สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรค
หมวดว่าด้วยพระนันทเถระ
มี ๑๐ สูตร ดังนี้
๑. กัมมวิปากชสูตร ว่าด้วยการอดกลั้นทุกขเวทนาที่เกิดจากผลกรรม
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุรูปหนึ่งนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง อดกลั้นทุกขเวทนากล้า เจ็บปวด เผ็ดร้อน ที่เกิดจากผลกรรมเก่า มีสติ มีสัมปชัญญะ ไม่ร้อนรุ่มใจ อยู่ในที่ไม่ไกล จึงทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า
สพฺพกมฺมชหสฺส ภิกฺขุโน
ธุนมานสฺส ปุเรกฺขตํ รชํ
อมมสฺส ฐิตสฺส ตาทิโน
อตฺโถ นตฺถิ ชนํ ลเปตเวติ.
แปลว่า
ภิกษุผู้ละกรรมทั้งหมดได้ กำจัดกรรมที่เป็นดุจธุลี(หมายถึง ทุกขเวทนียกรรม ขุ.อุ.อ.บาลี ๒๑/๑๗๕) ที่ตนเคยทำไว้ได้ ไม่มีความยึดถือว่าของเรา ดำรงมั่น(หมายถึง ข้ามโอฆะ ๔ ประการได้แล้ว ขุ.อุ.อ บาลี ๒๑/๑๗๕) คงที่ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะบอกให้คนช่วยเยียวยา
๒. นันทสูตร ว่าด้วยพระนันทเถระ
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ได้ทรงทราบว่า พระนันทะไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ จะลาสิกขา ไปเป็นคฤหัสถ์ เพราะคิดถึงนางชนปทกัลยาณี จึงพาท่านพระนันทะไปยังเทวโลกชั้นดาวดึงส์ ในขณะที่นางอัปสรผู้มีสีเท้าเหมือนสีเท้านกพิราบประมาณ ๕๐๐ นางกำลังมาเฝ้ารับใช้ท้าวสักกะ
พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระนันทะว่า ระหว่างนางชนปทกัลยาณีกับนางอัปสรเหล่านี้ ใครสวยกว่ากัน เมื่อท่านพระนันทะทูลตอบว่า นางชนปทกัลยาณีเมื่อเปรียบเทียบกับนางอัปสรเหล่านี้ ก็เหมือนนางลิงรุ่นถูกไฟไหม้ตามตัว หูหวิ่น จมูกแหว่ง สวยไม่ถึงหนึ่งเสี้ยว ไม่ถึงส่วนหนึ่งของเสี้ยว เปรียบเทียบกันไม่ได้เลย นางอัปสรเหล่านี้สวยกว่า จึงตรัสรับรองว่า เธอจงยินดี เราขอรับรองเธอเพื่อให้ได้นางอัปสร
ท่านพระนันทะกราบทูลว่า ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงรับรองอย่างนั้น ข้าพระองค์จักยินดี ประพฤติพรหมจรรย์ ภิกษุทั้งหลายได้ทราบข่าวนั้นจึงร้องเรียกท่านพระนันทะด้วยวาทะว่า ลูกจ้างบ้าง ผู้ถูกไถ่มาบ้าง ท่านอึดอัดด้วยวาทะเหล่านั้น จึงไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจ ไม่นานนักก็ได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ยอดเยี่ยม(ในที่นี้หมายถึง อรหัตตผล) อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง
พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้วจึงทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า
ยสฺส ติณฺโณ กามปงฺโก มทฺทิโต กามกณฺฏโก
โมหกฺขยํ อนุปฺปตฺโต สุขทุกฺเขสุ น เวธตี ส ภิกฺขูติ. (สุขทุกฺเข น เวธตีติ)
แปลว่า ภิกษุใดข้ามเปือกตมคือกามได้ ย่ำยีหนามคือกามได้ ภิกษุนั้นบรรลุความสิ้นโมหะ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะสุขและทุกข์
๓. ยโสชสูตร ว่าด้วยพระยโสชเถระ
ครั้งหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปมีพระยโสซะเป็นหัวหน้าเดินทางเข้ามาเฝ้า ในขณะที่ภิกษุเหล่านั้นกล่าวทักทายกับภิกษุเจ้าถิ่น ปูลาดเสนาสนะ เก็บบาตรและจีวร พากัน ส่งเสียงอื้ออึง
พระผู้มีพระภาคได้สดับเสียงนั้นจึงทรงขับไล่เธอเหล่านั้นว่า เธอทั้งหลายจงไปเสีย เราขับไล่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายไม่ควรอยู่ในสำนักเรา ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัส แล้วพากันถวายอภิวาท ทำประทักษิณ เที่ยวจาริกไปแคว้นวัชชี เข้าพรรษาใกล้แม่น้ำวัคคุมุทา กล่าวสอนกันว่า พระผู้มีพระภาคทรงมุ่งหวังประโยชน์ แสวงหาประโยชน์ ทรงอนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์ จึงทรงขับไล่พวกเรา ขอพวกเราจงอยู่อย่างที่พระองค์ ทรงมุ่งหวังประโยชน์แก่พวกเราเถิด แล้วต่างพากันปลีกตัว ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศ กายและใจ ภายในพรรษานั้น ทุกรูปก็ได้ทำให้แจ้งวิชชา ๓
พระผู้มีพระภาคครั้นประทับอยู่ในกรุงสาวัตถีตามพระอัธยาศัยแล้ว จึงเสด็จจาริกไปกรุงเวลา ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ทรงมนสิการกำหนดจิตของภิกษุที่อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทาด้วยพระทัยแล้วให้เรียกภิกษุเหล่านั้นเข้ามาเฝ้า ภิกษุเหล่านั้นหายจาก นั้นมาปรากฏ ณ เบื้องพระพักตร์พระองค์ ครั้นรู้ว่า พระผู้มีพระภาคประทับนั่งเข้าอาเนญชสมาธิ(หมายถึง สมาธิอันสัมปยุตด้วยอรหัตตผลขั้นฌานที่ ๔ (ขุ.อุ.อ บาลี ๒๓/๑๙๕) จึงพากันนั่งเข้าอาเนญชสมาธิ
พระผู้มีพระภาคครั้นทรงทราบเนื้อความนั้นแล้วจึงทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า
ยสฺส ชิโต กามกณฺฏโก
อกฺโกโส จ วโธ จ พนฺธนญฺจ
ปพฺพโต โส ฐิโต อเนโช
สุขทุกฺเขสุ น เวธตี ส ภิกฺขูติ (สุขทุกฺเข น เวธตีติ)
แปลว่า ภิกษุใดละหนามคือกามได้ ชนะการด่าได้ ชนะการทำร้ายได้ (หมายถึง ไม่มีวจีทุจริต ขุ.อุ.อ.บาลี ๒๓/๑๙๗) ชนะการทำร้ายได้(หมายถึง ไม่มีกายทุจริต ขุ.อุ.อ.บาลี ๒๓/๑๙๗) และชนะการ จองจำได้ ภิกษุนั้นดำรงมั่นไม่หวั่นไหวดุจภูเขา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะสุขและทุกข์
๔. สารีปุตตสูตร ว่าด้วยพระสารีบุตรเถระ
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระสารีบุตรนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า อยู่ในที่ไม่ไกล จึงทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า
ยถาปิ ปพฺพโต เสโล อจโล สุปติฏฺฐิโต
เอวํ โมหกฺขยา ภิกฺขุ ปพฺพโตว น เวธตีติ.
แปลว่า ภูเขาศิลาล้วนตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น เพราะสิ้นโมหะ ย่อมไม่หวั่นไหวดุจภูเขา
๕. มหาโมคคัลลานสูตร ว่าด้วยพระมหาโมคคัลลานเถระ
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง มีกายคตาสติ(กายคตาสติ มีความหมายหลายนัย คือ นัยที่ ๑ หมายถึง สติที่ตั้งมั่นในกายด้วยอุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ โดยวิธีมนสิการความปฏิกูลในอาการ ๓๒ มีผม ขน เล็บ เป็นต้น นัยที่ ๒ หมายถึง สติที่ตั้งมั่นในกายด้วยอุปจารสมาธิและให้มนสิการเป็นไปด้วยสติสัมปชัญญะที่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก กำหนดรู้อิริยาบถทั้ง ๔ และการพิจารณาอสุภะ นัยที่ ๓ หมายถึง สติที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนาตั้งขึ้นด้วยการพิจารณาเห็นกฎไตรลักษณ์ ในธาตุ ๔ แต่ในที่นี้ทรงประสงค์เอานัยที่ ๓ (ขุ.อุ.อ. บาลี ๒๕/๒๐๐) ตั้งมั่นภายในตน อยู่ในที่ไม่ไกล จึงทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า
สติ กายคตา อุปฏฺฐิตา
ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุโต
สสตํ ภิกฺขุ สมาหิโต
ชญฺญา นิพฺพานมตฺตโนติ.
แปลว่า ภิกษุที่เจริญกายคตาสติแน่วแน่ สํารวมในผัสสายตนะทั้ง ๖ มีจิตตั้งมั่นเสมอ ก็จะพึงรู้การดับกิเลสของตนได้
๖. ปิลินทวัจฉสูตร ว่าด้วยพระปิลินทวัจฉเถระ
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน เขตกรุง ราชคฤห์ ได้ทรงทราบว่า ท่านพระปิลินทวัจฉะร้องเรียกภิกษุทั้งหลายว่าคนถ่อย จึงทรง ระลึกถึงอดีตชาติของท่านแล้วตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายอย่าถือโทษวัจฉะเลย วัจฉะหาได้ร้องเรียกอย่างนั้นเพราะมุ่งร้ายไม่ วัจฉะเกิดในตระกูลพราหมณ์ติดต่อกันไม่มีช่วงคั่นถึง ๕๐๐ ชาติ เธอกล่าววาทะว่าคนถ่อยนั้นมานานแล้ว เพราะฉะนั้น วัจฉะนี้จึงร้องเรียก ภิกษุทั้งหลายว่าคนถ่อย แล้วทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า
ยมฺหิ น มายา วสติ น มาโน
โย วีตโลโภ อมโม นิราโส
ปนุณฺณโกโธ อภินิพฺพุตตฺโต
โส พฺรหฺมโณ ส ภิกฺขูติ.
แปลว่า ผู้ใดไม่มีมายา ไม่มีมานะ สิ้นโลภะแล้ว ไม่มีการยึดถือว่าของเรา ไม่มีความหวัง(หมายถึง ไม่มีความหวังที่จะเกิดในภพต่อๆไป ขุ.อุ.อ.บาลี ๒๖/๒๐๕) ละความโกรธได้ มีจิตสงบเย็นยิ่งนัก ผู้นั้นชื่อว่าพราหมณ์ สมณะ ภิกษุ
๗. สักกุทานสูตร ว่าด้วยการเปล่งอุทานของท้าวสักกะ
ครั้งหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน เขตกรุงราชคฤห์ ท้าวสักกะมีพระประสงค์จะถวายบิณฑบาตแก่ท่านพระมหากัสสปะผู้นั่งเข้าสมาธิโดยบัลลังก์เดียว ๗ วัน ณ ถ้ำปิปผลิคูหา จึงทรงแปลงเป็นนายช่างหูกทอผ้า ให้นางสุชาดา อสุรกัญญากรอด้ายหลอด ทอดพระเนตรเห็นท่านพระมหากัสสปะกำลังเดินมาแต่ไกล จึงเสด็จออกไปต้อนรับ ทรงรับบาตร คดข้าวสุกใส่เต็มบาตร ถวายบิณฑบาตอันประณีต
ท่านพระมหากัสสปะครั้นทราบว่าเป็นท้าวสักกะจึงกล่าวว่า ทำไมพระองค์จึงทรงทำอย่างนี้ พระองค์อย่าได้ทำเช่นนี้อีก ท้าวสักกะตรัสว่า ขอรับ แม้พวกเราก็ต้องการบุญ จึงควรทำบุญเหมือนกัน แล้วอภิวาท ทำประทักษิณ เสด็จเหาะขึ้นไปในอากาศ ทรงเปล่ง อุทานกลางอากาศ ๓ ครั้งว่า โอ! เราได้ถวายทานอย่างยอดเยี่ยมในท่านพระมหากัสสปะแล้ว โอเ เราไค่ถวายทานอย่างยอดเยี่ยมในท่านพระมหากัสสปะแล้ว โอ! เราได้ถวาย ท่านอย่างยอดเยี่ยมในท่านพระมหากัสสปะแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ทรงสดับอุทานของท้าวสักกะนั้นจึงทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า
ปิณฺฑปาติกสฺส ภิกฺขุโน อตฺตภรสฺส อนญฺญโปสิโน
เทวา ปิหยนฺติ ตาทิโน อุปสนฺตสฺส สทา สตีมโตติ.
แปลว่า เทวดาทั้งหลายย่อมเคารพรักภิกษุ ผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ผู้เลี้ยงตน ไม่เลี้ยงคนอื่น ผู้คงที่ ผู้สงบ มีสติอยู่ทุกเมื่อ
๘. ปิณฑบาติกสูตร ว่าด้วยการสนทนาเรื่องบิณฑบาต
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ได้สดับอันตรากถาของภิกษุผู้กลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันอาหาร เสร็จแล้วมานั่งประชุมกันในกเรริมณฑป(หมายถึง ศาลาที่นั่งวงกลมซึ่งสร้างติดกับต้นกเรริ คือ ต้นกุ่ม(ขุ.อุ.อ บาลี ๒๘/๒๑๔, อภิธา. ฏีกา บาลี ๕๕๓) สนทนากันว่า ภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร เมื่อกำลัง บิณฑบาตก็ได้เห็นรูปที่น่าพอใจทางตา ได้ฟังเสียงที่น่าพอใจทางหู ได้ดมกลิ่นที่น่าพอใจทางจมูก ได้ลิ้มรสที่น่าพอใจทางลิ้น ได้ถูกต้องผัสสะที่น่าพอใจทางกาย ตามกาลอันควร และเป็นผู้ที่ มหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อมในขณะเที่ยวบิณฑบาต ขอพวกเราจงเป็น ผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรเถิด แม้พวกเราก็จักได้อารมณ์เช่นนั้น และจักเป็นเช่นนั้น จึงตรัสว่า การที่เธอทั้งหลายมีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตแล้วพากันสนทนาเรื่องอย่างนี้ นั้นไม่ สมควรเลย เธอทั้งหลายนั่งประชุมกันแล้วควรทำกิจเพียง ๒ อย่าง คือ การกล่าวธรรม หรือความเป็นผู้นิ่งอย่างพระอริยะ แล้วทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า
ปิณฺฑปาติกสฺส ภิกฺขุโน อตฺตภรสฺส อนญฺญโปสิโน
เทวา ปิหยนฺติ ตาทิโน โน เจ สทฺทสิโลกนิสฺสิโตติ.
แปลว่า เทวดาทั้งหลายย่อมเคารพรักภิกษุ ผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ผู้เลี้ยงตน ไม่เลี้ยงคนอื่น ผู้คงที่ หากภิกษุไม่อาศัยเสียงสรรเสริญ (หมายถึง ไม่ต้องการ การสรรเสริญ การยกย่องจากคนอื่นว่า ท่านเป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความประพฤติขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง ขุ.อุ.อ.บาลี ๒๘/๒๑๕)
๙. สิปปสูตร ว่าด้วยการสนทนาเรื่องศิลปะ
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ได้สดับอันตรากถาของภิกษุผู้กลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันอาหารเสร็จแล้วมานั่งประชุมกันในมณฑปถามกันว่า ใครรู้จักศิลปะบ้าง ใครศึกษาศิลปะอะไรมาบ้าง ศิลปะชนิดไหนเลิศกว่า ต่างกล่าวโต้เถียงกันว่า ศิลปะเหล่านี้ต่างเลิศกว่าศิลปะเหล่าอื่น คือ ศิลปะว่าด้วยช้าง ศิลปะว่าด้วยม้า ศิลปะว่าด้วยรถ ศิลปะว่าด้วยธนู ศิลปะว่าด้วยอาวุธ ศิลปะว่าด้วยการคำนวณด้วยวิธีนับนิ้ว ศิลปะว่าด้วยการคำนวณด้วยวิธีคิด ในใจ ศิลปะว่าด้วยการคำนวณด้วยวิธีอนุมานด้วยสายตา ศิลปะว่าด้วยการวาดเขียน ศิลปะว่าด้วยฉันทลักษณ์ ศิลปะว่าด้วยโลกายตศาสตร์(หมายถึง วิตัณฑวาทศาสตร์ คือ ศิลปะแห่งการเอาชนะผู้อื่นในเชิงวาทศิลป์ โดยอ้างทฤษฏีและประเพณีทางสังคมหักล้างสัจจธรรม มุ่งแสดงว่าตนฉลาดกว่า มิได้มุ่งสัจจธรรมแต่อย่างใด ที.สี.อ.บาลี ๑/๒๕๖) ศิลปะว่าด้วยวิชากฎหมาย จึงตรัสว่า การที่เธอทั้งหลายมีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตแล้วพากันสนทนาเรื่องอย่างนี้ นั้นไม่สมควรเลย เธอทั้งหลายนั่งประชุมกันแล้วควรทำกิจเพียง ๒ อย่าง คือ การกล่าวธรรม หรือความเป็นผู้นิ่งอย่างพระอริยะ แล้วทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า
อสิปฺปชีวี ลหุ อตฺถกาโม
ยตินฺทฺริโย สพฺพธิ วิปฺปมุตฺโต
อโนกสารี อมโม นิราโส
หิตฺวา มานํ เอกจโร ส ภิกขูติ.
แปลว่า ผู้ใดไม่อาศัยศิลปะเลี้ยงชีพ เป็นอยู่เรียบง่าย มุ่งบำเพ็ญประโยชน์ สำรวม อินทรีย์ หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง (หมายถึงความหลุดพ้นจากภพเป็นต้น เพราะละสังโยชน์ทั้งหลายได้ด้วยอริยมรรค ๔ ประการ ขุ.อุ.อ.บาลี ๒๙/๒๑๗)ไม่ต้องแล่นไปในโอกะ(หมายถึง ไม่ต้องแล่น ไปในอำนาจของอายตนะทั้ง ๖ ที่เรียกว่า โอกะ เพราะไม่มีธรรมเครื่องแล่นไปคือตัณหา ขุ.อุ.อ. บาลี ๒๙/๒๑๗)ไม่มีการยึดถือว่า ของเรา ไม่มีความหวัง กำจัดมารได้แล้ว เที่ยวไปผู้เดียว ผู้นั้นชื่อว่าภิกษุ
๑๐. โลกสูตร ว่าด้วยสัตว์โลก
ในสัปดาห์แรกหลังตรัสรู้(สถานที่ที่พระผู้มีพระภาคประทับภายหลังตรัสรู้ คือ สัปดาห์ที่ ๑ ประทับอยู่ ณ ควงต้นโพธิ สัปดาห์ที่ ๒ ประทับอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของต้นโพธิ์ เรียกว่าอนิมิสสเจดีย์ สัปดาห์ที่ ๓ เสด็จจงกรมไปมาระหว่าง ต้นโพธิกับอนิมิสสเจดีย์ เรียกบริเวณนั้นว่ารตนจงกรมเจดีย์ สัปดาห์ที่ ๔ ประทับอยู่ทางทิศตะวันตกของต้น โพธิ เรียกบริเวณนั้นว่ารตนฆรเจดีย์ สัปดาห์ที่ ๕ ประทับอยู่ ณ ต้นอชปาลนิโครธ ทางทิศตะวันออกของต้น โพธิ สัปดาห์ที่ ๖ ประทับอยู่ ณ ต้นมุจลินท์ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของต้นโพธิ์ สัปดาห์ที่ ๗ ประทับอยู่ ณ ต้นราชายตนะ ทางทิศใต้ของต้นโพธิ์ (วิ.อ. บาลี ๓/๔-๖/๘-๑๒ : ขุ.พุทธ.อ. บาลี ๔๑๙/๔๒๐)พระผู้มีพระภาคขณะประทับ ณ ควงต้นโพธิพฤกษ์ ใกล้ฝั่ง แม่น้ำเนรัญชรา เขตตำบลอุรุเวลา เสวยวิมุตติสุขอยู่ตลอด ๗ วันออกจากสมาธิแล้ว ทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทอดพระเนตรเห็นหมู่สัตว์กำลังเดือดร้อนด้วยความทุกข์ และถูกความเร่าร้อนที่เกิดจากราคะบ้าง เกิดจากโทสะบ้าง เกิดจากโมหะบ้างรุนแผดเผา จึงทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า
อยํ โลโก สนฺตาปชาโต
ผสฺสปเรโต โรคํ วทติ อตฺตโต
เยน หิ มญฺญติ
ตโต ตํ โหติ อญฺญถา
อญฺญถาภาวี ภวสตฺโต
ภวปเรโต ภวเมวาภินนฺทติ
ยทภินนฺทติ ตํ ภยํ
ยสฺส ภายติ ตํ ทุกฺขํ
ภววิปฺปหานาย โข ปนิทํ พฺรหฺมจริยํ.
เย หิ เกจิ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ภเวน ภวสฺส วิปฺปโมกฺขมาหํสุ สพฺเพเต อวิปฺปมุตฺตา ภวสฺมาติ วทามิ.
เย วา ปน เกจิ สมณา วา พฺราหฺมณา วา วิภเวน ภวสฺส นิสฺสรณมาหํสุ สพฺเพเต อนิสฺสฎา ภวสฺมาติ วทามิ.
อุปธึ หิ ปฏิจฺจ ทุกฺขมิทํ สมฺโภติ, สพฺพุปาทานกฺขยา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโว, โลกมิมํ ปสฺส, ปุถุ อวิชฺชาย ปปเรตา ภูตา ภูตรตา วา อปริมุตตา.
เย หิ เกจิ ภวา สพฺพธิ สพฺพตฺถตาย, สพฺเพเต ภวา อนิจฺจา ทุกฺขา วิปริณามธมฺมาติ.
เอวเมตํ ยถาภูตํ
สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต
ภวตณฺหา ปหียติ
วิภวตณฺหาภินนฺทติ.
สพฺพโส ตณฺหานํ ขยา
อเสสวิราคนิโรโธ นิพฺพานํ
ตสฺส นิพฺพุตสฺส ภิกฺขุโน
อนุปาทา ปุนพฺภโว น โหติ.
อภิภูโต มาโร วิชิตสงฺคาโม
อุปจฺจคา สพฺพภวานิ ตาทีติ.
แปลว่า สัตว์โลกนี้เกิดความเร่าร้อน ถูกทุกขเวทนากระทบแล้วกล่าวทุกขเวทนา ว่าเป็นของตน เพราะสัตว์โลกนี้สําคัญสิ่งใดว่าเที่ยง สิ่งนั้นกลับเป็นอย่างอื่น สัตว์โลกมีภาวะไม่มั่นคง ติดอยู่ในภพ หมกมุ่นอยู่ในภพ เพลิดเพลินอยู่ในภพ ภพทีสัตว์โลกเพลิดเพลินจัดเป็นภัย ภัยที่สัตว์โลกกลัวจัดเป็นทุกข์ บุคคลต้องบำเพ็ญพรหมจรรย์(ในที่นี้หมายถึง มรรคพรหมจรรย์ ขุ.อุ.อ. บาลี ๓๐/๒๒๒, ๔๒/๒๙๘) นี้เท่านั้นเพื่อละภพ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดกล่าวถึง ความหลุดพ้นจากภพด้วยภพ เราถือว่าสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหาได้ หลุดพ้นจากภพทั้งปวงไม่ อนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดกล่าวถึงการออกจากภพด้วยวิภพ (ภพ หมายถีง สัสสตทิฏฐิหรือภวทิฏฐิ วิภพ หมายถึงอุจเฉททิฏฐิ ขุ.สุ.อ.บาลี ๒/๘๖๓/๓๙๐) เราถือว่าสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหาได้ออกจากภพไม่ เพราะอาศัยอุปธิทั้งปวง(หมายถึง ขันธ์ ๕ กิเลสอภิสังขาร=กรรม และกามคุณ ๕) ทุกข์นี้จึงเกิดมีขึ้น เพราะอุปาทานทั้งหมดสิ้นไป ทุกข์จึงไม่เกิด ท่านจงดูสัตว์โลกนี้ สัตว์เป็นจำนวนมากถูกอวิชชาครอบงำหรือมัวหลงติดใจในสัตว์ด้วยกัน จึงหลุดพ้นภพไปไม่ได้ ความจริง ภพทุกชั้นล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา บุคคลเมื่อรู้เห็นเบญจขันธ์คือภพนี้ ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบ ย่อมละภวตัณหาได้ ทั้งไม่ยินดีวิภวตัณหา เพราะตัณหาทั้งหลายสิ้นไป ความดับกิเลสไม่เหลือด้วยวิราคะคือนิพพานจึงมี เพราะไม่มีความยึดมั่น ภิกษุผู้นิพพานแล้วจึงไม่มีภพใหม่ ภิกษุนั้นได้ชื่อว่า ครอบงำมารได้ ชนะสงครามได้ ก้าวล่วงภพทั้งปวงได้ เป็นผู้คงที่
-----------------------------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ