
๙) วจนัตถะ และคำอธิบายในอุปนิสสยปัจจัย (ตามหลักสูตร อชว.)
วจนัตถะ
- ภุโส นิสฺสโย = อุปนิสฺสโย ธรรมอันเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า ชื่อว่า อุปนิสสยะ
- (วา ) พลวตโร นิสฺสโยติ – อุปนิสฺสโย หรือธรรมอันเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก ชื่อว่า อุปนิสสยะ
- อุปนิสฺสยภาเวน อุปการโก ธมฺโม = อุปนิสฺสยปจฺจโย ธรรมที่เป็นผู้อุปการะโดยความเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า ชื่อว่า อุปนิสสยปัจจัย
- (วา) พลวตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม - อุปนิสฺสยปจฺจโย หรือธรรมที่เป็นผู้อุปการะโดยความเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก ชื่อว่า อุปนิสสยปัจจัย
อธิบายในอุปนิสสยปัจจัยโดยสังเขป
อุปนิสสยปัจจัย หมายความว่า เป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า คือปัจจัยธรรมอันเป็นที่อาศัยแก่ปัจจยุปบันธรรมนั้น มีกำลังอย่างแรงกล้า ไม่ใช่อย่างธรรมดา อุปมาเหมือนน้ำฝน ย่อมเป็นที่อาศัยอย่างสำคัญของมนุษย์และสัตว์ ตลอดจนพืชพันธุ์ต่างๆ ฉันใด อุปนิสสยปัจจัยนี้ก็เช่นเดียวกัน คือปัจจัยธรรมของอุปนิสสยปัจจัยนี้เปรียบเหมือนน้ำฝน และปัจจยุปบันธรรมเปรียบเหมือนสัตว์ทั้งหลายและพืชพันธุ์ต่างๆ ฉันนั้น
อุปนิสสยปัจจัยนี้ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภทด้วยกัน คือ
๑. อารัมมณูปนิสสยปัจจัย
๒. อนันตรูปนิสสยปัจจัย
๓. ปกตูปนิสสยปัจจัย
๑. อารัมมณูปนิสสยปัจจัย หมายความว่า ที่อาศัยอันมีกำลังอย่างแรงกล้า ได้แก่อารมณ์นั้นเอง แต่อารมณ์ทั่วไปก็เป็นอุปนิสสยปัจจัยไม่ได้ทั้งหมด อารมณ์ที่จะเป็นอุปนิสสยปัจจัยได้นั้น ต้องเป็นอารมณ์ชนิดที่เป็นอธิบดี เพราะฉะนั้นอารัมมญปนิสสยปัจจัยนี้ จึงมีคำอธิบายเหมือนกับอารัมมณาธิปติปัจจัย แต่มีที่ต่างกันก็เพียงว่า อารัมมณาธิปติปัจจัยนั้นหมายถึงอารมณ์ที่เป็นอธิบดีช่วยอุดหนุนให้ปัจจยุปบันธรรมเกิดขึ้น ส่วนอารัมมณูปนิสสยปัจจัยนี้ หมายถึงอารมณ์ที่เป็นอธิบดีนั้นเป็นเหตุเป็นพลวะมีกำลังมาก เป็นที่อาศัยแก่ปัจจยุปบันธรรมให้เกิดขึ้น
๒. อนันตรูปนิสสยปัจจัย คำอธิบายของปัจจัยนี้ เหมือนกับอนันตรปัจจัย แค่อนันตรูปนิสสยปัจจัยนี้ มีความหมายเป็นพิเศษกว่ากันก็คือ อนันตรปัจจัยนั้นหมายถึงปัจจัยธรรมช่วยอุดหนุนให้ปัจจยุปบันธรรมเกิดขึ้นโดยไม่มีระหว่างคั่น ส่วนอนันตรูปนิสสยปัจจัยนี้ หมายถึงปัจจัยธรรมนั้นเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้าแก่ปัจจยุปบันธรรมประการหนึ่ง และปัจจัยธรรมนั้นช่วยอุดหนุนให้ปัจจยุปบันธรรมเกิดขึ้นโดยไม่มีระหว่างคั่นประการหนึ่ง รวมลักษณะ ๒ ประการนี้ เรียกว่า อนันตรูปนิสสยปัจจัย
๓. ปกตูปนิสสยปัจจัย คำว่า ปกตูปนิสสยปัจจัยนี้ แบ่งออกเป็น ๓ บทคือ ปกต บทหนึ่ง อุป* บทหนึ่ง นิสสย บทหนึ่ง รวมเป็นปกตูปนิสสย มีวจนัตถะ ดังนี้
สุฏฐ กรียตฺถาติ - ปกโต เหตุธรรมที่ได้ทำมาแล้วด้วยดีนั้น ชื่อว่า ปกต
ปกโต อุปนิสฺสโยติ – ปกตูปนิสฺสโย เหตุธรรมอันเป็นที่อาศัย มีกำลังแรงกล้าที่ได้ทำมาแล้วด้วยดีนั้น ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย
(อถวา) อารมฺมณานนฺตเรหิ อสํมิสฺโส หุตฺวา ปกติยาเยว อุปนิสฺสโยติ - ปกตูปนิสฺสโย อีกอย่างหนึ่ง เหตุธรรมอันเป็นที่อาศัยที่มีกำลังแรงกถ้าด้วยอำนาจสภาวะของตนเองเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัยและอนันตรปัจจัย ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย"
ตามวจนัตถะของปกตูปนิสสยปัจจัย ที่ได้แสดงมาแล้วนี้ ข้อที่ว่า เหตุธรรมที่ได้ทำมาแล้วด้วยดี นั้นคำว่า เหตุธรรม นี้มีอยู่ ๒ อย่างคือ
๑. อุปปาทิตเหตุ หมายถึงเหตุธรรม คือกุศลธรรมอันมีศรัทธา เป็นต้น อกุศลธรรมอันมีราคะ เป็นต้น และอพยากตธรรมอันมีทุกข์กายและสุขกาย เป็นต้น ที่ตนได้กระทำมาแล้วนั้น ย่อมให้ผลแก่ผู้กระทำตามสมควรแก่การกระทำนั้นๆ เรียกว่า อุปปาทิตเหตุ หรือ อุปปาทิตปกตเหตุ
๒. อุปเสวิตเหตุ หมายถึงเหตุธรรม คือกุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ที่คนอื่นได้กระทำแล้วนั้น ตนเก็บเอามาคิดนึก หรือความสุขกายความทุกข์กายของคนอื่นที่เกิดขึ้นนั้นตนก็เก็บเอามาคิดนึกพิจารณาแล้วก่อให้เกิดผลคือ เป็นกุศล, อกุศล และอพยากตตามสมควร และอุตุคือ ความเย็นความร้อนก็ดี อาหารต่างๆ ก็ดี ที่อยู่ที่อาศัยก็ดี บุคคลต่างๆ มีอุปัชฌาย์, อาจารย์, บิดา, มารดา, บุตร, ธิดา, สหาย เหล่านี้ก็ดี ที่ตนกำลังเกี่ยวข้องอยู่ ทำให้เกิดกุศล, อกุศล และอพยากตขึ้นได้ตามสมควร ในสันดานของตน เช่นนี้เรียกว่า อุปเสวิตเหตุ หรืออุปเสวิตปกตเหตุ ดังมีบาลีในปัฏฐานอรรถกถาแสดงไว้ดังนี้ คือ
--------------------------------------
๑. อุป หมายความว่า อย่างแรงกล้า หรือ มีกำลังมาก เมื่อนำ อุป ไปรวมเข้ากับ นิสสยะ แล้ว เป็น อุปนิสสยะ หมายความว่า เป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า หรือ เป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก หรือ เป็นที่อาศัยที่มีกำลังแรงกล้า
๒. ปกตูปนิสสยปัจจัยในวจนัตถะที่ ๒ นี้ แบ่งเป็น ๓ หมายความว่า ปัจจัยธรรมนั้น เป็นไปด้วยอำนาจสภาวะของตนเอง ไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่เจือด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย และ อนันตรปัจจัย
--------------------------------------
ปกโต นาม อตฺตโน สนฺตาเน อุปปาทิโต* สทฺธาสีลาทิ อุปเสวิโต วา อุตุโภชนาทิ. (* ปัฏฐานอรรถกถา หน้า ๓๔๘ ฉบับฉัฏฐสังคายนา เป็น นิปผาทิโต)
แปลว่า ศรัทธาและศีล เป็นต้น ที่ให้เกิดขึ้นแล้วในสันดานของตน เรียกว่า ปกต อุตุและโภชนะ เป็นต้น อันตนได้เสพแล้ว เรียกว่า ปกต
เหตุธรรมทั้ง ประการที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ย่อมเป็นที่อาศัยที่มีกำลังแรงกล้าแก่ปัจจยุปบันธรรมทั้งหลาย อันได้แก่ กุศล อกุศล และอพยากต ฉะนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็น ปกตูปนิสสยปัจจัย
อีกประการหนึ่งที่ได้ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย ก็เพราะว่าเหตุธรรมซึ่งเป็นปัจจัยธรรม ในที่นี้มีอำนาจโดยสภาวะของตนเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย และอนันตรปัจจัย ดังมีบาลีในปัฏฐานอรรถกถาแสดงไว้ดังนี้คือ
ปกติยาเยวาติ อารมฺมณานนฺตเรหิ อสํมิสฺโสติ อตฺโถ.
แปลว่า คำว่า โดยปกติ หมายความว่า ไม่เจือด้วยอารัมมณปัจจัย และอนันตรปัจจัย
อนึ่ง อาจจะมีข้อที่ชวนให้เกิดความสงสัยขึ้นได้ว่า ในนิสสยปัจจัยที่ได้แสดงมาแล้วนั้นปัจจัยธรรมนั้นช่วยอุดหนุนแก่ปัจจยุปบันธรรมโดยความเป็นที่อาศัย และในอุปนิสสยปัจจัยนี้ ปัจจัยธรรมนั้นช่วยอุดหนุนแก่ปัจจยุปบันธรรม โดยความเป็นผู้อาศัยเช่นเดียวกัน ดังนี้ จะมีข้อที่แตกต่างกันตรงไหน? อธิบายว่า ข้อแตกต่างระหว่างนิสสยปัจจัยกับ อุปนิสสยปัจจัยนี้ ท่านแสดงข้าวสุกที่เราได้อาศัยกินอยู่ทุกวันนี้ต้องอาศัยประกอบด้วยเหตุ ๗ อย่างคือ ๑. เมล็ดข้าว ๒. ที่นา ๓. น้ำฝน ๔. พ่อครัว ๕. หม้อข้าว ๖.ฟืน ๗. ไฟ ทั้ง ๗ อย่างนี้ เป็นที่อาศัย (นิสสยะ) ให้เกิดเป็นข้าวสุกขึ้นได้ แต่ในบรรดาที่อาศัยทั้ง ๗ อย่างนี้ ที่อาศัยอันเป็นส่วนสำคัญนั้นได้แก่ เมล็ดข้าว ที่นา และน้ำฝน ๓ อย่างนี้เรียกว่าเป็น อุปนิสสยะ คือเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก เพราะถ้าไม่มีเมล็ดข้าว, ที่นา และน้ำฝน ทั้ง ๓ อย่างนี้แล้ว พ่อครัว, หม้อข้าว, ฟืน และไฟ เหล่านี้ ก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดเป็นข้าวสุกขึ้นได้ ฉะนั้นจึงได้ชื่อว่า เป็นเพียงนิสสยะ คือเป็นที่อาศัยอย่างธรรมดาเท่านั้น ข้ออุปมานี้ฉันใด ธรรมที่เป็นนิสสยปัจจัยกับอุปนิสสยปัจจัยนี้ก็มีความหมายแตกต่างกันเป็นพิเศษ คือธรรมที่เป็นนิสสยปัจจัย หมายความว่า ปัจจัยธรรมช่วยอุดหนุนเป็นที่อาศัยแก่ปัจยุปบันธรรมอย่างธรรมดา อันเปรียบเหมือนพ่อครัว, หม้อข้าว, ฟืนและไฟ ส่วนอุปนิสสยปัจจัย หมายความว่า ปัจจัยธรรมช่วยอุดหนุนเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า หรือเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมากแก่ปัจจยุปบันธรรม อันเปรียบเสมือนเมล็ดข้าว, ที่นา, และน้ำฝน ฉันนั้น
เท่าที่ได้ยกข้อเปรียบเทียบมานี้ แสดงให้เห็นว่า ธรรมที่เป็นนิสสยปัจจัยก็ต้องอาศัยธรรมที่เป็นอุปนิสสยปัจจัย เพราะถ้าไม่มีธรรมที่เป็นอุปนิสสยปัจจัยแล้ว ธรรมที่เป็นนิสสยปัจจัยก็เกิดไม่ได้ และถ้าธรรมที่เป็นนิสสยปัจจัยมีไม่ได้แล้ว นิสสิตธรรม คือผู้อาศัยทั้งหลายนั้นจะมีมาได้อย่างไร ข้อนี้มีบาลีแสดงไว้ในปรมัตถทีปนีมหาฎีกาว่า
ยถาหิ สาลิภตฺตสฺส อุปฺปตฺติยา สูโท วา อุกฺขลิ วา กฏฺฐํ วา อคฺคิ วา นิสฺสโย เอว โหติ น อุปนิสฺสโย, สาลิเขตฺตวุฏฺฐิธารา เอว ปน อุปนิสฺสโย, น หิ ตาสุ อสติ ภตฺตุปฺปตฺติยา สูทาทีนํปิ ถาโม นาม อตฺถีติ ตถา ยสฺมี ปจุจเย อสติ นิสฺสยธมฺมาปี นตฺถิ, กุโต นิสฺสิตธมฺมา, โส ปจฺจโย นิสฺสยโตปิ พลวตรฏฺเฐน อุปนิสฺสโยติ วุจฺจตีติ.
แปลความว่า พ่อครัวก็ดี หม้อข้าวก็ดี ฟื้นก็ดี ไฟก็ดี เป็นที่อาศัยให้เมล็ดข้าวสาลีสุกได้ เท่านั้น ไม่ใช่เป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก (น อุปนิสสย) เมล็ดข้าวสาลี, ที่นา และน้ำฝนเท่านั้นเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก เมื่อเมล็ดข้าวสาลี ที่นา และน้ำฝน เหล่านั้นไม่มี ย่อมไม่เป็นกำลังแห่งพ่อครัวเป็นต้นที่จะทำให้ข้าวสุกได้ฉันใด เมื่อปัจจัยชนิดใดไม่มี แม้นิสสยธรรมก็มีไม่ได้ฉันนั้น เมื่อนิสสยธรรมมีไม่ได้แล้ว นิสสิตธรรมจะเกิดมีมาแต่ไหน ปัจจัยธรรมที่เป็นที่อาศัยของนิสสยธรรม ซึ่งเรียกว่าอุปนิสสยะนั้น เพราะอรรถว่ามีกำลังมากกว่า หรือสำคัญมากกว่านิสสยปัจจัยธรรม
อนึ่ง ในบรรดาปัจจัย ๒๔ ปัจจัยเหล่านี้ ปกตูปนิสสยปัจจัย พระองค์ทรงแสดงกว้างขวางมากกว่าปัจจัยอื่น ๆ ปัจจัยธรรมที่ให้เป็นที่เกิดปัจจยุปบันธรรมก็มีมากกว่าปัจจัยอื่น ๆ องค์ธรรมก็กว้างขวางมาก ฉะนั้น ปกตูปนิสสยปัจจัยนี้จึงได้ชื่อว่า มหาปเทสปัจจัย หมายความว่า เป็นปัจจัยที่กว้างขวางมาก ดังมีบาลีในอภิธัมมัตถวิภาวนีฎีกา และอภิธัมมาวตารฎีกา แสดงไว้ว่า
ปจฺจยมหาปเทโส เหส ยทิ ปกตูปนิสฺสโย.
แปลว่า ปกตูปนิสสยปัจจัยนี้แหละ เรียกว่า "ปัจจัยมหาปเทส"
----------///---------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ