วิญญัติรูป : รูปที่เป็นเหตุให้รู้, ให้บุคคลอื่นรู้ได้ (๑๓)

      - กายวิญญัติ คือ รูปทำให้คนอื่นผู้ดำรงอยู่ต่อหน้ารับรู้ตนและความมุ่งหมายของผู้มีรูปร่าง กล่าวคือ แสดงให้ปรากฏทางร่างกายที่เคลื่อนไหว ทั้งยังถูกคนอื่นรับรู้ได้ทางร่างกายดังกล่าว

      - วจีวิญญัติ คือ รูปทำให้ผู้อื่นผู้ดำรงอยู่ในคลองแห่งโสตรับรู้ตนและความมุ่งหมายของผู้มีรูปร่าง กล่าวคือ แสดงให้ปรากฏด้วยเสียงที่เป็นคำเปล่งออก ทั้งยังถูกคนอื่นรับรู้ ด้วยเสียงดังกล่าว

      อีกอย่างหนึ่ง วิญญัติ คือ รูปทำให้มหาชนรับรู้จิตของกันและกัน 

      กายวิญญัติ คือ วิญญัติที่เป็นไปทางร่างกายอันเป็นอวัยวะน้อยใหญ่มีรูปร่างสัณฐาน อีกอย่างหนึ่ง กายวิญญัติ คือ วิญญัติที่เป็นร่างกายกล่าวคือร่างกายที่เคลื่อนไหว

      อีกอย่างหนึ่ง วจีวิญญัติ คือ วิญญัติที่เป็นไปทางวาจา กล่าวคือเสียงที่เกิดจากจิต 

      วจีวิญญัติ คือ วิญญัติที่เป็นวาจาซึ่งเรียกว่าการพูดสื่อสาร


[คำว่า กายวิญญตฺติ มีความหมาย ๓ ประการ คือ


- รูปทำให้คนอื่นรับรู้ทางร่างกาย - วิญฺญาเปตีติ วิญฺญตฺติ หรือ วิญฺญายตีติ วิญญตฺติ, กายงฺเคน วิญฺญตฺติ กายวิญฺญตฺติ (ตติยาตัปปุริสสมาส)

- วิญญัติที่เป็นไปทางร่างกาย = กาเย ปวตฺตา วิญฺญตฺติ กายวิญฺญตฺติ. (สัตตมีตัปปุริสสมาส)

- วิญญัติที่เป็นร่างกาย = กาโย เอว วิญญตฺติ กายวิญฺญตฺติ. (อวธารณบุรพบท กรรมธารยสมาส)


คำว่า วจีวิญญตฺติ มีความหมาย ๓ ประการ คือ

- รูปทำให้คนอื่นรับรู้ด้วยเสียง - วิญฺญาเปตีติ วิญฺญตฺติ หรือ วิญญายตีติ วิญฺญตฺติ, วาจงฺเคน วิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ (ตติยาตัปปุริสสมาส)

- วิญฺญัติที่เป็นไปทางวาจา - วาจาย ปวตฺตา วิญฺญตฺติ วจีวิญญตฺติ. (สัตตมีตัปปุริสสมาส)

- วิญญัติที่เป็นวาจา = วาจา เอว วิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ. (อวธารณบุรพบท กรรมธารยสมาส)]


      เมื่อบุคคลจะเปลี่ยนท่าทางอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยอำนาจของจิต กองลมที่เกิดจากจิตย่อมเกิดขึ้นแล่นไปทั่วอวัยวะน้อยใหญ่ ค้ำจุนอวัยวะนั้น ๆ ให้เคลื่อนไหวได้ และ

เมื่อกองลมเกิดขึ้นอยู่ มิได้เกิดโดยไม่มีทิศทาง แต่กายที่เคลื่อนไหวซึ่งเกิดร่วมกับกองลมที่เกิดจากจิตทำให้กองลมทั้งหมดเกิดขึ้นต่อหน้าทิศทางที่ต้องการอาการพิเศษ คือ กายที่เคลื่อนไหวนี้ ชื่อว่า กายวิญญัติ

      ความจริงกายวิญญัติเหมือนนายท้าย กองลมเหมือนเรือ นายท้ายยืนอยู่ท้ายเรือ แล้วจับหางเสือใหญ่อย่างมั่นคง บังคับเรือใหญ่ทั้งลำให้แยกกระแสน้ำบ่ายหน้าไปสู่ทิศทางที่ต้องการโดยไม่ให้เรือล่องไปสู่ทิศทางที่ไม่มีกำหนด ข้อนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น โดยแท้จริงแล้ว วิญญัติรูปมีขณะจิตหนึ่งเกิดขึ้นในกองลมส่วนแรกที่เกิดจากจิต ย่อมบังคับกองลมให้บ่ายหน้าไปสู่ทิศทางที่ตนปรารถนาอย่างนี้ จึงเหมือนนายท้าย


ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า

      เอกชวนวีถิยํ สตฺตสุ ชวเนสุ ปจมชวนสมุฏฺจิตา วาโยธาตุ อตฺตนา สหชาตรูปกายํ สมฺถมฺเภตุํ สนฺธาเรตุํ สกฺโกติ, อปราปรํ ปน จาเลตุํ น สกฺโกติ. ทุติยาทีสุปิ เอเสว นโย. สตฺตมจิตฺเตน ปน สมุฏฺฐิตา วาโยธาตุ เหฏฺฐา ฉหิ จิตฺเตหิ สมุฏฺฐิตํ วาโยธาตุ อุปตฺถมฺภนปจฺจยํ ลภิตฺวา อตฺตนา สหชาตํ รูปกายํ สมฺถมฺเภตุํ สนฺธาเรตุํ จาเลตุํ อภิกฺกมาเปตุํ สกฺโกติ." (วิสุทฺธิ.๒.๒๘๓)

     "บรรดาชวนจิต ๗ ดวงในชวนวิถีจิตหนึ่งวิถี วาโยธาตุที่เกิดจากชวนจิตดวงแรก ค้ำจุนรูปกายที่เกิดร่วมกับตนไว้ได้ แต่ทำให้เคลื่อนไหวไปมาไม่ได้ ชวนจิตดวงที่ ๒ เป็นต้น ก็เหมือนกัน ส่วนวาโยธาตุที่เกิดร่วมกับชวนจิตดวงที่ ๑ ได้รับปัจจัยอุปถัมภ์ คือวาโยธาตุที่เกิดจากจิต ๖ ดวงก่อน จึงค้ำจุนรูปกายนี้ทำให้เคลื่อนไหวก้าวไปได้"

      ข้อความนั้นหมายเอาวาระที่มีการก้าวไปสถานที่อื่น คือ การเคลื่อนไหวในเมื่อชวนวาระหลายพันขณะเกิดขึ้นแก่ผู้ทรงตัวอยู่โดยคิดว่า เราจะก้าวไป เพราะความเคลื่อนไหวย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยชวนวาระเล็กน้อย ถ้าเกิดขึ้นได้จริง เหล่าสัตว์ทั้งหมดก็ควรจะไปได้เร็วยิ่งนักเหมือนการที่ผู้มีฤทธิ์เหาะไปด้วยฤทธิ์

      ถามว่า : เหตุใดความเคลื่อนไหวจึงเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยชวนวาระเล็กน้อย

      ตอบว่า : เพราะจิตแสนโกฏิขณะมากมายได้เกิดขึ้นในขณะหนึ่ง  ดังนั้นการค้ำจุนไว้ได้จึงเกิดในชวนวาระก่อนจากชวนวาระจิตดวงที่ ๗ และการอุปมาเกวียนเทียม


อธิบายการแสดงรูปโดยย่อ

      แอก ๗ เล่มที่กล่าวไว้ในคัมภีร์อรรถกถานี้ย่อมสมควรในการอุปถัมภ์ต่อ ๆ มาของวาโยธาตุที่เกิดในชวนวิถีต่างกันแม้กองอุตุชรูปที่เกิดในกระแสจิตตชรูปที่เคลื่อนไหวก็เหมือนกับกระแสจิตตชรูปนั้น คือ ดำเนินไปมีการเคลื่อนไหวเหมือนกับรูปที่ประกอบด้วยวิญญัติ การเคลื่อนไหวมีการก้าวไปเป็นต้น ในเวลาเกิดภวังคจิตจึงมีได้ในระหว่าง ๆ ของชวนวิถีจิตต่าง ๆ ที่เกิดก่อนและหลังจากภวังคจิต ทั้งรูปที่เกิดจากเหตุ 2 ที่เป็นไปเนื่องกันย่อมคล้อยตามกระแสจิตตชรูปโดยประการทั้งปวง เช่นกับรูปที่มีเหตุเดียวกันในอารมณ์หนึ่ง ด้วยเหตุนี้ เมื่อจิตตชรูปเคลื่อนอยู่ รูปอื่นก็เคลื่อนไปเช่นกัน การเคลื่อนไปในข้อนี้ คือการเกิดต่อๆ มาของกองรูปภายหลังด้วย อาการดำรงอยู่ตามที่เป็นไปในสถานที่อื่นจากสถานที่เกิดก่อนของกองรูปเบื้องแรก เพราะรูปธรรมกับนามธรรมที่ยังไม่ดับสูญย่อมไม่เคลื่อนย้ายไปสถานที่อื่นแม้เพียงปลายผม มิฉะนั้นแล้ว รูปธรรมกับนามธรรมก็ไม่ควรจะมีลักษณะดำรงอยู่ชั่วขณะปราศจากความขวนขวาย และไม่อยู่ในอำนาจ

      เมื่อบุคคลเปล่งเสียงพูดคำใดคำหนึ่ง เสียงที่เกิดจากจิตคือเสียงพูดที่เกิดร่วมกับการประจวบกันของฐาน (ที่เกิดเสียงมีคอเป็นต้น) และกรณ์ (เครื่องทำเสียงมีเพดานเป็นตัน) กล่าวคือการกระทบของปฐวีธาตุที่เกิดจากจิตอันเป็นไปในคอที่เคลื่อนไหวอยู่ในปฐวีธาตุที่มีใจครองอันเกิดขึ้นในกัณฐฐาน (ฐานคือคอ) เป็นต้น เสียงที่เกิดจากจิตนั้นย่อมเข้าถึงความเป็นเสียงนั้น ๆ ตามความมุ่งหมายด้วยอาการพูดที่เกิดร่วมกับตน และบทพยัญชนะต่าง ๆ อันเป็นรูปประชุมของเสียงซึ่งแสดงข้อความนั้น ๆ แก่ผู้ฟังได้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอาการพูด อาการพูดคือวาจาสื่อสารดังกล่าวชื่อว่า วจีวิญญัติ 


ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า

      ตสฺสา ปน จิตฺตสมุฏฺฐานาย ปฐวีธาตุยา อุปาทินฺนฆฏฺฏนสฺส ปจฺจยภูโต เอโก อาการวิกาโร วจีวิญฺญตฺติ นาม.(อภิ.อ.๑.๑๓๓-๔)

"อนึ่ง อาการพูดที่ทำให้ปฐวีธาตุซึ่งเกิดจากจิตนั้นกระทบกับปฐวีธาตุที่มีใจครองชื่อว่า วจีวิญญัติ"


      ในพากย์นั้น คำว่า ทำให้ปฐวีธาตุที่เกิดจากจิตกระทบกับปฐวีธาตุที่มีใจครอง หมายความว่า ก่อให้เกิดเสียงต่างกันโดยอาศัยการกระทบกับปฐวีธาตุที่มีใจครองอันเกิดจากกรรมหรือเกิดแต่เหตุทั้ง ๔ ส่วนสิ่งที่ทำให้กระทบ คือ อวัยวะทางกายต่างๆ อันเป็นรูปที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมในคอเป็นต้นที่เคลื่อนไหวอยู่ (คือ เปลี่ยนจากการสงบนิ่งมาเป็นการเคลื่อนไหว]

      วิการรูปทั้ง ๒ มีลักษณะต่างกันดังนี้ การกระทบกับปฐวีธาตุที่มีใจครองเป็นหน้าที่ของปฐวีธาตุที่เกิดจากจิต ส่วนการทำให้ปฐวีธาตุนั้นกระทบกันด้วยความตั้งใจโดยก่อให้เกิดเสียงพูดที่ต้องการเป็นหน้าที่ของกายวิญญัติ การทำเสียงพูดที่เกิดขึ้นพร้อมกับการกระทบให้ถึงความเป็นพยางค์นั้น ๆ เป็นหน้าที่ของวจีวิญญัติ

      การกระทบกับปฐวีธาตุที่มีใจครอง เหมือนกับพื้นกลอง, ปฐวีธาตุที่เกิดจากจิต เหมือนกับ มือที่ใช้ตีกลอง, กายวิญญัติ เหมือนกับ การเคลื่อนมือ, วจีวิญญัติ เหมือนกับเสียง, 

พยางค์ที่แตกต่างกัน เหมือนกับ เสียงกลองที่แตกต่างกัน


ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า

      อิทํ วกฺขามิ เอตํ วกฺขามีติ อุปฺปชฺชมานํ จิตฺตํ อฏฺฐรูปานิ สมุฏฺฐาเปติ. เตสํ อพฺภนฺตเร จิตฺตสมุฏฺฐานา ปฐวีธาตุ อุปาทินฺนกํ ฆฏฺฏยมานาว อุปฺปชฺชติ. เตน ธาตุฆฏฺฏเนน สเหว สทฺโท อุปฺปชฺชติ.(อภิ.อ. ๑.๑๓๓)

      "จิตที่เกิดขึ้นว่า เราจักกล่าวคำนี้ ย่อมก่อให้เกิดรูปกลาป จำนวน ๘ รูป, ปฐวีธาตุที่เกิดจากจิตภายในรูปเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นกระทบปฐวีธาตุที่มีใจครอง เสียงพูดย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับการกระทบของธาตุดังกล่าว"

      ปุริมจิตฺตสมุฏฺฐานาย อุปตฺถมฺภนกิจฺจมฺปิ นตฺถิ."(อภิ.อ ๑.๑๓๔)

      "หน้าที่ในการอุปถัมภ์ปฐวีธาตุที่มีจิตดวงก่อนเป็นสมุฏฐานย่อมไม่มี"

      ข้อความนั้นหมายความถึงเวลาที่มีพยางค์ปรากฏชัดในเมื่อชวนวาระหลายร้อยขณะเป็นไปอยู่ ดังสาธกในคัมภีร์มูลฎีกาว่า

      อุปตฺถมฺภนกิจฺจํ นตฺถิ ลทฺธาเสวเนน จิตฺเตเนว ฆฏฺฏนสฺส พลวภาวโต.(มูลฏี. ๑.๙๓)

      "หน้าที่ในการอุปถัมภ์ด้วยจิตที่ได้รับอาเสวนปัจจัยแล้วย่อมไม่มี เพราะการกระทบมีกำลัง"

      ในพากย์นี้ คำว่า จิตที่ได้รับอาเสวนปัจจัยแล้ว แสดงการได้รับอาเสวนปัจจัยจากชวนวิถีจิตมาก่อน  เพราะประสงค์ชวนจิตดวงแรกที่ได้รับอาเสวนปัจจัย และพยางค์หนึ่งที่ปรากฏชัดย่อมไม่สำเร็จด้วยชวนวาระหนึ่งวิถีเท่านั้น

      ถามว่า : เหตุใดพยางค์หนึ่งที่ปรากฏชัดจึงไม่สำเร็จด้วยชวนวาระหนึ่งวิถี

      ตอบว่า : เพราะควรกล่าวพยางค์หนึ่งด้วยเวลาชั่วขณะดีดนิ้วหนึ่งหรือสองครั้งและชวนวิถีจิตย่อมเกิดหลายแสนโกฏิขณะในช่วงเวลาดีดนิ้วคราวหนึ่ง สมจริงดังสาธกว่า

                เอกมตฺตา ตโย รสสา       ทุวิมตฺตา ทีฆมุจฺจเร

                ติมตฺโต ตุ ตีโต เณยฺโย      พฺยญฺชนา อฑฺฒมตฺติกา." (มุคฺธโพธนวฏีกา ๕. สุตฺต)

                "รัสสสระ ๓ ตัวมี ๑ มาตรา ทีฆสระมี ๒ มาตรา สระที่มี ๓

                  มาตราชื่อว่า คีตะ พยัญชนะมีครึ่งมาตรา" 

ในคัมภีร์มิสินทปัญหากล่าวว่า

      สาธิเก วีหิวาหสเต วีหิพีชานิ เอกจฺฉรกฺขเณ อุปฺปนฺนสฺส จิตฺตสฺส กลมฺปิ น อุเปนฺติ, กลภาคมฺปิ น อุเปนฺติ.' (มิลิน.๑๑๖)

     "เมล็ดข้าวเปลือกในร้อยเล่มเกวียนกว่าย่อมไม่เท่ากับส่วนหนึ่ง ใน ๑๖ ส่วนของจิตที่เกิดในขณะดีดนิ้ว"

      เมื่อบุดคลเปล่งเสียงพยางค์หนึ่ง ความขวนขวายของจิตในการเปล่งเสียงตลอดกาลเพียงนั้นย่อมปรากฏ โดยสภาวธรรมบุคคลไม่อาจเปล่งเสียงหรือสดับโดยจำกัดว่า เราจะเปล่งเสียงเดียวหรือฟังเสียงเดียวเพราะแม้จะจำกัดเช่นนั้นก็มีการเปล่งเสียงเสียงหลายแสนครั้งโดยความเป็นเสียงก่อนและหลัง ผู้สำคัญว่าเป็นเสียงเดียวมีอยู่เพราะเขาถูกปิดบังด้วยสมูหบัญญัติ (บัญญัติอาศัยหมู่) ฆนบัญญัติ (บัญญัติอาศัยกลุ่มก้อน) และสันตติบัญญัติ (บัญญัติอาศัยความต่อเนื่อง)

      คำที่เหลือในที่นี้มีนัยที่ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]กล่าวแล้วในกายวิญญัติตามสมควร 

      ในข้อนี้ คำว่า "วิญฺญตฺติ" มีความหมายว่า ให้รับรู้ เหมือนข้อความว่า "กาเยน วิญฺญาเปติ วาจาย วิญฺญาเปติ" (วิ.มหา.๔.๖๕.๕๘) (ให้รับรู้ทางกาย ให้รับรู้ทางวาจา) หรือมีความหมายว่า ทำให้เกิด เหมือนข้อความในสุทินนกัณฑ์ ว่า 'ติกฺขตตุํ วิญฺญาเปติ' "(วิ.มหา.๑.๓๖.๒๓) (ทำให้เกิดเมถุนธรรม ๓ ครั้ง) ส่วนในที่นี้ควรมีความหมายทั้งสองอย่าง หากเป็นตามนี้ก็มีการเกิดขึ้นของวิญญัติที่เป็นไปทางกายและวาจาสื่อสารทั้งหมดอันปราศจากความต้องการจะให้คนอื่นรับรู้ ดังในคัมภีร์มูลฎีกากล่าวว่า

      ปรํ โพเธตุกามตาย วินาปี อภิกฺกมนาทิปวตฺตเนน โส จิตฺตสหภูวิกาโร อธิปฺปาวิญฺญาเปติ, สยญฺจ วิญฺญายตีติ ทฺวิธาปิ วิญฺญตฺติเยว.'(มูลฏี.๑.๙๐)

     "อาการที่เกิดร่วมกับจิตย่อมให้รับรู้ความมุ่งหมาย หรือถูกคนอื่นรับรู้ได้ด้วยการทำให้เกิดการก้าวไปเป็นต้นโดยปราศจากความต้องการจะให้คนอื่นรับรู้ ชื่อว่า "วิญญัติ" โดยมีความหมาย ๒ นัย"

      ในบรรดาวิญญัตติรูปทั้ง ๒ ที่มีความหมายว่า รูปที่ทำให้รับรู้ กายวิญญัติย่อมถูกรับรู้ได้ด้วยชวนวิถีทางมโนทวารอย่างเดียว หลังจากรับรู้สึกที่เคลื่อนไหวของอวัยวะน้อยใหญ่ด้วยจักขุวิญญาณวิถี และรับรู้อวัยวะน้อยใหญ่ที่เคลื่อนไหวด้วยกายวิญญาณวิถีแล้ว

      ส่วนวจีวิญญัติย่อมถูกรับรู้ได้ด้วยชวนวิถีทางมโนทวารอย่างเดียว หลังจากที่รับรู้เสียงซึ่งเปล่งออกด้วยโสตวิญญาณวิถีแล้ว บุคคลจะรับรู้วจีวิญญัติด้วยชวนวิถีทางปัญจทวารไม่ได้ เพราะวจีวิญญัติทำให้คนอื่นที่รู้จักตนรับรู้จิตของผู้มีร่างกาย แต่ทำให้คนอื่นที่ไม่รู้จักตนรับรู้ไม่ได้ เนื่องจากญาปกเหตุ (เหตุแสดงให้รู้) ย่อมทำให้คนที่รู้จักตนรับรู้ได้ แต่ทำให้คนที่ไม่รู้จักตนรับรู้ไม่ได้ ด้วยเหตุนั้น การรับรู้วิญญัติก่อนจึงเกิดแก่สัตว์ดิรัจฉานซึ่งเห็นร่างกายที่เคลื่อนไหว กระทบสัมผัส หรือได้ยินเสียงแล้วรับรู้ความมุ่งหมายนั้นๆ ของผู้อื่นได้อีกด้วย เพราะถ้าไม่มีการรับรู้วิญญัติก็รับรู้ความมุ่งหมายไม่ได้ การรับรู้ความมุ่งหมายของผู้รับรู้วิญญัติย่อมไม่มีโดยปราศจากการรับรู้ที่เนื่องกับการหมายรู้มาก่อน (คือมีสัญญาเก่ารู้ว่าเสียงนั้นหมายถึงอะไร จึงจะรู้ความหมายได้] ดังนั้น อาจารย์ทั้งหลายจึงประสงค์การหมายเอาความเกี่ยวเนื่องกับการหมายรู้มาก่อนอีกด้วย

      ส่วนในวิญญัตติรูปที่มีความหมายว่า รูปทำให้เกิด บุคคลเห็นคนอื่นที่ก้าวไปทางจักขุวิญญาณวิถีแล้ว ย่อมรับรู้วิญญัติที่ก้าวไปและจิตที่คิดก้าวไปด้วยมโนวิญญาณวิถี การถอยกลับเป็นต้นก็มีนัยเดียวกัน เช่นเดียวกันนี้ บุคคลสดับคำของคนอื่นด้วยโสตวิญญาณวิถีแล้ว ย่อมรับรู้วิญญัติ คือ ดำพูด และจิตที่คิดจะพูดด้วยมโนวิญญาณวิถี เมื่อเห็นคนอื่นเคลื่อนไหวอวัยวะทางกายด้วยจิตกำหนัด ย่อมรับรู้วิญญัติที่เคลื่อนไหวและจิตกำหนัด เมื่อสดับคำของคนกำหนัดย่อมรับรู้วิญญัติที่พูดและจิตกำหนัด กิริยาทางกายและทางวาจาทุกอย่างมีนัยอย่างเดียวกัน

(ข้อมูลจาก ปรมัตถทีปนี, แปลโดย-พระคันธสาราภิวงศ์)

-------///------- 

[full-post]


อภิธรรมปิฎก,วิญญัติ,วิญญัตติรูป,กายวิญญัติ,วจีวิญญัติ,รูปปรมัตถ์

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.