วจนัตถะ และคำอธิบายในอารัมมณปัจจัย

วจนัตถะ

จิตฺตเจตสิเกหิ อาลมฺพิยตีติ - อารมฺมณํ ธรรมชาติอันจิตและเจตสิกทั้งหลายยึดหน่วง เรียกว่า อารมณ์

อา อภิมุขํ รมนฺติ เอตฺถาติ = อารมฺมณํ จิตและเจตสิกทั้งหลายมายินดีพร้อมหน้ากันในธรรมชาตินี้ ฉะนั้นธรรมชาตินี้จึงเรียกว่า อารมณ์

จิตฺตเจตสิกา อาคนฺตฺวา รมนฺติ เอตฺถาติ = อารมฺมณํ จิดและเจตสิกทั้งหลายมายินดีในธรรมชาตินี้ ฉะนั้นธรรมชาตินี้จึงเรียกว่า อารมณ์

จิตฺตเจตสิเก อาลมฺพตีติ - อารมฺมณ ธรรมชาติใด ย่อมหน่วงเหนี่ยวจิตและเจตสิกทั้งหลาย เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงเรียกว่า อารมณ์

อารมฺมณภาเวน อุปการโก ธมฺโม - อารมฺมณปจฺจโย ธรรมที่ช่วยอุดหนุนโดยความเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อารัมมณปัจจัย




อธิบายในอารัมมณปัจจัยโดยสังเขป



      ตามที่ได้แสดงมาแล้วในเหตุปัจจัย อันเป็นปัจจัยอันดับแรกว่า เหตุ ๖ ประการ เป็นมูลให้เกิดสัมปยุตตธรรม คือจิตและเจตสิกนั้นก็จริง แต่ว่าเหตุ ๖ ประการนี้ เมื่อไม่มีอารมณ์แล้ว เหตุเหล่านั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ ต้องอาศัยอารมณ์จึงจะเกิดขึ้นได้ ฉะนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงแสดง อารัมมณปัจจัย ต่อมาเป็นอันดับที่ ๒ โดยมีใจความว่า ในอารัมมณปัจจัยนี้ จิต, เจตสิก, รูป, นิพพาน, บัญญัติ อันได้แก่ อารมณ์ : มีรูปารมณ์เป็นต้นนั้น เป็นปัจจัยให้เกิดนามธรรม คือจิตและเจตสิกทั้งหลาย เพราะในบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายนั้น ถ้าไม่มีอารมณ์ เป็นเครื่องอาศัยยึดเหนี่ยวแล้ว จิตและเจตสิกก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ อุปมาเหมือนบุคคลที่ชราหรือทุพพลภาพ ย่อมต้องอาศัยไม้เท้าหรือเชือกเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเพื่อให้ทรงตัว ลุกขึ้น และเดินไปได้ฉันใด จิตและเจตสิกทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน ต้องมีอารมณ์เป็นเครื่องอาศัยยึดเพื่อเกิดขึ้นฉันนั้น

      อีกประการหนึ่ง อารมณ์ทั้งหลายเป็นเครื่องก่อเหตุให้จิต และเจตสิกเข้าไปประชุมพร้อมหน้ากัน ณ ที่นั้น ข้อนี้อุปมาเหมือนสถานที่อันเป็นที่น่ารื่นรมย์ยินดี เช่น สวนดอกไม้เป็นต้น คนทั้งหลายย่อมจะพากันเข้าไปเที่ยวสนุกสนานรื่นเริงกัน ณ ที่นั้นฉันใด อารมณ์ทั้งหลายก็เปรียบเหมือนสถานที่รื่นรมย์ต่างๆ จิตและเจตสิกเปรียบเหมือนบุคคลที่เข้าไปสนุกสนานในสถานที่นั้นๆ ฉันนั้น

      หรืออีกประการหนึ่ง อารมณ์ทั้งหลายเป็นธรรมชาติที่มีอำนาจชนิดหนึ่ง คือสามารถหน่วงเหนี่ยวเอาจิตและเจตสิกเข้าไปจับอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ ได้ ข้อนี้อุปมาเหมือนโรงมหรสพต่างๆ เมื่อเวลาจะแสดงนั้น เขาย่อมมีการประกาศโฆษณาชักจูงให้คนเข้าไปดู หรือเมื่อก่อนจะลงมือแสดง เขาย่อมมีการตีกลองโหมโรงชักชวนให้คนเข้าไปเมื่อคนทั้งหลายที่เดินผ่านไปที่โรงมหรสพนั้นได้เห็นประกาศโฆษณา หรือได้ยินกลองโหมโรงก็พากันเข้าไปดู ข้อนี้ฉันใด อารมณ์ทั้งหลายอันเปรียบได้กับโรงมหรสพนั้น ก็มีอำนาจที่จะเหนี่ยวเอาจิตและเจตสิกอันเปรียบเหมือนคนที่เข้าไปดูมหสพนั้น เข้าไปจับยึดอยู่ในอารมณ์ต่างๆ ได้ฉันนั้น

      ในบรรดาอารมณ์ทั้ง ๖ มีรูปารมณ์เป็นตันนั้น เฉพาะปัญจารมณ์เป็นอพยากตอย่างเดียว แต่เป็นปัจจัยให้เกิดนามธรรมที่เป็น กุศล อกุศล และอพยากตได้ ส่วนธรรมารมณ์นั้นเป็นกุศลธรรมารมณ์ อกุศลธรรมารมณ์ และอพยากตธรรมารมณ์ได้ทั้ง ๓ ทั้งเป็นปัจจัยให้เกิด

      นามธรรมที่เป็น กุศล อกุศล และอพยากตได้ ฉะนั้นอารมณ์ทั้งหลายนี้จึงนับว่าเป็นเหตุสำคัญ

      ประการหนึ่ง ที่สามารถจะนำบรรดาสัตว์ทั้งปวงให้ไปสู่ทุคติ หรือสุคติ หรือนิพพานก็ได้ ด้วยการอาศัยอารมณ์เป็นเหตุ ดังที่ได้อธิบายมาแล้วโดยสังเขปนั้น.




[full-post]

พระไตรปิฎก,อภิธรรมปิฎก,มหาปัฏฐาน,อารัมมณปัจจัย

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.