วจนัตถะและคำอธิบายในเหตุปัจจัย

วจนัตถะ


หิโนติ ปติฏฺฐาติ เอตฺถาติ = เหตุ ปัจจยุปบันธรรมตั้งอยู่เฉพาะในธรรมนี้ ฉะนั้นธรรมนี้จึงชื่อว่า เหตุ

เหตุ จ โส ปจฺจโย จาติ - เหตุปจฺจโย เหตุนั่นแหละเป็นปัจจัย จึงเรียกว่า

เหตุปัจจัย

มูลฏฺเฐน อุปการโก ธมฺโม = เหตุปจฺจโย ธรรมที่ช่วยอุดหนุน เพราะอรรถว่าเป็นรากแก้ว ชื่อว่า เหตุปัจจัย (ปัฏฐานอรรถกถา)




คำว่า เหตุ มี ๔ อย่าง คือ

      ๑. เหตุเหตุ ได้แก่ เหตุ ๖ คือ โลภะ, โทสะ, โมหะ, อโลภะ, อโทสะ, อโมทะ

      ๒. ปจฺจยเหตุ ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ อันเป็นเหตุในการเรียกชื่อของรูปขันธ์

      ๓. อุตฺตมเหตุ ได้แก่ กุศลกรรมและอกุศลกรรม อันเป็นเหตุให้เกิดกุศลวิบากและ

      ๔. สาธารณเหตุ ได้แก่ อวิชชา อันเป็นเหตุให้เกิดสังขารธรรมทั่วทั้งหมด (ขันธ์ ๕)

ในเหตุทั้ง ๔ อย่างนี้ เหตุปัจจัย ได้แก่ เหตุเหตุ



อธิบายในเหตุปัจจัยโดยสังเขป



      ในเหตุปัจจัยนี้ว่า เหตุ ๖ ประการอันเป็นนามธรรม เป็นปัจจัยอุดหนุน ส่งเสริม ให้นามและรูปเกิดขึ้นในสันดานของสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย เพราะธรรมดาสัตว์ทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นมาในโลกนี้ได้นั้น ก็ต้องอาศัยเกิดขึ้นด้วยเหตุ ถ้าไม่มีเหตุแล้ว บรรดาสัตว์เหล่านั้นก็ย่อมไม่เกิด ฉะนั้น เหตุนี้จึงนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด พระพุทธองค์จึงทรงแสดง เหตุปัจจัย นี้ไว้เป็นอันดับแรก

เหตุ ๖ ประการนี้ได้แก่ โลภะ, โทสะ, โมหะ, อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ แต่ถ้าจะแยกออกไปตามชาติแห่งจิตแล้วมี ๔ ประการคือ

      ๑. อกุศลเหตุ ๓ ได้แก่ โลกะ, โทสะ, โฆหะ ที่ประกอบกับจิตที่เป็นอกุศล

      ๒. กุศลเหตุ ๓ ได้แก่ อโลกะ, อโทสะ, อโมทะ ที่ประกอบกับจิตที่เป็นกุศล

      ๓. วิบากอพยากตเหตุ ๓ ได้แก่ อโลภะ, อโทสะ, อโมทะ ที่ประกอบกับสเหตุกวิบากจิต

      ๔. กิริยาอพยากตเหตุ ๓ ได้แก่ อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ ที่ประกอบกับสเหตุกะกริยาจิต

      ในบรรดาเหตุที่ประกอบกับจิตต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น เมื่อว่าโดยองค์ธรรมปรมัตถ์แล้ว ก็คงได้แก่เหตุ ๖ ประการนั้นเอง สำหรับโลภะ, โทสะ, โมหะ ประกอบได้โดยเฉพาะแต่อกุศลอย่างเดียว ส่วน อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ นั้นประกอบได้ทั้งกุศลจิต วิบากจิต และกิริยาจิต เมื่อประกอบกับกุศลจิตก็เรียกว่า กุศลเหตุ เมื่อประกอบกับวิบากจิตก็เรียกว่าวิบากอพยากตเหตุ เมื่อประกอบกับกิริยาจิตก็เรียกว่า กิริยาอพยากตเหตุ ดังนี้ เหตุทั้ง ๖ ประการนี้ มีอำนาจช่วยอุดหนุนสัมปยุตตธรรม กล่าวคือ จิต และเจตสิก ให้เกิดขึ้นพร้อมด้วยจิตตชรูปและปฏิสนธิกัมมชรูป และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ช่วยอุดหนุนให้ตั้งอยู่ได้ และสามารถที่จะให้เจริญขึ้นได้ อุปมาเหมือนต้นไม่ใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ได้เพราะอาศัยมีรากแก้วยืดไว้ให้ตั้งอยู่ได้มั่นคง ถึงแม้ว่าจะมีลมพายุพัดมาทางทิศใดก็ตาม ก็ไม่ทำให้ต้นไม้นั้นล้มไปได้ และการที่ต้นไม้นั้นเจริญงอกงามขึ้น แตกกิ่งก้านสาขา ออกดอกออกผลได้ ก็เพราะอาศัยรากแก้วนั้นเอง มีหน้าที่ช่วยอุดหนุนให้เจริญงอกงามขึ้น ข้อนี้ฉันใด เมื่อโลภเหตุเกิดขึ้นแก่บุคคลใดแล้วสัมปยุดตธรรม คือ โลภจิต และเจตสิก พร้อมด้วยอกุศลจิตตชรูปก็ย่อมจะเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้น และเมื่อโลภจิตนี้เกิดขึ้นแล้วก็ยากที่จะถอนออกได้ ซึ่งเปรียบเหมือนรากแก้วอันยึดต้นไม้ไว้ให้ตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง และสามารถจะกำเริบขึ้นในจิตของบุคคลนั้นมากขึ้น จนเป็นเหตุให้เกิดกายวิญญัติ กล่าวคือ ทำการทุจริตทางกาย เช่น การลักขโมย เป็นต้น หรือก่อให้เกิดวจีวิญญัติ กล่าวคือ ทำการทุจริตทางวาจา มีการพูดเท็จ เป็นต้น ซึ่งเปรียบเหมือนต้นไม้ที่งอกงามเจริญขึ้นโดยอาศัยรากแก้วฉะนั้น ส่วนเหตุอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน จะเป็นอกุศลเหตุหรือกุศลเหตุก็ตาม เมื่อก่อเกิดขึ้นเป็นมูลเป็นรากแล้ว ก็ย่อมจะอุดหนุนสัมปยุตตธรรมพร้อมด้วยจิตตชรูปให้เกิดขึ้นตาม และช่วยอุดหนุนให้เจริญขึ้นได้ดุจเดียวกัน ดังที่อธิบายมาแล้ว.



[full-post]

พระไตรปิฎก,อภิธรรมปิฎก,มหาปัฏฐาน,เหตุปัจจัย,ปัจจัย๒๔

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.