แสดงวจนัตถะ(ความหมาย) และลักขณาทิจตุก(วิเสสลักษณะ)ของปฏิจจสมุปบาท

1.อวิชชา

     1.1วิชฺชา ปฏิปกฺขาติ=อวิชฺชา-ธรรมชาติใด เป็นไปตรงกันข้ามกับปัญญา ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

     1.2 อวินฺทิยํ วินฺทตีติ=อวิชฺชา-ธรรมชาติใด ย่อมได้ซึ่งทุจริตที่ไม่ควรจะได้ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

     1.3 วินฺทยํ น วินฺทตีติ=อวิชชา-ธรรมชาติใด ย่อมไม่ได้ซึ่งสุจริตธรรมที่ควรจะได้ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

     1.4 อวิชฺชมาเน ชวาเปตีติ=อวิชฺชา - ธรรมชาติใดเป็นผู้รู้ผิดในบัญญัติธรรม มี ชาย หญิง เป็นต้น ที่ไม่มีปรากฏโดยสภาวะ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

     1.5 วิชฺชมาเน น ชวาเปตีติ=อวิชฺชา - ธรรมชาติใด เป็นผู้ทำให้ไม่รู้ ในปรมัตถธรรม มี ขันธ์ 5 เป็นต้น ที่มีปรากฏโดยสภาวะ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

     1.6 วิทิตพฺพํ อวิทิตํ กโรตีติ=อวิชฺชา-ธรรมชาติใด ย่อมทำให้ไม่รู้ฃึ่งธรรมที่ควรรู้ มี สัจจะ 4 เป็นต้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

   สรุปความว่า การไม่รู้ความเป็นจริงที่ควรรู้ รู้แต่สิ่งที่ไม่เป็นไปตามเป็นจริงที่ไม่ควรรู้ นี่แหละ ชื่อว่า อวิชชา องค์ธรรมปรมัตถ์ ก็คือ โมหเจตสิก ที่ในอกุศลจิต 12

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของอวิชชา

      1.อญานลกฺขณา มีความไม่รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง เป็นลักษณะ

      2.สมฺโมหนรสา มีความลุ่มหลงเป็นกิจ

      3.ฉาทนปจฺจุปฏฺฐานา มีการปกปิดความเป็นจริง เป็นอาการปรากฏ

      4.อาสวปทฏฺฐานา มี อาสวะ 3 (เว้นอวิชชาสวะ)เป็นเหตุใกล้

2. สังขาร

      2.1 สงฺขตํ  สงฺขโรนฺติ อภิสงฺขโรนฺตีติ=สงฺขารา-ธรรมเหล่าใดย่อมปรุงแต่งสังขตธรรม ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า สังขาร ได้แก่เจตนาที่ในอกุศลจิตและในโลกิยกุศลจิต

      2.2 สงฺขตํ กายวจีมโนกมฺมํ อภิสงฺขโรนฺติ เอเตหีติ=สงฺขารา-สัตว์ย่อมปรุงแต่ง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็นสังขตธรรม โดยเจตนาเหล่านั้น เจตนาที่เป็นเหตุปรุงแต่งเหล่านั้น ชื่อว่า สังขาร ได้แก่เจตนาที่ในอกุศลจิตและในโลกียกุศลจิต

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของสังขาร

      1.อภิสงฺขรณลกฺขณา มีการปรุงแต่งสังขตธรรม(ขันธ์ 5)เป็นลักษณะ

      2.อายูหนรสา มีการกระตุ้นเตือนสัมปยุตตธรรม(นามขันธ์ 4)ให้ขนขวายเป็นกิจ

      3.เจตนาปจฺจุปฏฺฐานา มีการจัดแจงสังขตธรร(ขันธ์ 5) เป็นอาการปรากฏ

      4.อวิชฺชาปทฏฺฐานา มีอวิชชาเป็นเหตุใกล้

3.วิญญาณ

      3.1 วิชานาตีติ=วิญฺญานํ-ธรรมชาติใดย่อมรับรู้อารมณ์ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า วิญญาน(หมายเอาโลกิยวิปากจิต 32)

      3.2 วิชานนฺติ เอเตนาติ=วิญฺญานํ-สัตว์บุคคลทั้งหลาย ย่อมรับรู้อารมณ์โดยอาศัยธรรมชาตินั้น ธรรมชาติที่่เป็นเหตุให้สัตว์บุคคลรับรู้อารมณ์ได้นั้น ชื่อว่า วิญญาณ(หมายเอาโลกียวิปากจิต 32)

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของวิญญาณ

      1.วิชานนลกฺขณํ มีการรับรู้อารมณ์เป็นลักษณะ

      2.ปุพฺพงฺคมรสํ มีการเป็นประธานแก่เจตสิกและกัมมชรูป เป็นกิจ

      3.ปฏิสนฺธิปจฺจุปฏฺฐานํ มีการปฏิสนธิเป็นอาการปรากฏ

      4.สงฺขารปทฏฺฐานํ วา วตฺถารมฺมณปทฏฺฐานํ มีสังขาร 3 เป็นเหตุใกล้ หรือ มีวัตถุ 6 กับอารมณ์ 6 เป็นเหตุใกล้

4.นาม

   อารมฺมเณ นมตีติ=นามํ-ธรรมชาติใด ย่อมน้อมไปสู่อารมณ์ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า นาม (หมายเอาเจตสิกในโลกียวิปากจิต 32)

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน ของนาม

      1.นมนลกฺขณํ มีการน้อมไปสู่อารมณ์เป็นลักษณะ

      2.สมฺปโยครสํ มีการประกอบร่วมกันกับจิตเป็นกิจ (คือ มีความเกิดดับพร้อมกับจิต  มีอารมณ์และวัตถุที่อาศัยอย่างเดียวกันกับจิต)

      3.อวินิพฺโภคปจฺจุปฏฺฐานํ มีการไม่แยกกันกับจิต เป็นอาการปรากฏ

      4.วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มี วิญญาณเป็นเหตุใกล้

5.รูป

   สีตุณฺหาทิวิโรธิปจฺจเยหิ รูปฺปตีติ=รูปํ-ธรรมชาติใด ย่อมแตกทำลายไป เพราะปัจจัยอันเป็นข้าศึก มีความเย็นความร้อนเป็นต้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า ลรูป(หมายเอา กัมมขรูป และจิตตชรูป)

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของรูป

      1.รุปฺปนลกฺขณํ มีการแตกทำลายไป เป็นลักษณะ

      2.วิกิรณรสํ มีการแยกอยู่เป็นกลาปเช่น จักขุทสกลาปเป็นสัมปัตติรส(คุณสมบัติ)

      3.อพฺยากตปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นอัพยากดธรรม หรือมีความไม่รู้อารมณ์เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      5. วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณเป็นเหตุใกล้

6. สฬายตน

   อายตํ สํสารวฏฺฎํ นยตีติ = อายตนํ ธรรมชาติใด ย่อมทรงไว้ซึ่งสังสารวัฏฏ์ ที่ยืนยาว ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า อายตน ได้แก่ อายตนะ ๑๒

      ฉ อายตนานิ = สฬายตนํ แปลงตัว ฉ เป็นตัว ส ลง ฬ อาคม สำเร็จรูปเป็น  สฬายตนํ

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของสฬายตนะ 

      1. อายตนลกฺขณํ มีการกระทบ หรือมีการทำให้วัฏฏสงสารยืนยาวเป็นลักษณะ

      2. ทสฺสนรสํ มีการยึดอารมณ์ของตน ๆ เป็นกิจ (วา) ทสฺสนทิรสํ หรือมีการเห็นเป็นต้นเป็นกิจ

      3.วตฺถุทฺวารภาวปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นวัตถุ 6 และทวาร 6 ของปัญจวิญญาณธาตุ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ตามสมควร เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4.นามรูปปทฏฺฐานํ มีเจตสิกและกัมมชรูปเป็นเหตุใกล้

7. ผัสสะ

      1.อารมฺภํ ผุสฺสตีติ = ผสฺโส ธรรมชาติใด ย่อมกระทบซึ่งอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงเรียกว่า ผัสสะ

      2. ผุสนฺติ สมฺปยุตฺตธมฺมา เอเตนาติ ผสฺโส สัมปยุตตธรรม คือจิต และเจตสิกทั้งหลายย่อมกระทบซึ่งอารมณ์ โดยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุ ให้สัมปยุตตธรรมกระทบซึ่งอารมณ์นั้น ชื่อว่า ผัสสะ

   3.ผุสมํ = ผสฺโส (วา) สํผุสเต = สมฺผสฺโส การกระทบอารมณ์ ชื่อว่าผัสสะ หรือชื่อว่า สัมผัสสะ

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของผัสสะ

      1.สนฺลกฺขโณ มีการกระทบซึ่งอารมณ์เป็นลักษณะ

      2. สงฺฆฏฺฏนรโส มีการกระทำให้จิตกับอารมณ์ติดต่อกันเป็นกิจ 

      3.สงฺคติปจฺจุปฏฺฐาโน มีการประชุมร่วมกันระหว่างวัตถุ อารมณ์และวิญญาณ เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย 

      4. สฬายตนปทฏฺฐาโน มีอัชฌัตตายตน 6 เป็นเหตุใกล้

8. เวทนา

   เวทยตีติ = เวทนา ธรรมชาติใด ย่อมเสวยอารมณ์ 6 ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่ออว่า เวทนา

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของเวทนา

      1. อนุภวนลกฺขณา มีการเสวยอารมณ์ 6 เป็นลักษณะ 

      2. วิสยรสสมฺโภครสา มีการเสวยรสของอารมณ์เป็นกิจ

      3.สุขทุกฺขปจฺจุปฏฺฐานา มีความสุขและความทุกข์เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4. ผสฺสปทฏฺฐานา มีผัสสะเป็นเหตุใกล้

9. ตัณหา

      1.วตฺถุกามํ ปริตสฺสตีติ = ตณฺหา ธรรมชาติใด ย่อมยินดีติดใจซึ่งวัตถุกาม ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า ตัณหา จึงชื่อว่า

      2. วตฺถุกามํ ตสฺสนฺติ ปริตสฺสนุติ สตฺตา เอตายาติ = ตณฺหา สัตว์ ทั้งหลาย ย่อมยินดีติดใจซึ่งวัตถุกามโดยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุให้สัตว์ ทั้งหลายยินดีติดใจซึ่งวัตถุกามนั้น ชื่อว่า ตัณหา ได้แก่โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต 8

  แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของตัณหา 

      1. เหตุลกฺขณา มีความเป็นเหตุของทุกข์ทั้งปวงเป็นลักษณะ 

      2. อภินนฺฺทนรสา มีความยินดีพอใจในอารมณ์ ภูมิ และภพ เป็นกิจ 

      3.อติตฺตภาวปจฺจุปฏฺฺฐานา มีความไม่รู้จักอิ่มในอารมณ์ต่าง ๆ ของจิต หรือ บุคคล เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4. เวทนาปทฏฺฐานา มีเวทนาเป็นเหตุใกล้

10. อุปาทาน

      1.ภุสํ อาทิยนฺติ อนุญฺจคาหํ คยฺหนฺตีติ = อุปาทานามิ ธรรมเหล่าใด ย่อมยึดถืออย่างแรงกล้า คือ ถือไว้ไม่ยอมปล่อย ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าอุปาทาน .     

      2.อุปาทิยนฺตีติ = อุปาทานานิ ธรรมเหล่าใด ย่อมเข้าไปยึดมั่น ฉะนั้น 

ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อุปาทาน ได้แก่ตัณหาและทิฏฐิ ที่มีกำลังมาก 

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของอุปาทาน 

      1.คหณลกฺขณํ มีการยึดไว้เป็นลักษณะ

      2. อนุญฺจนรสํ มีการไม่ยอมปล่อยเป็นกิจ (กิจจรส)

      3.ตณฺหาทฬฺหตฺตทิฏฺฐิปจฺจุปัฏฐานํ มีตัณหาที่มีกำลังอย่างมั่นคง และมีความเห็นผิดเป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4.ตณฺหาปฏฺฐานํ มีตัณหาเป็นเหตุใกล้

11. ภว

แสดงวจนัตถะของคำว่า ภว

      1.ภวติ เอตสุมาติ = ภโว ผลย่อมเกิดขึ้น โดยอาศัยกรรมนั้น ฉะนั้น กรรมที่เป็นเหตุของผลนั้น ชื่อว่า ภว

      2. กมฺมเมว ภโว=กมฺมภโว กรรมนั้นแหละเป็นเหตุให้ผลเกิด จึงชื่อว่า กัมมภวได้อกุศลเจตนา 12 โลกียกุศลเจตนา 17

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของกัมมภว

      1. กมฺมลกฺขโณ มีความเป็นกรรมเป็นลักษณะ

      2. ภาวนรโส มีการทำให้เกิด เป็นกิจ(กิจจรส)

      3. ปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย ๒. ภาวนาโส มีการทำให้เกิด เป็นกิจ (กิจจรส) 3.กุสลากุสลปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเป็นกุศล อกุศล เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4. อุปาทานปทฏฺฐาโน มีอุปาทานเป็นเหตุใกล้

12. อุปปัตติภว

  วจนัตถะของอุปปัตติกว

      1.อุปปชฺชตีติ = อุปปตฺติ ธรรมชาติใด เข้าไปเกิดในภพใหม่ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อุปปัตติ

      2. ภวตีติ = ภโว ธรรมใด ได้เกิดขึ้นเพราะอาศัยกรรม ฉะนั้น ธรรมนั้น ชื่อว่า  ภว

      3. อุปปัตติ จ โส ภโว จาติ = อุปปตฺตภโว ธรรมใดเข้าไปเกิดในภพใหม่นั้นด้วยได้เกิดขึ้นเพราะอาศัยกรรมด้วย ฉะนั้น  ธรรมนั้น จึงชื่อว่า อุปปัตติภว ได้แก่โลกียวิปากจิต 32 เจตสิก 35 กัมมชรูป 20 

แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของอุปปัตติภว 

      1. กมฺมผลลกฺขโณ มีความเป็นผลของกรรมเป็นลักษณะ 

      2. ภวนรโส มีการเกิดขึ้นเป็นกิจ

      3. อพฺยากตปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเป็นอัพยกตธรรม เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4. อุปาทานปทฏฺฐาโน มีอุปาทานเป็นเหตุใกล้

13. ชาติ

      1. ชนนํ = ชาติ ความเกิดขึ้นของขันธ์ 5 ชื่อว่า ชาติ 2. ชายนฺติ ปาตุวนฺติ ธมฺมา เอตายาติ = ชาติ สังขารธรรมทั้งหลาย ย่อมปรากฏเกิดขึ้นโดยอาศัยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการปรากฏเกิดขึ้นของสังขารธรรมนั้น ชื่อว่า ชาติ ได้แก่การเกิดขึ้นครั้งแรก (อุปปาทักขณะ) ของ โลกียวิปากจิต 32 เจตสิก 35 กัมมชรูป 20 ซึ่งเป็นอุปปัตติภวใน ๓๑ ภูมิ โดยมีขันธ์ 1 บ้าง ขันธ์ 4 บ้าง ขันธ์ 5 บ้าง

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของชาติ 1. ตตฺถ ตตฺถ ภเว ปฐมาภินิพฺพตฺติลกฺขณา มีการเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภพนั้น ๆ เป็นลักษณะ 

      2. นิยฺยาตนรสา มีการเป็นไปคล้ายกับว่ามอบขันธ์ 5 ที่มีขอบเขตในภพนั้นๆให้แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นกิจ (สัมปัตตรส) 

      3. อดีตภวโต อิธ อุมฺมุชฺชนปจฺจุปัฏฐานา (วา) ทุกฺขวิจิตฺตตาปจฺจุปฏฺฐานา มีการผุดขึ้นในภพนี้จากภพก่อน เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย (หรือ) มี สภาพที่เต็มไปด้วยกองทุกข์เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย 

      4.อุปจิตนามรูปปทฏฺฐานา มีนามรูปที่เกิดขึ้นครั้งแรก เป็นเหตุใกล้

14. ชรา

      1. ชีรณํ = ชรา ความแก่ของวิบากนามขันธ์ 4 และนิปผันนรูป ชื่อว่า ชรา

      2. ชีรนฺติ ชิณฺณภาวํ คจฺฉนฺติ เอตายาติ = ชรา สังขารธรรมทั้งหลาย ย่อมเข้าถึงความแก่โดยอาศัยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการเข้าถึงความแก่ของสังขารธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ชรา ได้แก่ ความแก่ของโลกียวิบาก และกัมมชรูป คือ วิบากและก้มมชรูปเหล่านี้ เกิดขึ้นเป็นชาติแล้วย่อมมีขณะที่ตั้งอยู่ เรียกว่า ฐิติขณะ และ ฐิติขณะของโลกียวิบาก และกัมมชรูปนี่แหละชื่อชรา

   แสดงลักษณะ, รส. ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน,ของชรา 

      1. ขนฺธปริปากลกฺขณา มีความแก่ของขันธ์ 5 ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันภพเป็นลักษณะ

      2. มรณูปนยนรสา มีการนำเข้าไปใกล้ต่อความตายเป็นกิจ (กิจจรส) 

      3.โยพฺพนฺนวินาสปจฺจุปฏฺฐานา มีสภาพทำลายซึ่งวันที่ดี เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4. ปริปจฺจมานรูปทฏฺฐานา มีรูปที่กำลังแก่เป็นเหตุใกล้

15. มรณํ

      1.มรียเต = มรณํ ความตายคืออาการที่กำลังดับของโลกียวิบากและกัมมชรูป ชื่อว่า มรณะ

      2. มรนฺติ สตฺตา เอตายาติ = มรณํ สัตว์ทั้งหลายย่อมตาย โดยอาศัยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ที่เป็นเหตุแห่งการตายของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่า มรณะ ได้แก่ อาการที่กำลังดับของโลกียวิบาก และกัมมชรูป ที่เรียกว่า ภังคักขณะนั้นเอง -

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐานา, ปทัฏฐาน, ของมรณะ 

      1.จุติลกฺขณํ มีการเคลื่อนย้ายจากภพที่ปรากฏอยู่ เป็นลักษณะ

      2.วิโยครสํ มีการจากกันกับสิ่งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต ที่เคยพบเห็นกันในภพนี้เป็นกิจ (สัมปัตติรส)

      3.คติวิปฺปวาสปจฺจุปฏฺฐานํ มีการย้ายที่อยู่จากภพเก่า เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4. ปริภิชฺชมานนามรูปปทฏฺฐานํ มีนามรูปที่กำลังดับ เป็นเหตุใกล้

16. โสโก

      1.โสจนํ = โสโก ความเศร้าโศรก ชื่อว่า โสกะ ได้แก่โทมนัสเวทนาที่ประกอบกับโทสมูลจิต 2 ซึ่งเกิดจากพยสนะ 5 อย่าง

      2. โสจนฺติ จิตฺตปริฬาหํ คจฺฉนฺติ เอเตนาติ = โสโก สัตว์ทั้งหลายย่อม มีความเศร้าโศรก เข้าถึงความเดือดร้อน โดยอาศัยธรรม ธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งความเศร้าโศรกเดือดร้อนของสัตว์ทั้งหลายนั้น ชื่อว่าโสก ได้แก่ โทมนัสเวทนาที่ประกอบกับโทสมูลจิต 2

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน ของโสก 

      1.อนฺโตนิชฺฌานลกฺขโณ มีการเผาอยู่ภายใน หรือมีความเหี่ยวแห้งใจ เดือดร้อนใจเป็นลักษณะ

      2. เจโตปรินิชฺฌายนรโส ทำให้จิตเดือดร้อนใจอยู่เสมอเป็นกิจ (กิจจรส) 

      3.อนุโสจนปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเศร้าโศรกอยู่เนือง ๆ ไปตามความพินาศ ที่ตนได้ประสพอยู่นั้น เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย 

      4.โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐาโน มีโทสจิตตูปบาท เป็นเหตุใกล้ 

17. ปริเทโว

      1. ปริเทวนํ = ปริเทโว การร้องไห้รำพรรณ ชื่อว่า ปริเทว 

      2. ตํ ตํ ปวตฺตึ ปริกิตฺเตตฺวา เทวนฺติ กนฺฺทนฺติ เอเตนาติ =  ปริเทโว สัตว์ทั้งหลาย ย่อมรำพรรณถึงเรื่องราวต่าง ๆ แล้วร้องไห้ โดยอาศัยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นแห่งการพรรณแล้วร้องไห้ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่า ปริเทว ได้แก่ จิตตชวิปปลาสสัทท ที่เกิดขึ้นโดยมีการร้องไห้รำพรรณ เพราะอาศัยพยสนะ 5 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นเหตุ

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของปริเทว 

      1.ลาลปฺปนลกฺขโณ มีการพิลาปรำพรรณเป็นลักษณะ . 

      2. คุณโทสปริติตฺตนรโส มีการรำพรรณถึงคุณและโทษเป็นกิจ (กิจจรส) 

      3.สมฺภมปจฺจุปฏฺฐาโน มีจิตวุ่นวายไม่ตั้งมั่น เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัญฑิตทั้งหลาย

      4. โทสจิตฺตชมหาภูตปทฏฺฐาโน มีมหาภูตรูปที่เกิดจากโทสจิต เป็นเหตุใกล้

18. ทุกฺขํ

      1.ทุกุจฺฉิตํ หุตฺวา กายิกสุขํ ขณตีดิ = ทุกฺขํ ธรรมชาติได้เป็นที่น่าเกลียด และทำลายความสุขกาย ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าทุกข์

      2. ทุกฺขมนฺติ = ทุกขํ สัตว์ทั้งหลายย่อมอดทนได้ยากต่อเวทนาใด ฉะนั้น เวทนานั้นชื่อว่า ทุกข์ ทุกขัง

      3. ขมิตํุ ทุกฺกรนฺดํ = ทุกขํ เวทนาที่อดทนได้ยาก ฉะนั้น จึงชื่อว่าทุกข์ ได้แก่ กายิกทุกขเวทนา

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน ของทุกข์ 

      1.. กายปีฬนลกฺขณํ มีการเบียดเบียนร่างกายเป็นลักษณะ 

      2. ทฺุปปญฺญานํ โทมนสฺสภรณรสํ เป็นเหตุให้ความโกรธ ความเสียใจ กลุ้มใจเกิดขึ้นแก่ผู้ที่มีปัญญาน้อย เป็นกิจ

      3.กายิกาพาธปจฺจุปฏฺฐานํ มีความป่วยทางกาย เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4. กายปสาทปทุฏฺฐานํ มีกายปสาท เป็นเหตุใกล้

19. โทมนสฺสํ

ทุมนสฺส ภาโว = โทมนสฺสํ สภาพที่เป็นเหตุให้เป็นผู้ใจคอไม่ดี ชื่อว่า โทมนัสสะ คือความทุกข์ใจ

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของโทมนัสสะ 

      1. จิตฺตปีฬนลุกขณํ มีการเบียดเบียนใจเป็นลักษณะ

      2.มโนวิฆาตรสํ มีการทรมานใจเป็นกิจ

      3. มานสพฺยาธิปจฺจุปฏฺฐานํ มีการป่วยใจเป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั่งหลาย

      4. หทยวตฺถุปทฏฺฐานํ มีหทัยวัตถุเป็นเหตุใกล้

20. อุปายาส 

      ภุโส อายาสนํ = อุปายาโส ความลำบากใจอย่างหนัก ชื่อว่าอุปายาส ได้แก่ โทสเจตสิกที่เกิดขึ้นโดยอาศัยพยสนะ 5 อย่างใดอย่างหนึ่ง

   แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของอุปายาส 

      1. จิตฺตปริทหนลกฺขโณ มีการเผาจิตอย่างหนัก เป็นลักษณะ

      2  นิตฺถุนนรโส มีการทอดถอนใจ เป็นกิจ 

      3. วิสาทปจฺจุปฏฺฐาโน มีกายและใจขาดกำลังลง เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4. หทยวตฺถุปทฏฺฐาโน มีหทยวัตถุเป็นเหตุใกล้

21. อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข

ความประจวบด้วยสิ่งทั้งหลายอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์

      1. อนิฏฺฐโสโมธานลกฺขโณ มีการประสบด้วยสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาเป็นลักษณะ 

      2. จิตฺตวิฆาตกรณโส มีกระทบใจเป็นกิจ 

      3  อนตฺฺถภาวปจฺจุปฏฺฐาโน มีความวอดวายเป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4. โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐานา มีโทสจิตตุปบาท เป็นเหตุใกล้

22. ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข 

ความพลัดพราก จากสิ่งทั้งหลาย อันเป็นสิ่งที่รักก็เป็นทกข์  

      1. อิฏฺฺฐวตฺถุวิโยคลกฺขโณ มีการพลัดพรากจากวัตถุที่ปรารถนาเป็นลักษณะ 

      2. โสกุปฺปาทนรโส มีการยังความเศร้าโศรกเป็นกิจ 

      3. พฺฺยสนปจฺจุปฏฺฺฐาโน มีความฉิบหายเป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4. โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐานา มีโทสจิตตุปบาท เป็นเหตุใกล้


 23. อโห วต มยํ น ชาติธมฺมาอสฺสามาติ อาทีสุ อลพฺภเนยฺยวตฺถูสุ อิจฺฉาว ความปรารถนาในวัตถุที่ไม่ควรได้มีอาทิว่า โอหนอ เราพึงเป็นผู้ไม่มีการเกิดเป็นธรรมดา

ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปี ทุกฺขนฺติ วุตฺตา บุคคลไม่ได้แม้สิ่งใด แม้ที่ตนปรารถนา แม้สิ่งนั้นว่าเป็นทุกข์

      1. อลพุภเนยยวตฺถุอิจฺฉนฺลกฺขณา มีการอยากได้ซึ่งวัตถุที่ควรจะได้ เป็นลักษณะ

      2. ตปฺปริเยสนรสา มีการแสวงหาวัตถุชนิดนั้นเป็นกิจ 

      3. อปฺปตฺติปจฺจุปฏฺฺฐานา มีอันประสบวัตถุเหล่านั้น เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4. โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐานา มีโทสจิตตุปบาท เป็นเหตุใกล้

(หมายเหตุ ข้อ 21, 22, 23 มีเหตุใกล้เหมือนกัน)


จำแนกองค์ปฏิจจสมุปบาท 12 โดยสัจจะ ตามอภิธรรมภาชนียนัย 

      อวิชชา, สังขาร จัดเป็น สมุทยสัจจ์

      วิญญาณ, นามรูป, สฬายตนะ, ผัสสะ, เวทนา จัดเป็น ทุกขสัจจ์ 

      ตัณหา, อุปาทาน, กัมมภวะ จัดเป็น สมุทยสัจจ์

      อุปปัตติภวะ, ชาติ, ชรามรณะ จัดเป็น ทุกขสัจจ์

--------------///-------------


[full-post]

ปฏิจจสมุปบาท,ลักขณาทิจตุกกะ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.