวกชั้นหลัง ๆ ต่างชื่อ ต่างโคตร ต่างชาติวรรณะได้เข้ามาบวชจากต่างตระกูลเธอเหล่านั้นพาให้พรหมจรรย์ดำรงอยู่นาน เหมือนดอกไม้นานาพรรณกองอยู่บนแผ่นกระดาน เอาด้ายร้อยไว้ ย่อมไม่ถูกลมพัดกระจัดกระจายไป เพราะเหตุไร เพราะเอาด้ายร้อยไว้"

      ข้อนี้แสดงว่า การบัญญัติพระวินัยเป็นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้ยืนนาน ดังจะเห็นได้ว่า พระมหากัสสปเถระผู้เป็นประธานสงฆ์ในการจัดทำสังคายนาครั้งที่ ๑ ได้ตกลงกับพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายว่า จะสังคายนาพระวินัยก่อน ทั้งนี้เพราะท่านเห็นว่า พระวินัยเป็นอายุของพระพุทธศาสนา ดังที่สมันตปาสาทิกา อรรถกถาวินัยปิฎกบันทึกว่า "พระวินัยจัดว่าเป็นอายุของพระพุทธศาสนา เมื่อพระวินัยยังดำรงอยู่ พระศาสนาก็ชื่อว่ายังดำรงอยู่ ดังนั้น จึงขอสังคายนาพระวินัยก่อน"

      คัมภีร์สมันตปาสาทิกา (๑/๑๘,๒๐) อธิบายความหมายของคำว่า วินัยปิฎก ไว้ดังนี้

      คำว่า วินัย (วิ + นัย) มี ๓ ความหมาย ได้แก่

      ๑. วินัย หมายถึงนัยต่าง ๆ (วิวิธ + นัย) เพราะมีปาติโมกข์ ๒ คือ ภิกขุปาติโมกข์ และภิกขุนีปาติโมกข์ มีวิภังค์ ๒ คือ ภิกขุวิภังค์และภิกขุนีวิภังค์ มีอาบัติ ๗ กองเป็นต้น

      ๒. วินัย หมายถึงนัยพิเศษ (วิเสส + นัย) เพราะมีอนุบัญญัติเพิ่มเติมเพื่อทำให้สิกขาบทรัดกุมยิ่งขึ้นหรือผ่อนผันให้เพลาความเข้มงวดลง

      ๓. วินัย หมายถึงกฎสำหรับฝึกอบรมกายวาจา (วินยนโต เจว กายวาจานํ) เพราะเป็นเครื่องป้องกันความประพฤติที่ไม่เหมาะสมทางกายและทางวาจา


คำว่า ปิฎก มี ๒ ความหมาย ได้แก่

      ๑. ปิฎก หมายถึงปริยัติ เช่น ในข้อความว่า "มา ปิฎกสมปทาเนน อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างปริยัติ"

      ๒. ปีฎก หมายถึงภาชนะ เช่น ในข้อความว่า "อถ ปุริโส อาคจเฉยุย กุทฺทาลปิฎกมาทาย บุรุษถือจอบและกระบุงเดินมา"

      เมื่อรวมคำว่า วินัย เข้ากับคำว่า ปิฎก ก็เป็น วินัยปิฎก คำว่า วินัยปิฎก หมายถึงคัมภีร์ที่ประมวลกฎสำหรับฝึกอบรมกายวาจา หรือภาชนะที่รวบรวมกฎสำหรับฝึกอบรมกายวาจา


พระวินัยปิฎกนี้แบ่งออกเป็น ๕ คัมภีร์ คือ


      ๑. มหาวิภังค์ หรือ ภิกขุวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทหรือศีลของภิกษุ ๒๒๗ ข้อที่มาใน 

      ๒. ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทหรือศีลของภิกษุณี ๓๑๑ ข้อที่มาใน พระปาติโมกข์

      ๓. มหาวรรค ว่าด้วยสิกขาบทนอกพระปาติโมกข์ตอนต้น ๑- ขันธกะหรือหมวด

      ๔. จุลวรรค ว่าด้วยสิกขาบทนอกพระปาติโมกข์ตอนปลาย ๑๐ ขันธกะ

      ๕. ปริวาร คือคัมภีร์ประกอบหรือคู่มือที่บรรจุคำถามคำตอบสำหรับ ซ้อมความรู้เรื่องพระวินัยซึ่งเป็นการทบทวนเนื้อหาของสี่คัมภีร์แรก

(ต่อตอนที่ ๓)

[full-post]

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.