ความรู้เรื่องการประเคน (๒)
....................................................
พระภิกษุจะบริโภคใช้สอยปัจจัย โดยเฉพาะภัตตาหาร ต้องมีผู้หยิบยื่นส่งให้ถึงมือตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนด ที่เรียกว่า ประเคน
พึงระลึกไว้ว่า เจตนารมณ์แห่งการประเคนก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่าของนั้นมีผู้มอบให้แล้วโดยชอบธรรม มิได้หยิบฉวยเอาโดยพลการซึ่งอาจส่อไปในทางไม่บริสุทธิ์ได้
วิถีชีวิตของสงฆ์จึงเป็นวิถีที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง
....................................................
ในหลักการประเคน คำที่พูดไว้ตรงกันข้อหนึ่งคือ ประเคนด้วยกายก็ได้ ด้วยของเนื่องด้วยกายก็ได้ ด้วยโยนให้ก็ได้
ถือโอกาสเรียนบาลีแบบเรียนลัดกันตรงนี้หน่อยนะครับ
“ด้วยกาย” คำบาลีว่า “กาเยน” (กา-เย-นะ) คือจับหรือหยิบส่งให้กับมือตรงๆ
“ด้วยของเนื่องด้วยกาย” คำบาลีว่า “กายปฏิพทฺเธน” (กา-ยะ-ปะ-ติ-พัด-เท-นะ) คือไม่ได้ใช้มือหยิบจับยื่นให้ แต่ใช้อุปกรณ์อย่างอื่นแทน เช่นเอาของผูกไว้กับปลายไม้แล้วยื่นไปให้ผู้รับ หรือที่ทำกันในชีวิตประจำวันก็คือเอาทัพพีตักข้าวใส่บาตร
“ด้วยโยนให้” คำบาลีว่า “นิสฺสคฺคิเยน” (นิด-สัก-คิ-เย-นะ) “นิสฺสคฺคิเยน” คำเดิมคือ “นิสฺสคฺคิย” (นิด-สัก-คิ-ยะ) คำเดียวกับชื่ออาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ (อาบัติปาจิตตีย์ที่มีของกลาง เช่นภิกษุรับเงิน เงินคือของกลาง ต้องสละคือ “ทิ้ง” เงินนั้นเสียก่อนจึงจะปลงอาบัติตก)
“นิสฺสคฺคิย” แปลให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ “โยนทิ้ง” เมื่อใช้ในการประเคนท่านจึงแปลว่า “โยนให้”
“โยนให้” ใช้ในกรณีที่ยื่นให้ด้วยมือก็ยื่นไม่ถึง ผูกหรือห้อยไว้กับไม้ยื่นไปให้ก็ไม่สะดวก เหลือทางเดียวคือโยนให้ ขอให้นึกถึงภาพพระบิณฑบาตทางเรือ น้ำลง สะพานสูง เรือต่ำ คนใส่บาตรอยู่บนสะพานหน้าบ้าน โยนของที่จะใส่บาตรลงไปในเรือ-แบบเดียวกับประเพณี “โยนบัว” นั่นเลย แบบนี้ก็สำเร็จเป็นการประเคนได้เหมือนกัน
.....................
กรณีที่มักจะพบเห็นและหลายท่านสงสัยว่า ประเคนแบบนั้นใช้ได้หรือ ก็คือ อาหารใส่สำรับหรือใส่ถาด ยกถาดประเคน ถาดแรกถาดที่สองไม่เป็นไร ยกได้ พระก็รับได้ แต่ที่เป็นปัญหาคือหลายๆ ถาดเต็มโต๊ะหรือเต็มพื้นที่ ยกถาดยื่นไปก็ไม่ถึง พระยื่นมารับก็ไม่ถึง ก็เลยใช้วิธีที่เรียกรู้กันง่ายๆ ว่า วางถาดหรือวางชามชนๆ กัน
การเอาถาดหรือเอาชามวางชนๆ ต่อกันเช่นนั้น จะถือว่าเป็นการประเคนที่ถูกต้องได้หรือไม่?
หลายท่านบอกว่า ไม่ได้ เพราะถือตามหลักข้อที่ว่า ต้องยกของที่ประเคนขึ้นแล้วน้อมส่งให้พระรับ (หลักข้อ ๑ ของที่ประเคนพอยกได้ และหลักข้อ ๓ น้อมเข้ามา)
แต่ถ้าดูต่อไป หลักข้อ ๔ ประเคนด้วยของเนื่องด้วยกายก็ได้ และหลักข้อที่ ๕ พระรับด้วยของเนื่องด้วยกายก็ได้
ผู้ประเคนวางถาดชนกัน คือประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย
พระจับถาดอีกด้านหนึ่ง คือรับด้วยของเนื่องด้วยกาย
และเมื่อดูที่เจตนา ผู้ประเคนก็มีเจตนาจะถวาย ทั้งได้ทำกิริยาถวายเท่าที่จะสามารถทำได้ด้วย
มีเจตนาถวาย ถือของที่จะถวายไว้ แต่ยังไม่ได้ยื่นให้ ก็คือยังไม่ได้ถวาย แต่นี่ทำกิริยาถวายแล้ว เพียงแต่ยื่นให้ถึงมือไม่ได้เพราะมีของอื่นวางอยู่เต็ม จะยกย้ายของอื่นออกไปเสียก่อนก็ไม่สะดวก จึงทำกิริยาถวายเท่าที่สามารถจะทำได้ คือเอาถาดหรือเอาชามวางชนกัน
พระผู้รับก็ทำกิริยารับแล้ว แต่เอื้อมมือมารับไม่ถึง จึงทำเท่าที่จะสามารถทำได้เช่นกัน คือจับถาดหรือชามอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นอันสำเร็จสมเจตนา
ถ้าจะยกเอาหลักข้อ “หัตถบาส” มาตัดสินกันตรงๆ ก็ต้องว่าผิด เพราะผู้ประเคนกับผู้รับอยู่ห่างกันเกินที่จะยื่นมือถึงกัน แต่ถ้าเอาหลักข้อที่ว่า “ด้วยโยนให้ก็ได้” (นิสฺสคฺคิเยน) มาประกอบ ก็จะเห็นว่า โยนให้นั่นก็เกินหัตถบาสไปตั้งมากมายแล้ว ทำไมจึงทำได้
ถ้าให้ผมตอบ ผมขอตอบว่าการประเคนแบบนั้นก็ใช้ได้
..........................
หลักที่เป็นแกนก็คือ -
๑ มีของที่จะถวาย
๒ มีเจ้าของหรือผู้ถวาย
๓ มีพระผู้รับ
๔ ทำกิริยาถวาย
๕ ทำกิริยารับ
..........................
รายละเอียดอื่นๆ ที่ท่านกำหนดไว้ ถ้าสามารถทำได้ ต้องทำให้ครบ ถ้าขัดข้องก็ให้ทำเต็มที่เท่าที่สามารถทำได้ เมื่อทำได้ครบ ๕ ข้อตามนี้ถือว่าการประเคนนั้นสำเร็จผลตามเจตนารมณ์
แต่ถ้าใครอยากจะประเคนให้ถูกต้องครบถ้วนเพื่อความสบายใจ ก็ต้องหาทางบริหารจัดการเอาเอง เช่นทำบุญเลี้ยงพระ อาหารล้นโต๊ะจะประเคนอย่างไร ทำบุญวันพระ ถาดใส่อาหารวางล้นอาสน์สงฆ์ จะทำอย่างไร ถ้าบริหารจัดการจนสามารถยกส่งให้ถึงมือพระได้หมดทุกถาดทุกชาม ก็เอา ก็ทำเถิด ขออนุโมทนา
ข้อสำคัญ อย่าทำแบบเถรส่องบาตรก็แล้วกัน คือทำตามตัวหนังสือไปทื่อๆ โดยไม่เข้าใจว่าเจตนาของการประเคนคืออะไรกันแน่
.....................
อีกกรณีหนึ่งคือ ถวายของที่ยกประเคนไม่ได้ ทำอย่างไร
- สร้างกุฏิถวายวัด สร้างเสร็จแล้วจะถวายกุฏิ ทำอย่างไรจึงจะเกิดกิริยาที่ยกกุฏิถวายพระ
- ซื้อรถยนต์ถวายวัด จะยกรถถวายพระได้อย่างไร
ฯลฯ
ตามวัฒนธรรมของชาวชมพูทวีป ของใหญ่ที่ยกหยิบยื่นให้ไม่ได้ นิยมใช้การหลั่งน้ำลงในมือของผู้รับเป็นกิริยาว่ายกให้ เช่น
- พระเวสสันดรยกช้างปัจจัยนาคให้แก่แคว้นกาลิงคะ ก็ทำด้วยการหลั่งน้ำลงในมือของพราหมณ์ผู้แทนชาวกาลิงคะ (มือหนึ่งจับช้าง มือหนึ่งรินน้ำ)
- พระเวสสันดรยกนางมัทรีให้แก่พระอินทร์ที่แปลงเป็นพราหมณ์มาขอ ก็ทำด้วยการหลั่งน้ำลงในมือพราหมณ์ (มือหนึ่งจับมือนางมัทรี มือหนึ่งรินน้ำ)
ของที่เป็นนามธรรม ไม่มีตัวตนที่จะจับยื่นให้ได้ เช่นให้ส่วนบุญ อุทิศส่วนบุญ ก็ใช้วิธีหลั่งน้ำเช่นเดียวกัน ดังที่เราทำกันจนลืมนึกถึงที่ไปที่มา นั่นคือ-การกรวดน้ำ กรวดน้ำก็คือหลั่งน้ำ
เคยได้ยินมาว่า สมัยก่อน ถวายของที่จับยกไม่ได้-เช่นถวายเสนาสนะ-ก็ใช้วิธีรินน้ำลงในมือประธานสงฆ์ อันนี้ไม่ยืนยันนะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นผิดไป เพียงแค่เคยแว่วๆ มา
แต่ที่นิยมทำกันในสมัยนี้ก็คือ ใช้สายสิญจน์หรือสายโยงผูกเข้ากับของที่จะถวาย ม้วนปลายสายสิญจน์หรือสายโยงวางบนพานแล้วประเคนพานถวายผู้แทนสงฆ์แทนกิริยายกสิ่งนั้นประเคน ดูก็แนบเนียนดี ไม่ทราบว่าใครไปได้แบบมาจากไหนหรือใครเป็นต้นคิด
ถ้าจะโมเมโมชั่น ก็พูดได้ว่า -
ชมพูทวีปใช้วิธีหลั่งน้ำ
ไทยเราก็เลิศล้ำใช้วิธีถวายสายโยง
ความรู้เรื่องการประเคนยังไม่จบ
ตอนหน้าจะเป็นตอนสำคัญ
-----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๔ กันยายน ๒๕๖๕
๑๔:๒๓
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ