ขยายอุทเทส เรียกว่า "นิทเทส" ออกไปแต่ละอุทเทส เรียงลำดับไปตาม (หมวด ๑, หมวด ๒, ......หมวด ๑๐)
๑) พหูปกาโร (พหูปการธรรม) (ธรรมที่มีอุปการะมาก)
- หมวด ๑ ได้แก่ : กุสเลสุ ธมฺเมสุ อปฺปมาโท - ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย คือ ให้สร้างกุศลธรรมทั้ง ๔ อย่าง (กามาวจร,รูปาวจร,อรูปาวจร,โลกุตตร)
- หมวด ๒ ได้แก่ : สติ ๑, สัมปชัญญะ ๑
- หมวด ๓ ได้แก่ : การคบหาสัตบุรุษ ๑, การฟังธรรมของสัตบุรุษ ๑, การปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ๑
- หมวด ๔ ได้แก่ : จักร ๔ คือ ปฏิรูปเทสวาโส ๑, สัปปุริสูปัสสโย ๑, อัตตสัมมาปณิธิ ๑ ปุพเพกตปุญญตา ๑ (เรียกธรรมเหล่านี้ว่า "โยนิโสมนสิการธรรม")
- หมวด ๕ ได้แก่ : ปธานิยังคะ ๕ คือ มีศรัทธา, มีอาพาธน้อย ๑, ไม่โอ้อวด-ไม่มีมายา ๑, ถึงพร้อมด้วยความเพียร ๑, มีปัญญาระดับชำแรกกิเลสได้ ๑
- หมวด ๖ ได้แก่ : สาราณียธรรม ๖ คือ มีเมตตากายกรรม ๑, เมตตาวจีกรรม ๑, เมตตามโนกรรม ๑, แบ่งปันลาภ ๑, สีลสามัญญตา, ทิฏฐิสามัญญตา ๑
- หมวด ๗ ได้แก่ : อริยทรัพย์ ๗ คือ ทรัพย์คือศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา
- หมวด ๘ ได้แก่ : เหตุ ๘ ปัจจัย ๘ คือ ตั้งหิริโอตตัปปะในครูและครุฐานียะ ๑, เข้าไปสอบถามข้ออรรถข้อธรรมต่อครูและครุฐานียะ ๑, ฟังธรรมแล้วหลีกเร้นทางกายและทางจิต ๑, สำรวมในปาฏิโมกข์ ๑, เป็นพหุสุตตะ ๑, ปรารภความเพียร ๑, มีสติปัญญารักษาตน ๑, เห็นความเกิด-ดับของปัญจุปาทานักขันธ์ ๑
- หมวด ๙ ได้แก่ : ธรรมอันมีมูลมาแต่โยนิโสมนสิการ ๙ คือ
- เมื่อกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ปราโมทย์ย่อมเกิด
- ปีติย่อมเกิดแก่ผู้ปราโมทย์
- กายของผู้มีใจกอปรด้วยปิติย่อมสงบ
- ผู้มีกายสงบ ย่อมเสวยสุข
- จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น
- ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้เห็นตามเป็นจริง
- ผู้รู้เห็นตามเป็นจริง ตนเองย่อมหน่าย
- เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
- เพราะคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น
- หมวด ๑๐ ได้แก่ : ธรรมกระทำที่พึ่ง (นาถกรณธรรม) ๑๐ อย่าง คือ
- ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจรอยู่ มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
- ภิกษุเป็นผู้มีธรรมอันสดับแล้วมาก ทรงธรรมที่ได้สดับแล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมที่งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง เห็นปานนั้น อันเธอได้สดับแล้วมาก ทรงไว้แล้ว คล่องปาก ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยความเห็น นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
- ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีเพื่อนดี มีสหายดี นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
- ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมที่กระทำให้เป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อดทน เป็นผู้รับอนุศาสนีโดยเบื้องขวา นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
- ภิกษุเป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้าน ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา อันเป็นอุบายในกรณียะนั้นๆ สามารถทำ สามารถจัด ในกรณียะกิจใหญ่น้อยของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ผู้มีอายุทั้งหลาย นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
- ภิกษุเป็นผู้ใคร่ในธรรม เจรจาน่ารัก มีความปราโมทย์ยิ่งในอภิธรรม ในอภิวินัย นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
- ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ตามมีตามได้ นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
- ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อจะยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อมอยู่ เป็นผู้มีเรี่ยวแรง มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดธุระในธรรมที่เป็นกุศล นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
- ภิกษุเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตนอย่างยอดเยี่ยม แม้สิ่งที่ทำแล้วนาน แม้คำที่พูดแล้วนาน ก็นึกได้ระลึกได้ นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
- ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาที่เห็น ความเกิดและความดับอันประเสริฐ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
๒) ภาเวตพฺโพ (ภาเวตัพพธรรม) (ธรรมที่ควรให้เจริญ)
- หมวด ๑ ได้แก่ : กายคตาสติ สาตสหคตา (กายคตาสติ ที่สหรคตด้วยโสมนัส)
- หมวด ๒ ได้แก่ : สมถะ ๑, วิปัสสนา ๑
- หมวด ๓ ได้แก่ : สมาธิ ๓ ได้แก่ สมาธิมีวิตกมีวิจาร ๑, สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ๑, สมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ๑
- หมวด ๔ ได้แก่ : สติปัฏฐาน ๔ คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑, เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑, จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑, ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑
- หมวด ๕ ได้แก่ : สัมมาสมาธิ อันประกอบด้วยองค์ ๕ ได้แก่ปีติแผ่ไป ๑, สุขแผ่ไป ๑, การกำหนดใจผู้อื่นแผ่ไป ๑, แสงสว่างแผ่ไป ๑, นิมิตเป็นเครื่องพิจารณา ๑
- หมวด ๖ ได้แก่ : อนุสติฐานะ ๖ คือ พุทธานุสสติ ๑, ธัมมนุสสติ ๑, สังฆานุสสติ ๑, สีลานุสสติ ๑, จาคานุสสติ ๑, เทวตานุสสติ ๑
- หมวด ๗ ได้แก่ : โพชฌงค์ ๗ คือ สติ ธัมมวิจย วิริย ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา
- หมวด ๘ ได้แก่ : อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ
- หมวด ๙ ได้แก่ : องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ ๙ คือ
- ความหมดจดแห่งศีล ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์
- ความหมดจดแห่งจิต ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์
- ความหมดจดแห่งทิฐิ ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์
- ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์
- ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์
- ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์
- ความหมดจดแห่งญาณทัสนะ ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์
- ความหมดจดแห่งปัญญา ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์
- ความหมดจดแห่งวิมุตติ ชื่อว่าเป็นองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์
- หมวด ๑๐ ได้แก่ : แดนแห่งกสิณ ๑๐ คือ
- ผู้หนึ่งย่อมจำปฐวีกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับหาประมาณมิได้
- ผู้หนึ่งย่อมจำอาโปกสิณได้ ...
- ผู้หนึ่งย่อมจำเตโชกสิณได้ ...
- ผู้หนึ่งย่อมจำวาโยกสิณได้ ...
- ผู้หนึ่งย่อมจำนีลกสิณได้ ...
- ผู้หนึ่งย่อมจำปีตกสิณได้ ...
- ผู้หนึ่งย่อมจำโลหิตกสิณได้ ...
- ผู้หนึ่งย่อมจำโอทาตกสิณได้ ...
- ผู้หนึ่งย่อมจำอากาสกสิณได้
- ผู้หนึ่งย่อมจำวิญญาณกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับ หาประมาณมิได้
๓) ปริญฺเญยฺโย (ธรรมที่ควรกำหนดรู้)
- หมวด ๑ ได้แก่ : ผสฺโส สาสโว อุปาทานิโย - ผัสสะที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ, อุปาทาน ได้
- หมวด ๒ ได้แก่ : นาม ๑, รูป ๑
- หมวด ๓ ได้แก่ : เวทนา ๓ ได้แก่ สุขเวทนา ๑, ทุกขเวทนา ๑, อทุกขมสุขเวทนา ๑
- หมวด ๔ ได้แก่ : อาหาร ๔ คือ อัชฌัตต-พหิทธโอชา ๑, ผัสสาหาร ๑, มโนสัญเจตนาหาร ๑, วิญญาณาหาร ๑
- หมวด ๕ ได้แก่ : อุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูปูปาทานักขันธ์๑, เวทนูปาทานักขันธ์ ๑, สัญญูปาทานักขันธ์ ๑, สังขารูปาทานักขันธ์ ๑, วิญญาณูปาทานักขันธ์ ๑
- หมวด ๖ ได้แก่ : อายตนะ ภายใน ๖ จักขุปสาท ๑, โสตปสาท ๑, ฆานปสาท ๑, ชิวหาปสาท ๑, กายปสาท ๑, จิตทั้งหมด (มนายตนะ)
- หมวด ๗ ได้แก่ : วิญญาณฐิติ ๗ คือ นานัตตกายเอกัตตสัญญี ๑, นานัตตกายนานาตตสัญญี ๑, เอกัตตกายนานาตตสัญญี ๑, เอกัตตกายเอกัตตสัญญี ๑, อากาสานัญจายตนะ ๑, วิญญาณัญจายตนะ ๑, อากิญจัญญายตนะ ๑
- หมวด ๘ ได้แก่ : โลกธรรม ๘ คือ ความได้ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ความได้ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑
- หมวด ๙ ได้แก่ : สัตตาวาส ๙ คือ
- สัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๑
- สัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๒
- สัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกันมีสัญญาต่างกัน นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๓
- สัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๔
- สัตว์พวกหนึ่งไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๕
- สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๖
- สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๗
- สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๘
- สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๙
- หมวด ๑๐ ได้แก่ : อายตนะ ๑๐ คือ
- จักขายตนะ + รูปายตนะ
- โสตายตนะ + สัททายตนะ
- ฆานายตนะ + คันธายตนะ
- ชิวหายตนะ + รสายตนะ
- กายายตนะ + โผฏฐัพพายตนะ
๔) ปหาตพฺโพ (ธรรมที่ควรละ)
- หมวด ๑ ได้แก่ : อสฺมิมาโน การยึดถือว่าเป็นเรา
- หมวด ๒ ได้แก่ : อวิชชา ๑, ภวตัณหา ๑
- หมวด ๓ ได้แก่ : ตัณหา ๓ ได้แก่กามตัณหา ๑, ภวตัณหา ๑, วิภวตัณหา ๑
- หมวด ๔ ได้แก่ : โอฆะ ๔ คือ กาโมฆะ ๑, ภโวฆะ ๑, ทิฏโฐฆะ ๑, อวิชโชฆะ ๑
- หมวด ๕ ได้แก่ : นิวรณ์ ๕ คือ กามฉันทนิวรณ์ ๑, พยาปาทนิวรณ์ ๑, ถีนมิทธนิวรณ์ ๑, อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ๑, วิจิกิจฉานิวรณ์ ๑
- หมวด ๖ ได้แก่ : ตัณหา ๖ คือ รูปตัณหา๑, สัททตัณหา๑, คันธตัณหา๑, รสตัณหา ๑, โผฏฐัพพตัณหา ๑, ธัมมตัณหา ๑
- หมวด ๗ ได้แก่ : อนุสัย ๗ คือ อนุสัยคือกามราคะ ปฏิฆะ ทิฐิ วิจิกิจฉา มานะ ภวราคะ อวิชชา
- หมวด ๘ ได้แก่ : มิจฉัตตะ ๘ คือ ความเห็นผิด ความดำริผิด เจรจาผิด การงานผิด เลี้ยงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจผิด
- หมวด ๙ ได้แก่ : ธรรมอันมีมูลมาแต่ตัณหา ๙ คือ
- ความแสวงหาย่อมเป็นไปเพราะอาศัยตัณหา
- ความได้ย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความแสวงหา
- ความตกลงใจย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความได้
- ความกำหนัดด้วยสามารถแห่งความพอใจ เป็นไปเพราะอาศัยความตกลงใจ
- ความกล้ำกลืนย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความกำหนัดด้วยสามารถแห่งความพอใจ
- ความหวงแหนย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความกล้ำกลืน
- ความตระหนี่ ที่เป็นไปเพราะอาศัยความหวงแหน
- ความรักษาที่เป็นไปเพราะอาศัยความตระหนี่
- อกุศลธรรมอันลามกที่เป็นไปเพราะอาศัยความรักษาเป็นเหตุ
- หมวด ๑๐ ได้แก่ : มิจฉัตตะ ๑๐ คือ ความเห็นผิด ความดำริผิด เจรจาผิด การงานผิด เลี้ยงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจผิด ความรู้ผิด ความพ้นผิด
๕) หานภาคิโย (ธรรมที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม)
- หมวด ๑ ได้แก่ : อโยนิโสมนสิการ
- หมวด ๒ ได้แก่ : ความเป็นผู้ว่ายาก ๑, ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑
- หมวด ๓ ได้แก่ : อกุศลมูล ๓ คือ โลภะมูล ๑, โทสะมูล ๑, โมหะมูล ๑
- หมวด ๔ ได้แก่ : โยคะ ๔ คือ กามโยคะ ๑, ภวโยคะ ๑, ทิฏฐิโยคะ ๑, อวิชชโยคะ ๑
- หมวด ๕ ได้แก่ : เจโตขีลธรรม ๕ คือ สงสัยในพระพุทธ ๑, สงสัยในพระธรรม ๑, สงสัยในพระสงฆ์ ๑, สงสัยในสิกขาสาม ๑, โกรธเคืองในเพื่อนพรหมจารี ๑
- หมวด ๖ ได้แก่ : ความไม่เคารพ ๖ คือ ไม่เคารพในพระศาสดา ๑, ...ในพระธรรม ๑, ...ในพระสงฆ์ ๑, ...ในสิกขา ๑, ...ในความไม่ประมาท๑,...ในปฏิสันถาร ๑
- หมวด ๗ ได้แก่ : อสัทธรรม ๗ คือ ไม่มีสัทธา๑, ไม่มีหิริ๑, ไม่มีโอตตัปปะ๑, มีสุตะน้อย๑, เกียจคร้าน๑, หลงลืมสติ๑,มีปัญญาทราม๑,
- หมวด ๘ ได้แก่ : เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน ๘ อย่าง คือ อ้างเลศไม่ทำงานเพราะกลัวร่างกายอ่อนเพลีย๑, อ้างเลศทำงานแล้ว...๑, อ้างเลศจะต้องเดินทางไกล ๑, อ้างเลศเดินทางแล้วเมื่อย๑, อ้างเลศบิณฑบาตไม่ดี ๑, บริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหารร่างกายหนัก ๑, อ้างเลศอาพาธเล็กน้อย ๑, อ้างเลศหายอาพาธยังไม่นาน ๑
- หมวด ๙ ได้แก่ : เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาต ๙ คือ
- บุคคลย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา
- ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา
- ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา
- ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
- ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
- ย่อมผูกความอาฆาตว่าผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
- ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
- ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
- ย่อมผูกอาฆาตว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
- หมวด ๑๐ ได้แก่ : อกุศลกรรมบถ ๑๐ คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูด ส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ อยากได้ของเขา ปองร้ายเขา เห็นผิด
๖) วิเสสภาคิโย (ธรรมที่เป็นไปในส่วนข้างวิเศษ)
- หมวด ๑ ได้แก่ : โยนิโสมนสิกาโร, (จักรธรรม)
- หมวด ๒ ได้แก่ : คือความเป็นผู้ว่าง่าย ๑, ความเป็นผู้มีมิตรดี ๑
- หมวด ๓ ได้แก่ : กุศลมูล ๓ คือ อโลภะมูล ๑, อโทสะมูล ๑, อโมหะมูล ๑
- หมวด ๔ ได้แก่ : ความพราก (วิสังโยคะ) ๔ คือ ความพรากจากกาม ๑, ความพรากจากภพ ๑, ความพรากจากทิฐิ ๑, ความพรากจากอวิชชา ๑
- หมวด ๕ ได้แก่ : อินทรีย์ ๕ คือ สัทธินทรีย์ ๑, วิริยินทรีย์ ๑, สตินทรีย์ ๑, สมาธินทรีย์ ๑, ปัญญินทรีย์ ๑
- หมวด ๖ ได้แก่ : ความเคารพ ๖ คือ เคารพในพระศาสดา ๑, ...ในพระธรรม ๑, ...ในพระสงฆ์ ๑, ...ในสิกขา ๑, ...ในความไม่ประมาท๑,...ในปฏิสันถาร ๑
- หมวด ๗ ได้แก่ : สัทธรรม ๗ คือ มีสัทธา๑, มีหิริ๑, มีโอตตัปปะ๑, มีสุตะมาก๑, ไม่เกียจคร้าน๑, มีสติ๑,มีปัญญา๑,
- หมวด ๘ ได้แก่ : เหตุเป็นที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียร ๘ คือ ไม่อ้างเลศในทำงานเพราะกลัวร่างกายอ่อนเพลีย๑, แม้ทำงานแล้วก็ยังปรารภความเพียร...๑, แม้ต้องเดินทางไกลก็ปรารภความเพียรในกิจอื่น ๑, แม้เดินทางไกลเมื่อย ก็ปรารถความเพียร ๑, ไม่อ้างเลศบิณฑบาตไม่ดี ร่างกายเบาก็ยังมีความเพียร ๑, บริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหารร่างกายมีกำลังก็ปรารภความเพียร ๑, ไม่อ้างเลศเรื่องอาพาธเล็กน้อย ๑, ไม่อ้างเลศหายเพิ่งหายจากอาพาธ ๑
- หมวด ๙ ได้แก่ : ความกำจัดความอาฆาต ๙ คือ
- บุคคลย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา
- ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา
- ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา
- ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
- ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
- ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
- ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
- ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
- ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
- หมวด ๑๐ ได้แก่ : กุศลกรรมบถ ๑๐ คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ คือ เว้นจากฆ่าสัตว์ เว้นจากลักทรัพย์ เว้นจากประพฤติผิดในกาม เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากพูด เพ้อเจ้อ ไม่อยากได้ของเขา ไม่ปองร้ายเขา เห็นชอบ
๗) ทุปฺปฏิวิชฺโฌ (ธรรมที่แทงตลอดได้ยาก)
- หมวด ๑ ได้แก่ : อนนฺตริโก เจโตสมาธิ - เจโตสมาธิที่เป็นไปติดต่อ (ระหว่างการออกจากฌานแล้วเจริญวิปัสสนาต่อจนได้บรรลุมรรคญาณสูงสุด)
- หมวด ๒ ได้แก่ : ธรรมที่เป็นเหตุปัจจัยเพื่อความเศร้าหมองของเหล่าสัตว์ ๑, ธรรมที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัยเพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ ๑
- หมวด ๓ ได้แก่ : เนกขัมมะเป็นที่ถ่ายถอนกาม ๑, อรูปเป็นที่ถ่ายถอนรูป ๑, นิโรธเป็นที่ถ่ายถอนหรือเป็นที่ดับปัจจัยธรรม (อวิชชา,ตัณหา) ๑
- หมวด ๔ ได้แก่ : หานภาคิยสมาธิ ๑, ฐิติภาคิยสมาธิ ๑, วิเสสภาคิยสมาธิ ๑, นิพเพธภาคิยสมาธิ ๑
- หมวด ๕ ได้แก่ : ธรรมที่เป็นเครื่องถ่ายถอน ๕ คือ ธรรมเป็นที่ถ่ายถอนกาม๑, ...ถ่ายถอนพยาบาท๑, ...ถ่ายถอนวิหิงสา๑, ...ถ่ายถอนอาสวะในรูป ๑,...ถ่ายถอนอาสวะในกายตน ๑ - หมวด ๖ ได้แก่ : คือธาตุเป็นที่ตั้งแห่งความสลัดออก ๖ (ฉ นิสฺสารณียา ธาตุโย) คือ เมตตาเจโตวิมุตติที่สลัดพยาบาท ๑, กรุณาเจโตวิมุตติที่สลัดออกจากวิหิงสา ๑, มุทิตาเจโตวิมุตติที่สลัดออกจากอรติ ๑, อุเบกขาเจโตวิมุตติที่สลัดออกจากราคะ ๑, เจโตวิมุตติอันไม่มีนิมิตที่สลัดออกจากนิมิตทั้งปวง ๑, ธาตุธรรมเป็นเครื่องถอนอัสมิมานะเพื่อละความสงสัย ๑,
- หมวด ๗ ได้แก่ : สัปปุริสธรรม ๗ คือ เป็นผู้รู้เหตุ๑, รู้ผล๑, รู้จักตน๑, รู้ประมาณ๑, รู้กาลเวลา๑, รู้บริษัท๑, รู้จักเลือกบุคคล๑
- หมวด ๘ ได้แก่ : กาลที่มิใช่ขณะมิใช่สมัย เพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ๘ อย่าง คือ อยู่ในนรก ๑, กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน ๑, ถึงปิตติวิสัย ๑, ผู้เข้าถึงเทพนิกายซึ่งมีอายุยืน๑, เกิดในปัจจันตชนบทเป็นคนป่า ๑, เกิดในมัชฌิมชนบท แต่เป็นมิจฉาทิฐิ ๑, เกิดในมัชฌิมชนบท แต่มีปัญญาทราม ๑, ช่วงที่ว่างจากพุทธเจ้า ๑
- หมวด ๙ ได้แก่ : ความต่างกัน ๙ (นานาตฺตํ) คือ
- ความต่างแห่งธาตุ ๙ (น่าสงสัยว่า ข้อมูลในพระไตรปิฎก หายไปข้อ ๑)
- ความต่างแห่งผัสสะ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ
- ความต่างแห่งเวทนา ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งผัสสะ
- ความต่างแห่งสัญญา ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งเวทนา
- ความต่างแห่งความดำริ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งสัญญา
- ความต่างแห่งความพอใจ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งความดำริ
- ความต่างแห่งความเร่าร้อน ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งความพอใจ
- ความต่างแห่งความแสวงหา ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งความเร่าร้อน
- ความต่างแห่งความได้ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งความแสวงหา
- หมวด ๑๐ ได้แก่ : อริยวาส ๑๐ คือ
- ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละองค์ ๕ ได้แล้ว
- ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยองค์ ๖
- มีธรรมอย่างเดียวเป็นเครื่องรักษา
- มีธรรมเป็นพนักพิง ๔ ด้าน
- มีสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาแล้ว
- มีความแสวงหาทุกอย่างอันสละแล้วโดยชอบ
- มีความดำริไม่ขุ่นมัว
- มีกายสังขารอันระงับแล้ว
- มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว
- มีปัญญาหลุดพ้นดีแล้ว ฯ
๘) อุปฺปาเทตพฺโพ (ธรรมที่ควรให้บังเกิดขึ้น)
- หมวด ๑ ได้แก่ : อกุปฺปํ ญาณํ - ญาณที่ไม่กำเริบ ได้แก่มรรคญาณ ๔, ผลญาณ ๔
- หมวด ๒ ได้แก่ : ญาณ ๒ คือ ญาณใน (การยังอาสวะ) ให้สิ้นไป (มรรคญาณ) ๑, ญาณในความไม่ (ยังอกุศลที่ยังไม่เกิด) ให้บังเกิดขึ้น (ผลญาณ)๑
- หมวด ๓ ได้แก่ : ญาณ ๓ คือ อตีตังสญาณ ๑, อนาคตังสญาณ ๑, ปัจจุปันนังสญาณ ๑
- หมวด ๔ ได้แก่ : ญาณ ๔ คือ ญาณในธรรม ๑, ญาณในความคล้อยตาม ๑, ญาณในความกำหนด ๑, ญาณในสมมติ ๑
- หมวด ๕ ได้แก่ : สัมมาสมาธิประกอบด้วยญาณ ๕ คือ ญาณที่มีสมาธิเป็นสุขในปัจจุบันและมีวิบากเป็นสุขในอนาคต ๑, ญาณที่มีสมาธิที่ประเสริฐปราศจากอามิส ๑, ญาณมีสมาธิที่บุรุษประเสริฐเสพ ๑, ญาณที่มีสมาธิถึงความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ๑, ญาณที่มีสมาธิชำนาญในการเข้า-ออกฌาน ๑
- หมวด ๖ ได้แก่ : ธรรมเป็นเครื่องอยู่เนืองๆ ๖ อย่าง คือ มีสติสัมปชัญญะในการเห็น ๑, ...ในการได้ยิน ๑, ...ในการรู้กลิ่น ๑, ...ในการลิ้มรส ๑,...ในการถูกต้องสัมผัส ๑, ...ในการคิดนึกธัมมารมณ์ ๑
- หมวด ๗ ได้แก่ : สัญญา ๗ คือ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนวสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา นิโรธสัญญา
- หมวด ๘ ได้แก่ : มหาปุริสวิตก ๘ คือ
- ธรรมนี้ของผู้มีความปรารถนาน้อย มิใช่ของผู้มีความปรารถนาใหญ่ ๑,
- ธรรมนี้ของผู้สันโดษ มิใช่ของผู้ไม่สันโดษ ๑,
- ธรรมนี้ของผู้สงัด มิใช่ของผู้ยินดีในความคลุกคลี ๑,
- ธรรมนี้ของผู้ปรารภความเพียร มิใช่ของผู้เกียจคร้าน ๑,
- ธรรมนี้ของผู้เข้าไปตั้งสติไว้ มิใช่ของผู้มีสติหลง ๑,
- ธรรมนี้ของผู้มีจิตตั้งมั่น มิใช่ของผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ๑,
- ธรรมนี้ของผู้มีปัญญา มิใช่ของผู้มีปัญญาทราม ๑,
- ธรรมนี้ของผู้ไม่มีธรรมเป็นของผู้เนิ่นช้า มิใช่ของผู้มีธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ๑,
- หมวด ๙ ได้แก่ : สัญญา ๙ คือ
- ความกำหนดหมายว่าไม่งาม
- ความกำหนดหมายในความตาย
- ความกำหนดหมายในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล
- ความกำหนดหมายความไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง
- ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง
- ความกำหนดหมายในสิ่งไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์
- ความกำหนดหมายในทุกข์ว่าไม่ใช่ตัวตน
- ความกำหนดหมายในการละ
- ความกำหนดหมายในวิราคธรรม
- หมวด ๑๐ ได้แก่ : สัญญา ๑๐ คือ
- ความกำหนดหมายว่าไม่งาม
- ความกำหนดหมายในความตาย
- ความกำหนดหมายในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล
- ความกำหนดหมายความไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง
- ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง
- ความกำหนดหมายในสิ่งไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์
- ความกำหนดหมายในทุกข์ว่าไม่ใช่ตัวตน
- ความกำหนดหมายในการละ
- ความกำหนดหมายในวิราคธรรม
- ความกำหนดหมายในความดับ
๙) อภิญฺเญยฺโญ (ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง)
- หมวด ๑ ได้แก่ : สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิติกา - สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร (ปัจจัย)ฯ
- หมวด ๒ ได้แก่ : ธาตุ ๒ คือ สังขตธาตุ ๑, อสังขตธาตุ ๑
- หมวด ๓ ได้แก่ : ธาตุ ๓ คือ กามธาตุ ๑, รูปธาตุ ๑, อรูปธาตุ ๑
- หมวด ๔ ได้แก่ : อริยสัจ ๔ คือ ทุกขอริยสัจ ๑, ทุกขสมุทัยอริยสัจ ๑, ทุกขนิโรธอริยสัจ ๑, ทุกขนิโรธคามีนีปฏิปทาอริยสัจ ๑
- หมวด ๕ ได้แก่ : วิมุตตายตนะ ๕ คือ ผู้รู้ทั่วถึงอรรถ-ธรรมเพราะการแสดงของพระศาสดาและคุรุฐานีย๑, ผู้รู้ทั่วถึงอรรถ-ธรรมเพราะการแสดงของผู้อื่น๑, ผู้รู้ทั่วถึงอรรถ-ธรรมเพราะการสาธยายธรรม๑, ...เพราะตรึกตามตรองตาม เพ่งตาม ๑, ...เพราะโยนิโสมนสิการในสมาธินิมิต ๑
- หมวด ๖ ได้แก่ : อนุตตริยะ ๖ ได้แก่ทัสสนานุตตริยะ ๑ สวนานุตตริยะ ๑ ลาภานุตตริยะ ๑ สิกขานุตตริยะ ๑ ปริจริยานุตตริยะ ๑ อนุสสตานุตตริยะ ๑
- หมวด ๗ ได้แก่ : นิททสวัตถุ ๗ อย่าง คือ มีฉันทะกล้าในการสมาทานสิกขา๑, ...ในการพิจารณาธรรม๑, ...ในการกำจัดความอยาก๑,...ในการหลีกออกเร้นอยู่๑,...ในการปรารภความเพียร๑, ...ในการมีสติปัญญารักษาตน๑, ...ในการแทงตลอดธรรมด้วยปัญญา ๑
- หมวด ๘ ได้แก่ : อภิภายตนะ ๘ คือ
- ความสำคัญว่า รู้เห็นรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่เล็ก...๑
- ความสำคัญว่า รู้เห็นรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่...๑
- ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่เล็ก...๑
- ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่...๑
- ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่เขียว...๑
- ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่เหลือง...๑
- ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่แดง...๑
- ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่ขาว...๑
- หมวด ๙ ได้แก่ : อนุบุพพวิหาร ๙ คือ รูปฌาน ๕, อรูปฌาน ๔ (ทิพพวิหาร)
- หมวด ๑๐ ได้แก่ : นิชชิณวัตถุ ๑๐ คือ
- ผู้เห็นชอบ ย่อมละความเห็นผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความเห็นผิดได้
- ผู้ดำริชอบ ย่อมละความดำริผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความดำริผิดได้
- ผู้เจรจาชอบ ย่อมละความเจรจาผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความเจรจาผิดได้
- ผู้ทำการงานชอบ ย่อมละความทำการงานผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่การทำการงานผิดได้
- ผู้เลี้ยงชีพชอบ ย่อมละความเลี้ยงชีพผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่การเลี้ยงชีพผิดได้
- ผู้มีความเพียรชอบ ย่อมละความเพียรผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความเพียรผิดได้
- ผู้ระลึกชอบ ย่อมละความระลึกผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความระลึกผิดได้
- ผู้มีความตั้งมั่นชอบ ย่อมละความตั้งมั่นผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความตั้งมั่นผิดได้
- ผู้มีความรู้ชอบ ย่อมละความรู้ผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความรู้ผิดได้
- ผู้มีความพ้นชอบ ย่อมละความพ้นผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความพ้นผิดได้
๑๐) สจฺฉิกาตพฺโพ (ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง)
- หมวด ๑ ได้แก่ : อกุปฺปา เจโตวิมุตฺติ (ผลจิต,นิพพาน)
- หมวด ๒ ได้แก่ : วิชชา ๑ วิมุตติ ๑
- หมวด ๓ ได้แก่ : วิชชา ๓ คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ๑, จุตูปปาตญาณ ๑, อาสวักขยญาณ ๑
- หมวด ๔ ได้แก่ : สามัญผล ๔ คือ โสดาปัตติผล ๑, สกทาคามิผล ๑, อนาคามิผล ๑, อรหัตตผล ๑
- หมวด ๕ ได้แก่ : ธรรมขันธ์ ๕ คือ สีลขันธ์ ๑, สมาธิขันธ์ ๑, ปัญญาขันธ์ ๑, วิมุตติขันธ์ ๑, วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ๑
- หมวด ๖ ได้แก่ : อภิญญา ๖ คือ อิทธิวิธี ๑, ทิพพโสต ๑, เจโตปริยยญาณ ๑, ปุพเพนิวาสานุสสติ ๑, ทิพพจักขุ ๑, อาสวักขยญาณ ๑
- หมวด ๗ ได้แก่ : กำลังของพระขีณาสพ ๗ คือ อนิจจานุปัสสนาในสังขารธรรม๑, การพิจารณากามทั้งหลายเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง๑, ความเป็นผู้มีจิตโน้มเอียงไปในวิเวก๑ ความเป็นผู้อบรมด้วยดีในสติปัฏฐานสี่ ๑, ความเป็นผู้อบรมด้วยดีในอินทรีย์ห้า ๑, ความเป็นผู้อบรมด้วยดีในโพชฌงค์เจ็ด๑, ความเป็นผู้อบรมด้วยดีในอริยมรรมีองค์แปด ๑,
- หมวด ๘ ได้แก่ : วิโมกข์ ๘ คือ
- ผู้ที่มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑
- ผู้ที่มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอก อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒
- บุคคลที่น้อมใจไปว่า สิ่งนี้งามทีเดียว อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓
- บุคคลที่เข้าถึงซึ่งอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔
- บุคคลที่เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๕
- บุคคลที่เข้าถึงอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไรดังนี้อยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖
- บุคคลย่อมเข้าถึงซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗
- บุคคลย่อมเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘
- หมวด ๙ ได้แก่ : อนุบุพพนิโรธ ๙ คือ
- เมื่อเข้าปฐมฌาน กามสัญญาดับ,
- เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารดับ,
- เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติดับ,
- เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสปัสสาสะดับ,
- เมื่อเข้าอากาสานัญจายตนฌาน รูปสัญญาดับ
- เมื่อเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน อากาสานัญจายตนสัญญาดับ
- เมื่อเข้าอากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตนสัญญาดับ
- เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อากิญจัญญายตนะดับ
- เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาดับ
- หมวด ๑๐ ได้แก่ : อเสขธรรม ๑๐ คือ
- ความเห็นชอบเป็นของพระอเสขะ
- ความดำริชอบ ...
- เจรจาชอบ ...
- การงานชอบ ...
- เลี้ยงชีพชอบ ...
- พยายามชอบ ...
- ระลึกชอบ ...
- ตั้งใจชอบ ...
- ความรู้ชอบ ...
- ความพ้นชอบ เป็นของพระอเสขะ
-----------///-----------
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ