
วจนัตถะ และคำอธิบายในนิสสยปัจจัย
วจนัตถะ
- นิสฺสยนฺติ เอตฺถาติ - นิสฺสโย ปัจจยุปบันธรรมทั้งหลายย่อมอาศัยในสภาวธรรมนี้ ฉะนั้น สภาวธรรมนี้จึงชื่อว่า นิสสยะ คือเป็นที่อาศัยแห่งปัจจยุปบันธรรมทั้งหลาย
- อธิฏฺฐานาการวเสน วา นิสฺสยาการวเสน วา ปจฺจยุปปนฺนธมฺเมหิ สียเต นิสฺสียเตติ = นิสฺสโย ธรรมที่เป็นปัจจยุปบันธรรมทั้งหลายอาศัยโดยอาการตั้งมั่น หรือโดยอาการอิงอาศัย ชื่อว่า นิสสยะ
- อธิฏฺฐานากาเรน นิสฺสยากาเรน จ อุปการโก ธมฺโม = นิสฺสยปจฺจโย ธรรมที่ช่วยอุดหนุนโดยอาการตั้งมั่นประการหนึ่ง โดยอาการอิงอาศัยประการหนึ่ง ชื่อว่า นิสสยปัจจัย
อธิบายในนิสสยปัจจัยโดยสังเขป
ใน นิสสยปัจจัย นี้ คำว่า นิสสยะ นั้นแปลว่า เป็นที่อาศัย หมายความว่าปัจจยุปบันธรรมนั้นอาศัยอยู่ในปัจจัยธรรม ฉะนั้น ปัจจัยธรรมนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นนิสสยะ คือมีอำนาจช่วยอุดหนุน โดยเป็นที่อาศัยแห่งปัจจยุปบันธรรมทั้งหลาย และการช่วยอุดหนุนโดยเป็นที่อาศัยนี้มีอยู่ ๒ อย่างคือ
๑. เป็นที่อาศัยโดยอาการตั้งมั่น เรียกว่า อธิฏฺฐานาการ อย่างหนึ่ง หมายความว่า ปัจจัยธรรมนั้นช่วยอุดหนุนให้ปัจจยุปบันธรรมเข้าไปอาศัยเกิดขึ้นเพื่อกระทำหน้าที่ของตนๆ ได้
ในข้อนี้ท่านอุปมาเหมือนพื้นแผ่นดินย่อมเป็นที่อาศัยของต้นไม้ทั้งปวงให้เกิดขึ้นฉันใด ธรรมที่เป็นนิสสยปัจจัยในข้ออธิฏฐานาการนี้ ก็ได้แก่วัตถุ ๖ มีจักขุวัตถุเป็นต้น และปถวีธาตุ คือวัตถุ ๖ นั้นเป็นปัจจัย ช่วยอุดหนุนแก่จิตและเจตสิกทั้งหลายโดยอาการตั้งมั่น กล่าวคือ ในปัญจโวการภูมินั้นนามธรรมทั้งหลายอันได้แก่จิดและเจตสิก เมื่อขณะที่จะเกิดขึ้นนั้น ต้องมีที่อาศัยเกิดจึงจะเกิดขึ้นได้ จะเกิดขึ้นมาลอย " โดยไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยเกิดนั้น เป็นไปไม่ได้ เช่น เมื่อขณะที่เกิดการเห็นขึ้น หมายความว่า จักขุทวารวิถีจิตทำหน้าที่ในการเห็นซึ่งรูปารมณ์นั้น ๆ และในการที่จักขุทวารวิถีจิตทำหน้าที่ในการเห็นนี้ ก็ต้องอาศัยจักขุปสาทอันเป็นวัตถุรูปเป็นที่ตั้งมั่น จึงจะทำให้การเห็นนั้นเกิดขึ้นได้ ในทางทวารอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน คือต้องอาศัยวัตถุรูปเป็นที่อาศัยเกิดเสมอไปฉะนั้น สำหรับในปัญจโวการภูมิ วัตถุรูป ๖ นี้จึงเป็นหลักอาศัยแก่นามธรรมทั้งหลายที่จะเกิดขึ้น
ส่วนปถวีธาตุก็เป็นที่อาศัยโดยอาการตั้งมั่นของ อาโป, เตโช, วาโย และอุปาทารูป เพราะในบรรดารูปทั้งหลายนั้นต้องอาศัยปถวีธาตุเป็นหลักจึงจะเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีปถวีธาตุเป็นหลักแล้ว รูปเหล่านั้นก็ไม่สามารถจะเกิดขึ้น และทำหน้าที่ของตนๆ ได้เช่นเดียวกัน ฉะนั้น ปถวีธาตุจึงได้ชื่อว่าเป็นที่อาศัยโดยอาการตั้งมั่นแก่รูปที่เหลือทั้งหลาย เมื่อเปรียบกับข้ออุปมาแล้ว วัตถุรูป ๖ ก็ดี ปถวีธาตุก็ดี เปรียบได้กับพื้นแผ่นดิน จิต, เจตสิก, อาโป, เตโช, วาโย และอุปาทารูป เปรียบได้กับต้นไม้ต่างๆ
๒. เป็นที่อาศัยโดยอาการอิงอาศัย เรียกว่า นิสสยาการ อีกอย่างหนึ่ง หมายความว่าปัจจัยธรรมนั้นช่วยอุดหนุนให้เป็นที่อาศัยแก่ปัจจยุปบันธรรมโดยอาการอิงอาศัย ในข้อนี้ท่านอุปมาเหมือนผืนผ้าเป็นที่อาศัยแก่ภาพวาดเขียน ฉันใด ธรรมที่เป็นนิสสยปัจจัยในข้อนิสสยาการนี้ได้แก่ นามขันธ์ ๔ และอาโป, เตโซ, วาโย คือนามขันธ์ทั้ง ๔ นั้นต่างก็เป็นที่อาศัยซึ่งกันและกัน เช่น นามขันธ์ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งเป็นที่อาศัย นามขันธ์ " ที่เหลือก็เป็นผู้อาศัย หรือเมื่อนามขันธ์ ๓ เป็นที่อาศัย นามขันธ์ : ที่เหลือก็เป็นผู้อาศัย ดังนี้เป็นต้น ผลัดกันเป็นที่อาศัยและผู้อาศัยซึ่งกันและกันเช่นนี้ จึงได้ชื่อว่าเป็นที่อาศัยโดยการอิงอาศัยกันที่เรียกว่า นิสสยาการ
ส่วน อาโป, เตโซ, วาโย ธาตุทั้ง ๓ นี้ต่างก็ช่วยอุดหนุนเป็นที่อาศัยซึ่งกันและกัน ทั้งเป็นที่อาศัยแก่ปถวีธาตุและอุปาทารูปด้วย เช่น อาโปธาตุเป็นที่อาศัยแก่ ปถวี, เตโช, วาโย และอุปาทารูป เตโชธาตุเป็นที่อาศัยแก่ ปถวี, อาโป, วาโย และอุปาทารูป วาโยธาตุเป็นที่อาศัยปถวี,อาโป, เตโช และอุปาทารูป ดังนี้ การเป็นที่อาศัยซึ่งกันและกันของรูปธรรมนี้ ได้ชื่อว่าเป็นที่อาศัยโดยอาการอิงอาศัย ที่เรียกว่า นิสสยาการ เมื่อจะเปรียบกับอุปมาในข้อนี้แล้ว นามขันธ์ ๔ และอาโป, เตโช, วาโย เปรียบได้กับผืนผ้า ปถวีและอุปาทารูปเปรียบได้กับภาพวาดเขียนการเป็นที่อาศัยทั้ง ๒ อย่างที่กล่าวมาแล้วนี้ ข้อ ๑ คือ อธิฏฐานาการ นั้นเป็นได้เฉพาะในปัญจโวการภูมิ ข้อ ๒ คือ นิสสยาการ นั้นเป็นได้ทั้งในปัญจโวการภูมิ และจตุโวการภูมิ และในปัญจโวการภูมินั้นเมื่อเป็นวัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจัยแล้วต้องเป็นทั้งสองอย่าง คือเป็นอธิฏฐานาการก่อนแล้วจึงเป็นนิสสยาการ ส่วนในจตุโวการภูมิเป็นได้เฉพาะนิสสยาการฝ่ายนามธรรมแต่อย่างเดียวเท่านั้น
ในการเป็นที่อาศัยทั้งสองอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ มีบาลีในปัฏฐานมูลฎีกา หน้า ๑๗๑ (ฉบับฉัฏฐสังดายนา) แสดงไว้ดังนี้
ตรุอาทีนํ ปถวี วิย อธิฏฺฐานากาเรน ปรวีธาตุ เสสธาตูนํ จกฺขาทโย จ จกุขุวิญฺญาณาทีนํ อุปการกา จิตฺตกมฺมสฺส ปฏาทโย วิย นิสฺสยากาเรน ขนฺธาทโย ตํตํนิสสยานํ ขนฺธาทีนํ.
แปลความว่า ปถวีธาตุเป็นสิ่งที่ช่วยอุดหนุนแก่ชาตุที่เหลือนอกนั้น และจักขุปสาทเป็นดันเป็นสิ่งที่ช่วยอุดหนุนแก่วิญญาณทั้งหลาย มีจักขุวิญญาณเป็นตัน โดยอาการตั้งมั่น อุปมาเหมือนแผ่นดินเป็นที่อาศัยของต้นไม้เป็นต้น นามขันธ์ ๔ เป็นต้น (คือยังมีอาโป, เตโช, วาโย
รวมอยู่ด้วย) เป็นสิ่งที่ช่วยอุดหนุนแก่นามขันธ์ ๔ เป็นต้น ที่อาศัยจิตและเจตสิกนั้นๆ เกิดขึ้นโดยอาการอิงอาศัย ทั้งนี้มีอุปมาเหมือนผืนผ้า เป็นต้น เป็นที่อาศัยแก่ภาพวาดเขียนเช่นเดียวกัน.
------------///------------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ