วจนัตถะ และคำอธิบายในอธิปติปัจจัย

วจนัตถะ


อธินานํ ปติ = อธิปติ สภาวธรรมที่เป็นใหญ่กว่าสัมปยุตตธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับคนชื่อว่า อธิบดี

อธิปติ จ โส ปจฺจโย จาติ = อธิปติปจฺจโย สภาวธรรมที่เป็นอธิบดีนั้นแหละเป็นปัจจัย เรียกว่า อธิปติปัจจัย

เชฏฺฐกฏฺเฐน อุปการโก ธมฺโม = อธิปติปจฺจโย ธรรมที่อุดหนุนกันโดยความเป็นใหญ่ เรียกว่า อธิปติปัจจัย




อธิปติปัจจัยนี้ แบ่งออกเป็น ๒ คือ



๑. อารัมมณาธิปติปัจจัย ๒. สหชาตาธิปติปัจจัย

๑. อารัมมณาธิปติปัจจัย มีวจนัตถะดังนี้ คือ

อารมฺมณญฺจ ตํ อธิปติ จาติ = อารมฺมณาธิปติ อารมณ์นั่นแหละเป็นอธิบดี จึงเรียกว่า อารัมมณาธิปติ



อธิบายในอารัมมณาธิปติปัจจัยโดยสังเขป



      อารัมมณาธิปติปัจจัย นี้ ได้แก่อารมณ์ ๖ มีรูปารมณ์เป็นต้น เป็นปัจจัยแก่นามธรรมคือจิตและเจตสิกให้เกิดขึ้น อารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้มีอยู่ ๒ ประเภท คือ อารมณ์สามัญธรรมดาประเภทหนึ่ง และอารมณ์ที่เป็นอธิบดีประเภทหนึ่ง ในอารัมมณาธิปดิปัจจัยนี้มุ่งหมายเอาเฉพาะแต่อามณ์ที่เป็นอธิบดี ซึ่งเป็นอารมณ์ชนิดพิเศษ มีอำนาจแรงมาก สามารถทำให้นามธรรมคือจิตและเจตสิกน้อมไปสู่อารมณ์นั้น ๆ และเข้ายึดอารมณ์นั้นๆ ไว้อย่างหนักหน่วง เรียกว่าอารัมมณาธิปติ และอารมณ์ที่จะเป็นอารัมมณาธิปติได้นี้ ก็ต้องเป็นอารมณ์ชนิดอิฏฐารมณ์ คือเป็นอารมณ์ชนิดที่น่ายินดีน่าปรารถนา

อิฏฐารมณ์นี้ก็ยังแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทอีก คือ สภาวอิฎฐารมณ์ และปริกัปปอิฎฐารมณ์

“สภาวอิฎฐารมณ์” นั้นหมายถึงอารมณ์ที่น่ายินดีโดยธรรมชาติหรือโดยสภาวะ อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส ที่ดีเหล่านี้เป็นต้น “ปริกัปปอิฎฐารมณ์” นั้นหมายถึงอารมณ์อันเป็นที่ยินดีที่ชอบใจเฉพาะส่วนตัวไม่ใช่ทั่วไป คืออารมณ์ชนิดนี้ไม่ใช่อารมณ์ที่น่ายินดีโดยธรรมชาติ ซึ่งบุคคลส่วนมากไม่ปรารถนา แต่ว่าเป็นอารมณ์ที่เป็นที่น่ายินดีชอบใจของบุคคลหรือสัตว์บางจำพวกเท่านั้น

อารมณ์ทั้ง ๒ คือ สภาวอิฎฏฐารมณ์ก็ดี หรือปริกัปปอิฎฐารมณ์กีดี เมื่อสามารถยังนามธรรมให้เกิดได้โดยอาการยึดหน่วงเป็นพิเศษดังกล่าวมาแล้วนั้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นอารัมมณาธิปติปัจจัย



๒. สหชาตาธิปติปัจจัย มีวจนัตถะดังนี้คือ

สหชาตญฺจ ตํ อธิปติ ชาติ = สหชาตาธิปติ

ธรรมชาติที่เกิดร่วมกันนั้นแหละเป็นอธิบดี เรียกว่า สหชาตาธิปติ




อธิบายในสหชาตาธิปติปัจจัยโดยสังเขป



ธรรมชาติที่เกิดร่วมกันในที่นี้ได้แก่ จิตและเจตสิก ในจำนวนจิตและเจตสิกเหล่านี้

ธรรมที่เป็นอธิบดี คือเป็นใหญ่กว่าธรรมที่เกิดเกี่ยวเนื่องกับตน มีอยู่ ๔ อย่างคือ


       ๑. ฉันทเจตสิกเป็นอธิบดี เรียกว่า ฉันทาธิปติ

       ๒. วิริยเจตสิกเป็นอธิบดี เรียกว่า วิริยาธิปติ

       ๓. จิตเป็นอธิบดี เรียกว่า จิตตาธิปติ

       ๔. ปัญญาเจตสิกเป็นอธิบดี เรียกว่า วีมังสาธิปติ

      องค์ธรรมที่เป็นอธิบดี ๕ นี้ ย่อมสามารถยังธรรมซึ่งเกิดร่วมกันกับตนนั้น ให้น้อมไปตามอำนาจของตนได้ จึงเรียกว่า สหชาตาธิปติ

      ส่วนนามธรรมอื่นนอกจาก ๔ อย่างที่กล่าวแล้ว ไม่สามารถจะเป็นอธิบดีได้ ดังนั้น อธิบดีองค์ธรรม ๔ ซึ่งเป็นนามธรรมจึงเป็นปัจจัยแก่นามธรรมที่เหลือ และจิตตชรูป ซึ่งเกิดร่วมกันกับนามธรรมเหล่านั้น

      แต่อธิบดีทั้ง ๔ นี้ เมื่อขณะที่จะทำหน้าที่เป็นอธิบดีนั้น เป็นพร้อมกันทั้ง ๔ ไม่ได้ คงเป็นได้แต่เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น เช่น เมื่อขณะที่ฉันทะเป็นอธิบดี วิริยะ จิตตะ ปัญญา ที่เหลือ ๓ นี้ก็ไม่เป็นอธิบดี และต้องน้อมไปตามอำนาจของฉันทะที่เป็นอธิบดีนั้น เมื่อวิริยะเป็นอธิบดี ฉันทะ จิตตะ ปัญญา ก็ไม่เป็น และต้องน้อมไปตามอำนาจของวิริยะเช่นเดียวกัน อุปมาเหมือนประเทศหนึ่ง ๆ ต้องมีพระราชาเป็นผู้ปกครองประเทศเพียงองค์เดียว บุคคลที่เหลือเหล่านั้นต้องอยู่ภายใต้อำนาจของพระราชาทั้งสิ้น ข้อนี้ฉันใด องค์ธรรมที่เป็นอธิบดีก็ฉันนั้น จะทำหน้าที่เป็นใหญ่ เป็นผู้ปกครองแก่ธรรมทั้งหลายพร้อมกันทีเดียวนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน ดังที่ได้อธิบายมาแล้วนั้น.



[full-post]

พระไตรปิฎก,อภิธรรมปิฎก,อธิปติปัจจัย,มหาปัฏฐาน,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.