ขยายอุทเทส เรียกว่า "นิทเทส" ออกไปแต่ละอุทเทส เรียงลำดับไปตาม (หมวด ๑, หมวด ๒, ......หมวด ๑๐)

๑) พหูปกาโร (พหูปการธรรม) (ธรรมที่มีอุปการะมาก)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : กุสเลสุ ธมฺเมสุ อปฺปมาโท - ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย คือ ให้สร้างกุศลธรรมทั้ง ๔ อย่าง (กามาวจร,รูปาวจร,อรูปาวจร,โลกุตตร)

      - หมวด ๒ ได้แก่ : สติ ๑, สัมปชัญญะ ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : การคบหาสัตบุรุษ ๑, การฟังธรรมของสัตบุรุษ ๑, การปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : จักร ๔ คือ ปฏิรูปเทสวาโส ๑, สัปปุริสูปัสสโย ๑, อัตตสัมมาปณิธิ ๑ ปุพเพกตปุญญตา ๑ (เรียกธรรมเหล่านี้ว่า "โยนิโสมนสิการธรรม")

      - หมวด ๕ ได้แก่ : ปธานิยังคะ ๕ คือ มีศรัทธา, มีอาพาธน้อย ๑, ไม่โอ้อวด-ไม่มีมายา ๑, ถึงพร้อมด้วยความเพียร ๑, มีปัญญาระดับชำแรกกิเลสได้ ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : สาราณียธรรม ๖ คือ มีเมตตากายกรรม ๑, เมตตาวจีกรรม ๑, เมตตามโนกรรม ๑, แบ่งปันลาภ ๑, สีลสามัญญตา, ทิฏฐิสามัญญตา ๑

      - หมวด ๗ ได้แก่ : อริยทรัพย์ ๗ คือ ทรัพย์คือศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา

      - หมวด ๘ ได้แก่ : เหตุ ๘ ปัจจัย ๘ คือ ตั้งหิริโอตตัปปะในครูและครุฐานียะ ๑, เข้าไปสอบถามข้ออรรถข้อธรรมต่อครูและครุฐานียะ ๑, ฟังธรรมแล้วหลีกเร้นทางกายและทางจิต ๑, สำรวมในปาฏิโมกข์ ๑, เป็นพหุสุตตะ ๑, ปรารภความเพียร ๑, มีสติปัญญารักษาตน ๑, เห็นความเกิด-ดับของปัญจุปาทานักขันธ์ ๑

      - หมวด ๙ ได้แก่ : ธรรมอันมีมูลมาแต่โยนิโสมนสิการ ๙ คือ

                                   - เมื่อกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ปราโมทย์ย่อมเกิด

                                   - ปีติย่อมเกิดแก่ผู้ปราโมทย์

                                   - กายของผู้มีใจกอปรด้วยปิติย่อมสงบ

                                   - ผู้มีกายสงบ ย่อมเสวยสุข

                                   - จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น

                                   - ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้เห็นตามเป็นจริง

                                   - ผู้รู้เห็นตามเป็นจริง ตนเองย่อมหน่าย

                                   - เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด

                                   - เพราะคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น

      - หมวด ๑๐ ได้แก่ : ธรรมกระทำที่พึ่ง (นาถกรณธรรม) ๑๐ อย่าง คือ

                                   - ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจรอยู่ มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้มีธรรมอันสดับแล้วมาก ทรงธรรมที่ได้สดับแล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมที่งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง เห็นปานนั้น อันเธอได้สดับแล้วมาก ทรงไว้แล้ว คล่องปาก ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยความเห็น นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีเพื่อนดี มีสหายดี นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมที่กระทำให้เป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อดทน เป็นผู้รับอนุศาสนีโดยเบื้องขวา นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้าน ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา อันเป็นอุบายในกรณียะนั้นๆ สามารถทำ สามารถจัด ในกรณียะกิจใหญ่น้อยของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ผู้มีอายุทั้งหลาย นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้ใคร่ในธรรม เจรจาน่ารัก มีความปราโมทย์ยิ่งในอภิธรรม ในอภิวินัย นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ตามมีตามได้ นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

- ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อจะยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อมอยู่ เป็นผู้มีเรี่ยวแรง มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดธุระในธรรมที่เป็นกุศล นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตนอย่างยอดเยี่ยม แม้สิ่งที่ทำแล้วนาน แม้คำที่พูดแล้วนาน ก็นึกได้ระลึกได้ นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาที่เห็น ความเกิดและความดับอันประเสริฐ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ



๒) ภาเวตพฺโพ (ภาเวตัพพธรรม) (ธรรมที่ควรให้เจริญ)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : กายคตาสติ สาตสหคตา (กายคตาสติ ที่สหรคตด้วยโสมนัส)

      - หมวด ๒ ได้แก่ : สมถะ ๑, วิปัสสนา ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : สมาธิ ๓ ได้แก่ สมาธิมีวิตกมีวิจาร ๑, สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ๑, สมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : สติปัฏฐาน ๔ คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑, เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑, จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑, ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : สัมมาสมาธิ อันประกอบด้วยองค์ ๕ ได้แก่ปีติแผ่ไป ๑, สุขแผ่ไป ๑, การกำหนดใจผู้อื่นแผ่ไป ๑, แสงสว่างแผ่ไป ๑, นิมิตเป็นเครื่องพิจารณา ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : อนุสติฐานะ ๖ คือ พุทธานุสสติ ๑, ธัมมนุสสติ ๑, สังฆานุสสติ ๑, สีลานุสสติ ๑, จาคานุสสติ ๑, เทวตานุสสติ ๑

      - หมวด ๗ ได้แก่ : โพชฌงค์ ๗ คือ สติ ธัมมวิจย วิริย ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา

      - หมวด ๘ ได้แก่ : อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ

      - หมวด ๙ ได้แก่ : องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ ๙ คือ

                                   - ความหมดจดแห่งศีล ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งจิต ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งทิฐิ ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งญาณทัสนะ ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งปัญญา ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งวิมุตติ ชื่อว่าเป็นองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

- หมวด ๑๐ ได้แก่ : แดนแห่งกสิณ ๑๐ คือ

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำปฐวีกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับหาประมาณมิได้

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำอาโปกสิณได้ ...

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำเตโชกสิณได้ ...

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำวาโยกสิณได้ ...

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำนีลกสิณได้ ...

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำปีตกสิณได้ ...

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำโลหิตกสิณได้ ...

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำโอทาตกสิณได้ ...

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำอากาสกสิณได้

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำวิญญาณกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับ หาประมาณมิได้


๓) ปริญฺเญยฺโย (ธรรมที่ควรกำหนดรู้)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : ผสฺโส สาสโว อุปาทานิโย - ผัสสะที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ, อุปาทาน ได้

      - หมวด ๒ ได้แก่ : นาม ๑, รูป ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : เวทนา ๓ ได้แก่ สุขเวทนา ๑, ทุกขเวทนา ๑, อทุกขมสุขเวทนา ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : อาหาร ๔ คือ อัชฌัตต-พหิทธโอชา ๑, ผัสสาหาร ๑, มโนสัญเจตนาหาร ๑, วิญญาณาหาร ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : อุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูปูปาทานักขันธ์๑, เวทนูปาทานักขันธ์ ๑, สัญญูปาทานักขันธ์ ๑, สังขารูปาทานักขันธ์ ๑, วิญญาณูปาทานักขันธ์ ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : อายตนะ ภายใน ๖ จักขุปสาท ๑, โสตปสาท ๑, ฆานปสาท ๑, ชิวหาปสาท ๑, กายปสาท ๑, จิตทั้งหมด (มนายตนะ)

      - หมวด ๗ ได้แก่ : วิญญาณฐิติ ๗ คือ นานัตตกายเอกัตตสัญญี ๑, นานัตตกายนานาตตสัญญี ๑, เอกัตตกายนานาตตสัญญี ๑, เอกัตตกายเอกัตตสัญญี ๑, อากาสานัญจายตนะ ๑, วิญญาณัญจายตนะ ๑, อากิญจัญญายตนะ ๑

      - หมวด ๘ ได้แก่ : โลกธรรม ๘ คือ ความได้ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ความได้ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑

      - หมวด ๙ ได้แก่ : สัตตาวาส ๙ คือ

                                   - สัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๑

                                   - สัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๒

                                   - สัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกันมีสัญญาต่างกัน นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๓

                                   - สัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๔

                                   - สัตว์พวกหนึ่งไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๕

                                   - สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๖

                                   - สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๗

                                   - สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๘

                                   - สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๙

      - หมวด ๑๐ ได้แก่ : อายตนะ ๑๐ คือ

                                   - จักขายตนะ + รูปายตนะ

                                   - โสตายตนะ + สัททายตนะ

                                   - ฆานายตนะ + คันธายตนะ

                                   - ชิวหายตนะ + รสายตนะ

                                   - กายายตนะ + โผฏฐัพพายตนะ

๔) ปหาตพฺโพ (ธรรมที่ควรละ)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : อสฺมิมาโน การยึดถือว่าเป็นเรา

      - หมวด ๒ ได้แก่ : อวิชชา ๑, ภวตัณหา ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : ตัณหา ๓ ได้แก่กามตัณหา ๑, ภวตัณหา ๑, วิภวตัณหา ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : โอฆะ ๔ คือ กาโมฆะ ๑, ภโวฆะ ๑, ทิฏโฐฆะ ๑, อวิชโชฆะ ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : นิวรณ์ ๕ คือ กามฉันทนิวรณ์ ๑, พยาปาทนิวรณ์ ๑, ถีนมิทธนิวรณ์ ๑, อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ๑, วิจิกิจฉานิวรณ์ ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : ตัณหา ๖ คือ รูปตัณหา๑, สัททตัณหา๑, คันธตัณหา๑, รสตัณหา ๑, โผฏฐัพพตัณหา ๑, ธัมมตัณหา ๑

      - หมวด ๗ ได้แก่ : อนุสัย ๗ คือ อนุสัยคือกามราคะ ปฏิฆะ ทิฐิ วิจิกิจฉา มานะ ภวราคะ อวิชชา

      - หมวด ๘ ได้แก่ : มิจฉัตตะ ๘ คือ ความเห็นผิด ความดำริผิด เจรจาผิด การงานผิด เลี้ยงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจผิด

      - หมวด ๙ ได้แก่ : ธรรมอันมีมูลมาแต่ตัณหา ๙ คือ

                                   - ความแสวงหาย่อมเป็นไปเพราะอาศัยตัณหา

                                   - ความได้ย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความแสวงหา

                                   - ความตกลงใจย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความได้

                                   - ความกำหนัดด้วยสามารถแห่งความพอใจ เป็นไปเพราะอาศัยความตกลงใจ

                                   - ความกล้ำกลืนย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความกำหนัดด้วยสามารถแห่งความพอใจ

                                   - ความหวงแหนย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความกล้ำกลืน

                                   - ความตระหนี่ ที่เป็นไปเพราะอาศัยความหวงแหน

                                   - ความรักษาที่เป็นไปเพราะอาศัยความตระหนี่

                                   - อกุศลธรรมอันลามกที่เป็นไปเพราะอาศัยความรักษาเป็นเหตุ

      - หมวด ๑๐ ได้แก่ : มิจฉัตตะ ๑๐ คือ ความเห็นผิด ความดำริผิด เจรจาผิด การงานผิด เลี้ยงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจผิด ความรู้ผิด ความพ้นผิด


๕) หานภาคิโย (ธรรมที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : อโยนิโสมนสิการ

      - หมวด ๒ ได้แก่ : ความเป็นผู้ว่ายาก ๑, ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : อกุศลมูล ๓ คือ โลภะมูล ๑, โทสะมูล ๑, โมหะมูล ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : โยคะ ๔ คือ กามโยคะ ๑, ภวโยคะ ๑, ทิฏฐิโยคะ ๑, อวิชชโยคะ ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : เจโตขีลธรรม ๕ คือ สงสัยในพระพุทธ ๑, สงสัยในพระธรรม ๑, สงสัยในพระสงฆ์ ๑, สงสัยในสิกขาสาม ๑, โกรธเคืองในเพื่อนพรหมจารี ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : ความไม่เคารพ ๖ คือ ไม่เคารพในพระศาสดา ๑, ...ในพระธรรม ๑, ...ในพระสงฆ์ ๑, ...ในสิกขา ๑, ...ในความไม่ประมาท๑,...ในปฏิสันถาร ๑

      - หมวด ๗ ได้แก่ : อสัทธรรม ๗ คือ ไม่มีสัทธา๑, ไม่มีหิริ๑, ไม่มีโอตตัปปะ๑, มีสุตะน้อย๑, เกียจคร้าน๑, หลงลืมสติ๑,มีปัญญาทราม๑,

      - หมวด ๘ ได้แก่ : เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน ๘ อย่าง คือ อ้างเลศไม่ทำงานเพราะกลัวร่างกายอ่อนเพลีย๑, อ้างเลศทำงานแล้ว...๑, อ้างเลศจะต้องเดินทางไกล ๑, อ้างเลศเดินทางแล้วเมื่อย๑, อ้างเลศบิณฑบาตไม่ดี ๑, บริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหารร่างกายหนัก ๑, อ้างเลศอาพาธเล็กน้อย ๑, อ้างเลศหายอาพาธยังไม่นาน ๑

      - หมวด ๙ ได้แก่ : เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาต ๙ คือ

                                   - บุคคลย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

                                   - ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

                                   - ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

                                   - ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมผูกความอาฆาตว่าผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมผูกอาฆาตว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - หมวด ๑๐ ได้แก่ : อกุศลกรรมบถ ๑๐ คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูด ส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ อยากได้ของเขา ปองร้ายเขา เห็นผิด


๖) วิเสสภาคิโย (ธรรมที่เป็นไปในส่วนข้างวิเศษ)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : โยนิโสมนสิกาโร, (จักรธรรม)

      - หมวด ๒ ได้แก่ : คือความเป็นผู้ว่าง่าย ๑, ความเป็นผู้มีมิตรดี ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : กุศลมูล ๓ คือ อโลภะมูล ๑, อโทสะมูล ๑, อโมหะมูล ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : ความพราก (วิสังโยคะ) ๔ คือ ความพรากจากกาม ๑, ความพรากจากภพ ๑, ความพรากจากทิฐิ ๑, ความพรากจากอวิชชา ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : อินทรีย์ ๕ คือ สัทธินทรีย์ ๑, วิริยินทรีย์ ๑, สตินทรีย์ ๑, สมาธินทรีย์ ๑, ปัญญินทรีย์ ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : ความเคารพ ๖ คือ เคารพในพระศาสดา ๑, ...ในพระธรรม ๑, ...ในพระสงฆ์ ๑, ...ในสิกขา ๑, ...ในความไม่ประมาท๑,...ในปฏิสันถาร ๑

      - หมวด ๗ ได้แก่ : สัทธรรม ๗ คือ มีสัทธา๑, มีหิริ๑, มีโอตตัปปะ๑, มีสุตะมาก๑, ไม่เกียจคร้าน๑, มีสติ๑,มีปัญญา๑,

      - หมวด ๘ ได้แก่ : เหตุเป็นที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียร ๘ คือ ไม่อ้างเลศในทำงานเพราะกลัวร่างกายอ่อนเพลีย๑, แม้ทำงานแล้วก็ยังปรารภความเพียร...๑, แม้ต้องเดินทางไกลก็ปรารภความเพียรในกิจอื่น ๑, แม้เดินทางไกลเมื่อย ก็ปรารถความเพียร ๑, ไม่อ้างเลศบิณฑบาตไม่ดี ร่างกายเบาก็ยังมีความเพียร ๑, บริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหารร่างกายมีกำลังก็ปรารภความเพียร ๑, ไม่อ้างเลศเรื่องอาพาธเล็กน้อย ๑, ไม่อ้างเลศหายเพิ่งหายจากอาพาธ ๑

      - หมวด ๙ ได้แก่ : ความกำจัดความอาฆาต ๙ คือ

                                   - บุคคลย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - หมวด ๑๐ ได้แก่ : กุศลกรรมบถ ๑๐ คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ คือ เว้นจากฆ่าสัตว์ เว้นจากลักทรัพย์ เว้นจากประพฤติผิดในกาม เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากพูด เพ้อเจ้อ ไม่อยากได้ของเขา ไม่ปองร้ายเขา เห็นชอบ



๗) ทุปฺปฏิวิชฺโฌ (ธรรมที่แทงตลอดได้ยาก)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : อนนฺตริโก เจโตสมาธิ - เจโตสมาธิที่เป็นไปติดต่อ (ระหว่างการออกจากฌานแล้วเจริญวิปัสสนาต่อจนได้บรรลุมรรคญาณสูงสุด)

      - หมวด ๒ ได้แก่ : ธรรมที่เป็นเหตุปัจจัยเพื่อความเศร้าหมองของเหล่าสัตว์ ๑, ธรรมที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัยเพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : เนกขัมมะเป็นที่ถ่ายถอนกาม ๑, อรูปเป็นที่ถ่ายถอนรูป ๑, นิโรธเป็นที่ถ่ายถอนหรือเป็นที่ดับปัจจัยธรรม (อวิชชา,ตัณหา) ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : หานภาคิยสมาธิ ๑, ฐิติภาคิยสมาธิ ๑, วิเสสภาคิยสมาธิ ๑, นิพเพธภาคิยสมาธิ ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : ธรรมที่เป็นเครื่องถ่ายถอน ๕ คือ ธรรมเป็นที่ถ่ายถอนกาม๑, ...ถ่ายถอนพยาบาท๑, ...ถ่ายถอนวิหิงสา๑, ...ถ่ายถอนอาสวะในรูป ๑,...ถ่ายถอนอาสวะในกายตน ๑ - หมวด ๖ ได้แก่ : คือธาตุเป็นที่ตั้งแห่งความสลัดออก ๖ (ฉ นิสฺสารณียา ธาตุโย) คือ เมตตาเจโตวิมุตติที่สลัดพยาบาท ๑, กรุณาเจโตวิมุตติที่สลัดออกจากวิหิงสา ๑, มุทิตาเจโตวิมุตติที่สลัดออกจากอรติ ๑, อุเบกขาเจโตวิมุตติที่สลัดออกจากราคะ ๑, เจโตวิมุตติอันไม่มีนิมิตที่สลัดออกจากนิมิตทั้งปวง ๑, ธาตุธรรมเป็นเครื่องถอนอัสมิมานะเพื่อละความสงสัย ๑,

      - หมวด ๗ ได้แก่ : สัปปุริสธรรม ๗ คือ เป็นผู้รู้เหตุ๑, รู้ผล๑, รู้จักตน๑, รู้ประมาณ๑, รู้กาลเวลา๑, รู้บริษัท๑, รู้จักเลือกบุคคล๑

      - หมวด ๘ ได้แก่ : กาลที่มิใช่ขณะมิใช่สมัย เพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ๘ อย่าง คือ อยู่ในนรก ๑, กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน ๑, ถึงปิตติวิสัย ๑, ผู้เข้าถึงเทพนิกายซึ่งมีอายุยืน๑, เกิดในปัจจันตชนบทเป็นคนป่า ๑, เกิดในมัชฌิมชนบท แต่เป็นมิจฉาทิฐิ ๑, เกิดในมัชฌิมชนบท แต่มีปัญญาทราม ๑, ช่วงที่ว่างจากพุทธเจ้า ๑

      - หมวด ๙ ได้แก่ : ความต่างกัน ๙ (นานาตฺตํ) คือ

                                   - ความต่างแห่งธาตุ ๙ (น่าสงสัยว่า ข้อมูลในพระไตรปิฎก หายไปข้อ ๑)

                                   - ความต่างแห่งผัสสะ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ

                                   - ความต่างแห่งเวทนา ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งผัสสะ

                                   - ความต่างแห่งสัญญา ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งเวทนา

                                   - ความต่างแห่งความดำริ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งสัญญา

                                   - ความต่างแห่งความพอใจ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งความดำริ

                                   - ความต่างแห่งความเร่าร้อน ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งความพอใจ

                                   - ความต่างแห่งความแสวงหา ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งความเร่าร้อน

                                   - ความต่างแห่งความได้ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งความแสวงหา

      - หมวด ๑๐ ได้แก่ : อริยวาส ๑๐ คือ

                                   - ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละองค์ ๕ ได้แล้ว

                                   - ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยองค์ ๖

                                   - มีธรรมอย่างเดียวเป็นเครื่องรักษา

                                   - มีธรรมเป็นพนักพิง ๔ ด้าน

                                   - มีสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาแล้ว

                                   - มีความแสวงหาทุกอย่างอันสละแล้วโดยชอบ

                                   - มีความดำริไม่ขุ่นมัว

                                   - มีกายสังขารอันระงับแล้ว

                                   - มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว

                                   - มีปัญญาหลุดพ้นดีแล้ว ฯ

๘) อุปฺปาเทตพฺโพ (ธรรมที่ควรให้บังเกิดขึ้น)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : อกุปฺปํ ญาณํ - ญาณที่ไม่กำเริบ ได้แก่มรรคญาณ ๔, ผลญาณ ๔

      - หมวด ๒ ได้แก่ : ญาณ ๒ คือ ญาณใน (การยังอาสวะ) ให้สิ้นไป (มรรคญาณ) ๑, ญาณในความไม่ (ยังอกุศลที่ยังไม่เกิด) ให้บังเกิดขึ้น (ผลญาณ)๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : ญาณ ๓ คือ อตีตังสญาณ ๑, อนาคตังสญาณ ๑, ปัจจุปันนังสญาณ ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : ญาณ ๔ คือ ญาณในธรรม ๑, ญาณในความคล้อยตาม ๑, ญาณในความกำหนด ๑, ญาณในสมมติ ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : สัมมาสมาธิประกอบด้วยญาณ ๕ คือ ญาณที่มีสมาธิเป็นสุขในปัจจุบันและมีวิบากเป็นสุขในอนาคต ๑, ญาณที่มีสมาธิที่ประเสริฐปราศจากอามิส ๑, ญาณมีสมาธิที่บุรุษประเสริฐเสพ ๑, ญาณที่มีสมาธิถึงความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ๑, ญาณที่มีสมาธิชำนาญในการเข้า-ออกฌาน ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : ธรรมเป็นเครื่องอยู่เนืองๆ ๖ อย่าง คือ มีสติสัมปชัญญะในการเห็น ๑, ...ในการได้ยิน ๑, ...ในการรู้กลิ่น ๑, ...ในการลิ้มรส ๑,...ในการถูกต้องสัมผัส ๑, ...ในการคิดนึกธัมมารมณ์ ๑

      - หมวด ๗ ได้แก่ : สัญญา ๗ คือ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนวสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา นิโรธสัญญา

      - หมวด ๘ ได้แก่ : มหาปุริสวิตก ๘ คือ

                                   - ธรรมนี้ของผู้มีความปรารถนาน้อย มิใช่ของผู้มีความปรารถนาใหญ่ ๑,

                                   - ธรรมนี้ของผู้สันโดษ มิใช่ของผู้ไม่สันโดษ ๑,

                                   - ธรรมนี้ของผู้สงัด มิใช่ของผู้ยินดีในความคลุกคลี ๑,

                                   - ธรรมนี้ของผู้ปรารภความเพียร มิใช่ของผู้เกียจคร้าน ๑,

                                   - ธรรมนี้ของผู้เข้าไปตั้งสติไว้ มิใช่ของผู้มีสติหลง ๑,

                                   - ธรรมนี้ของผู้มีจิตตั้งมั่น มิใช่ของผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ๑,

                                   - ธรรมนี้ของผู้มีปัญญา มิใช่ของผู้มีปัญญาทราม ๑,

                                   - ธรรมนี้ของผู้ไม่มีธรรมเป็นของผู้เนิ่นช้า มิใช่ของผู้มีธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ๑,

      - หมวด ๙ ได้แก่ : สัญญา ๙ คือ

                                   - ความกำหนดหมายว่าไม่งาม

                                   - ความกำหนดหมายในความตาย

                                   - ความกำหนดหมายในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล

                                   - ความกำหนดหมายความไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง

                                   - ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง

                                   - ความกำหนดหมายในสิ่งไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์

                                   - ความกำหนดหมายในทุกข์ว่าไม่ใช่ตัวตน

                                   - ความกำหนดหมายในการละ

                                   - ความกำหนดหมายในวิราคธรรม

        - หมวด ๑๐ ได้แก่ : สัญญา ๑๐ คือ

                                   - ความกำหนดหมายว่าไม่งาม

                                   - ความกำหนดหมายในความตาย

                                   - ความกำหนดหมายในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล

                                   - ความกำหนดหมายความไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง

                                   - ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง

                                   - ความกำหนดหมายในสิ่งไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์

                                   - ความกำหนดหมายในทุกข์ว่าไม่ใช่ตัวตน

                                   - ความกำหนดหมายในการละ

                                   - ความกำหนดหมายในวิราคธรรม

                                   - ความกำหนดหมายในความดับ

๙) อภิญฺเญยฺโญ (ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิติกา - สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร (ปัจจัย)ฯ

      - หมวด ๒ ได้แก่ : ธาตุ ๒ คือ สังขตธาตุ ๑, อสังขตธาตุ ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : ธาตุ ๓ คือ กามธาตุ ๑, รูปธาตุ ๑, อรูปธาตุ ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : อริยสัจ ๔ คือ ทุกขอริยสัจ ๑, ทุกขสมุทัยอริยสัจ ๑, ทุกขนิโรธอริยสัจ ๑, ทุกขนิโรธคามีนีปฏิปทาอริยสัจ ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : วิมุตตายตนะ ๕ คือ ผู้รู้ทั่วถึงอรรถ-ธรรมเพราะการแสดงของพระศาสดาและคุรุฐานีย๑, ผู้รู้ทั่วถึงอรรถ-ธรรมเพราะการแสดงของผู้อื่น๑, ผู้รู้ทั่วถึงอรรถ-ธรรมเพราะการสาธยายธรรม๑, ...เพราะตรึกตามตรองตาม เพ่งตาม ๑, ...เพราะโยนิโสมนสิการในสมาธินิมิต ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : อนุตตริยะ ๖ ได้แก่ทัสสนานุตตริยะ ๑ สวนานุตตริยะ ๑ ลาภานุตตริยะ ๑ สิกขานุตตริยะ ๑ ปริจริยานุตตริยะ ๑ อนุสสตานุตตริยะ ๑

      - หมวด ๗ ได้แก่ : นิททสวัตถุ ๗ อย่าง คือ มีฉันทะกล้าในการสมาทานสิกขา๑, ...ในการพิจารณาธรรม๑, ...ในการกำจัดความอยาก๑,...ในการหลีกออกเร้นอยู่๑,...ในการปรารภความเพียร๑, ...ในการมีสติปัญญารักษาตน๑, ...ในการแทงตลอดธรรมด้วยปัญญา ๑

      - หมวด ๘ ได้แก่ : อภิภายตนะ ๘ คือ

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่เล็ก...๑

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่...๑

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่เล็ก...๑

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่...๑

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่เขียว...๑

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่เหลือง...๑

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่แดง...๑

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่ขาว...๑

      - หมวด ๙ ได้แก่ : อนุบุพพวิหาร ๙ คือ รูปฌาน ๕, อรูปฌาน ๔ (ทิพพวิหาร)

      - หมวด ๑๐ ได้แก่ : นิชชิณวัตถุ ๑๐ คือ

                                   - ผู้เห็นชอบ ย่อมละความเห็นผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความเห็นผิดได้

                                   - ผู้ดำริชอบ ย่อมละความดำริผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความดำริผิดได้

                                   - ผู้เจรจาชอบ ย่อมละความเจรจาผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความเจรจาผิดได้

                                   - ผู้ทำการงานชอบ ย่อมละความทำการงานผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่การทำการงานผิดได้

                                   - ผู้เลี้ยงชีพชอบ ย่อมละความเลี้ยงชีพผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่การเลี้ยงชีพผิดได้

                                   - ผู้มีความเพียรชอบ ย่อมละความเพียรผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความเพียรผิดได้

                                   - ผู้ระลึกชอบ ย่อมละความระลึกผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความระลึกผิดได้

                                   - ผู้มีความตั้งมั่นชอบ ย่อมละความตั้งมั่นผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความตั้งมั่นผิดได้

                                   - ผู้มีความรู้ชอบ ย่อมละความรู้ผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความรู้ผิดได้

                                   - ผู้มีความพ้นชอบ ย่อมละความพ้นผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความพ้นผิดได้


๑๐) สจฺฉิกาตพฺโพ (ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : อกุปฺปา เจโตวิมุตฺติ (ผลจิต,นิพพาน)

      - หมวด ๒ ได้แก่ : วิชชา ๑ วิมุตติ ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : วิชชา ๓ คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ๑, จุตูปปาตญาณ ๑, อาสวักขยญาณ ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : สามัญผล ๔ คือ โสดาปัตติผล ๑, สกทาคามิผล ๑, อนาคามิผล ๑, อรหัตตผล ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : ธรรมขันธ์ ๕ คือ สีลขันธ์ ๑, สมาธิขันธ์ ๑, ปัญญาขันธ์ ๑, วิมุตติขันธ์ ๑, วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : อภิญญา ๖ คือ อิทธิวิธี ๑, ทิพพโสต ๑, เจโตปริยยญาณ ๑, ปุพเพนิวาสานุสสติ ๑, ทิพพจักขุ ๑, อาสวักขยญาณ ๑

- หมวด ๗ ได้แก่ : กำลังของพระขีณาสพ ๗ คือ อนิจจานุปัสสนาในสังขารธรรม๑, การพิจารณากามทั้งหลายเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง๑, ความเป็นผู้มีจิตโน้มเอียงไปในวิเวก๑ ความเป็นผู้อบรมด้วยดีในสติปัฏฐานสี่ ๑, ความเป็นผู้อบรมด้วยดีในอินทรีย์ห้า ๑, ความเป็นผู้อบรมด้วยดีในโพชฌงค์เจ็ด๑, ความเป็นผู้อบรมด้วยดีในอริยมรรมีองค์แปด ๑,

      - หมวด ๘ ได้แก่ : วิโมกข์ ๘ คือ

                                   - ผู้ที่มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑

                                   - ผู้ที่มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอก อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒

                                   - บุคคลที่น้อมใจไปว่า สิ่งนี้งามทีเดียว อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓

                                   - บุคคลที่เข้าถึงซึ่งอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔

                                   - บุคคลที่เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๕

                                   - บุคคลที่เข้าถึงอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไรดังนี้อยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖

                                   - บุคคลย่อมเข้าถึงซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗

                                   - บุคคลย่อมเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

        - หมวด ๙ ได้แก่ : อนุบุพพนิโรธ ๙ คือ

                                   - เมื่อเข้าปฐมฌาน กามสัญญาดับ,

                                   - เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารดับ,

                                   - เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติดับ,

                                   - เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสปัสสาสะดับ,

                                   - เมื่อเข้าอากาสานัญจายตนฌาน รูปสัญญาดับ

                                   - เมื่อเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน อากาสานัญจายตนสัญญาดับ

                                   - เมื่อเข้าอากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตนสัญญาดับ

                                   - เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อากิญจัญญายตนะดับ

                                   - เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาดับ

      - หมวด ๑๐ ได้แก่ : อเสขธรรม ๑๐ คือ

                                   - ความเห็นชอบเป็นของพระอเสขะ

                                   - ความดำริชอบ ...

                                   - เจรจาชอบ ...

                                   - การงานชอบ ...

                                   - เลี้ยงชีพชอบ ...

                                   - พยายามชอบ ...

                                   - ระลึกชอบ ...

                                   - ตั้งใจชอบ ...

                                   - ความรู้ชอบ ...

                                   - ความพ้นชอบ เป็นของพระอเสขะ

-----------///-----------
[full-post]

ทสุตตรสูตร, ทีฆนิกาย, ปาฏิกวรรค

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.