มหาสติปัฏฐาน ๔
(นัยปริยัติ ตอนที่ ๑)
ธรรมบรรยาย โดย อาจารย์แนบ มหานีรานนท์
บทความดังกล่าวคัดลอกมาจาก ปัญญาสาร ฉบับที่ ๑๐๔ มูลนิธิแนบมหานีรานนท์ ความมีดังนี้
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส ฯ
ขอนมัสการพระคุณเจ้า สวัสดีค่ะ ท่านที่เคารพ
ทางพุทธสมาคมฯ ขอให้ดิฉันมาให้ความรู้แก่ที่ประชุมของสมาคม ดิฉันก็ถามท่านผู้เชิญว่าจะมาพูดเรื่องอะไร เพราะคิดว่า คนที่จะมาพูดที่นี่ต้องเป็นคนที่มีความรู้มาก มีสติปัญญามาก และประกอบความรู้ทั้งทางโลก และทางธรรม ต้องเป็นผู้มีความรู้รอบตัว จึงจะสมควรมาแสดง ณ ที่ประชุมนี้ แต่สำหรับดิฉัน วิชาทางโลกรู้สึกว่ายังอ่อนมาก ไม่มีความรู้กว้างขวางเลย แต่ถ้าเป็นวิชาทางธรรม ทางพุทธศาสนา ก็พอจะมีความรู้ความเข้าใจมาพูดบ้าง
ท่านผู้เชิญบอกว่า จะขอให้ปาฐกถาเรื่อง “มหาสติปัฏฐาน” เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิชาการทางพระพุทธศาสนาโดยตรง ไม่เกี่ยวกับวิชาการทางโลกเลย เห็นว่าพอจะพูดได้ แต่ถ้ากำหนดให้พูดเรื่องอื่น ที่เป็นวิชาทางโลกก็คงจะไม่รับพูด เพราะทราบดีว่า ท่านที่มาอยู่ในที่นี้ทุกท่าน โดยมากมีความเข้าใจทางโลกมาดีกว่าดิฉัน ซึ่งหลายท่านล้วนมีการศึกษามาดีแล้วทั้งนั้น แต่ก็มีความรู้สึกนึกอยู่ในใจว่า เห็นจะไม่เป็นไร เพราะโดยมากท่านที่มาในที่นี้ ถึงจะมีความเข้าใจในทางโลกมาอย่างไรก็ตาม แต่ท่านคงไม่ต้องการมาศึกษาวิชาทางโลกที่นี่ นอกจากวิชาทางพุทธศาสนาแล้ว ท่านคงไปหาศึกษาที่อื่น
เมื่อให้มาพูดเรื่อง “มหาสติปัฏฐาน” เป็นหลักวิชาที่ได้ใช้เวลาค้นคว้ามามาก ก็ยินดีที่จะมาพูด เพราะมหาสติปัฏฐาน นี่เป็นหลักสำคัญยิ่งในพุทธศาสนา ซึ่งดิฉันได้พยายามศึกษาใช้เวลามานานนับสิบๆ ปี เพื่อจะหาความเข้าใจในที่นี้มาก ครั้นเมื่อได้ศึกษาจนกระทั่งเกิดความเข้าใจขึ้นมาแล้ว ทำให้รู้สึกขึ้นมาในใจว่า มหาสติปัฏฐานสูตรเป็นหนทางที่จะทำให้สัตว์พ้นจากทุกข์ภัย จากสังสารวัฏฏ์ได้จริง และเป็นข้อปฏิบัติที่จะละเสียซึ่ง ราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นเหตุก่อทุกข์ให้แก่สัตว์ทั้งหลายได้จริง และเป็นคำสอนที่เกิดจากพระบรมศาสดาโดยตรง
นอกจากพระพุทธองค์แล้ว ดิฉันยังมองไม่เห็นว่า มีศาสดาองค์ใด ที่จะบันดาลคำสอนให้ความพ้นทุกข์เกิดขึ้นได้ เพราะเหตุว่า ในธรรมวินัยอื่น หรือพรหมจรรย์อื่นๆ นั้น ไมมีคำว่า “อริยธรรม” คือธรรมที่ให้พ้นทุกข์ หรือให้ไกลพ้นจากกิเลสเลย
โดยเหตุนี้เอง จึงทำให้รู้สึกในใจว่า ถ้าหากว่าท่านพุทธบริษัทผู้ใด ที่ยังไม่เข้าใจถึงมหาสติปัฏฐานสูตรนี้ ก็เหมือนกับว่า ยังไม่เข้าถึงพระพุทธศาสนา หรือว่ายังไม่เข้าใจในพระพุทธศาสนาดี จึงได้เต็มใจรับปากว่า จะพูดเรื่องมหาสติปัฏฐานสูตรนี้ โดยประสงค์ที่จะให้บรรดาท่านที่เป็นพุทธศาสนิกชนด้วยกัน มีความเข้าใจมหาสติปัฏฐานสูตรนี้ ให้มากที่สุดที่จะมากได้ จึงคิดว่าการที่มาพูดเรื่องสติปัฏฐานวันนี้ คงจะได้ประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
ฉะนั้นต่อไปนี้ ดิฉันจะพูดถึงเรื่อง
มหาสติปัฏฐาน ๔ พร้อมทั้งอานิสงส์ ตามที่กล่าวไว้ในพระบาลีว่า
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสก ปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ฯ
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนทางอันเป็นไปทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงเสียซึ่งความโศก และความร่ำไห้ เพื่อความดับสิ้นไปจากทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมวิเศษที่ควรรู้ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน หนทางนั้นคือ สติปัฏฐาน ๔"
เมื่อเราพิจาณาเนื้อความตามพระบาลีในสติปัฏฐานสูตร ก็พอจะเข้าใจว่า มี สติปัฏฐาน ๔ นี้ทางเดียวเท่านั้นที่เป็นข้อปฏิบัติ อันจะดำเนินไปสู่พระนิพพานได้
ฉะนั้น ในบรรดาท่านที่เป็นพุทธบริษัททั้งหลายจึงควรจะศึกษาให้เข้าใจซาบซึ้ง ในมหาสติปัฏฐานนี้ เพราะเหตุว่า เราเข้าใจดีแล้วทุกท่านว่า พระนิพพานเป็นที่สำคัญที่สุด หรือเป็นธรรมที่สำคัญที่สุด และเป็นที่สุดของคำสอน และเป็นความหวังขั้นสุดท้ายของพุทธบริษัททั้งหลาย
โดยเหตุนี้ เราจึงควรถือว่า มหาสติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมที่ควรรู้และทำความเข้าใจยิ่ง เพราะเป็นข้อปฏิบัติที่จะดำเนินไปสู่นิพพาน อันเป็นจุดหมายปลายทางของเรา ซึ่งเป็นพุทธบริษัทด้วยกัน และยอมรับกันว่า เป็นธรรมที่สำคัญที่สุดในพุทธศาสนานี้
ฉะนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงรับรองไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรนี้ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเทวดา พรหมก็ตาม ถ้าหากว่า ได้ปฏิบัติตามนัยมหาสติปัฏฐาน ๔ นี้แล้ว เราเรียกท่านผู้นั้นว่าเป็น “ภิกษุ” ดังนี้
ความจริง “มรรค ๘” หรือที่เรียกกันว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือ วิปัสสนาญาณ ๙ หรือ วิสุทธิ ๗ ธรรมเหล่านี้ ล้วนเป็นธรรมที่จะให้บรรลุพระนิพพานด้วยกันทั้งนั้น แต่ธรรมเหล่านี้ทั้งหมดจะต้องเกิดมาจากมหาสติปัฏฐานทั้งสิ้น แต่จะเกิดได้อย่างไรนั้น ท่านจะทราบได้ต่อเมื่อได้ฟังคำอธิบายในการปฏิบัติสติปัฏฐาน จึงขอยกธรรมเหล่านี้มาตั้งให้ท่านทราบเสียก่อน เพื่อจะได้เชื่อมโยงความเข้าใจในข้อธรรมเหล่านั้น มาให้ติดต่อกัน เมื่อถึงตอนอธิบายการปฏิบัติสติปัฏฐานนั้น
แต่ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องมหาสติปัฏฐานนั้น ก็อยากจะให้ทราบประโยชน์สำคัญของการเจริญสติปัฏฐานเสียหน่อยหนึ่งว่า พระบรมศาสดาทรงบัญญัติมหาสติปัฏฐานขึ้น ก็เพราะเหตุเพื่อจะสงเคราะห์เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ให้พ้นจากทุกข์ และให้เกิดความหมดจดจากกิเลสทั้งปวง
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราก็ควรทราบเสียก่อนว่า ทุกข์ และ กิเลส นั้นได้แก่อะไรบ้าง ที่สำหรับสติปัฏฐานจะทำให้พ้นได้ จะขอยกเอาธรรมที่ชื่อว่า ทุกข์ ขึ้นมากล่าวก่อน ธรรมที่ท่านจัดว่าเป็นทุกข์นั้นได้แก่อะไร ท่านตรัสไว้ในธัมมจักกัปปวัตนสูตรว่า
อิทํ โข ปน ภิกฺเว ทุกขํ อริยสจฺจํ ชาติ ปิทุกฺขา ชราปิทุกฺขา มรณมฺปิทุกขํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺ สุปายาสาปิ อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข ปิเยหิ วิปฺปโยโคทุกฺโข ยมฺปิจฺฉ นลภติ ตมฺปิทุกฺขํ สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาทุกฺขา
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกข์ที่แท้จริงเป็นอย่างนี้ คือ ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความโศก ความร่ำไห้รำพัน ความทุกข์กายทุกข์ใจ และความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ความประสบสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ตามนั้นก็เป็นทุกข์"
โดยย่อแล้วอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ คือ เบญจขันธ์ นั่นแหละเป็นตัวของทุกข์อันยิ่งใหญ่ ทุกข์ทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นมาจากเบญจขันธ์ นั่นเอง
ตามสภาวะที่กล่าวมานี้ ท่านเรียกว่า กองทุกข์ทั้งนั้น และกองทุกข์ทั้งหลายที่กล่าวมานี้ เกิดขึ้นเพราะกิเลสเป็นเหตุ และกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์นั้นต้องแบ่งออกเป็น ๒ กาล คือ กิเลสอดีตกาล กับ กิเลสปัจจุบันกาล ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ขึ้น
เมื่อแบ่งกิเลสออกเป็น ๒ กาลแล้ว ทุกข์ที่กล่าวถึงนี้ ก็ต้องแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทด้วยเหมือนกัน คือ
๑.) ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากกิเลสอดีต ได้แก่ ชาติ, ชรา, มรณะ เพราะทุกข์เหล่านี้เป็นผลเกิดมา แต่กิเลสอดีตของเราเป็นเหตุให้กระทำกรรมแล้ว ผลของกรรม คือ ทุกข์ชาตินี้ เราจึงต้องได้รับทุกข์นั้น
๒.) ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากกิเลสปัจจุบันได้แก่ โสกะ, ปริเทวะ, ทุกขะ โทมนัส, อุปายาส, ประสบสิ่งอันไม่เป็นที่รัก, พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาเป็นทุกข์ และทุกข์เหล่านี้เกิดจากกิเลสในปัจจุบันชาตินี้ ถ้าชาตินี้เราหมดสิ้นกิเลสแล้ว ทุกข์เหล่านี้จะไม่มีเลย
สรุปใจความแล้วก็คือ ทุกข์กาย และทุกข์ใจนี่เอง ย่อลงไปก็มี ๒ อย่างเท่านั้น คือ
ทุกข์กายเกิดจาก กิเลสอดีต
ทุกข์ใจ เกิดจาก กิเลสปัจจุบัน
เป็นอันว่า ทุกข์ที่กล่าวมาแล้ว มีขึ้นเพราะกิเลสนี่เอง คือ ทุกข์ใจ จากกิเลสปัจจุบัน และเป็นเหตุให้เกิด ทุกข์กาย ต่อไปอีกในภพหน้าเพราะสังสารวัฏฏ์ต้องวนเวียนกันอยู่อย่างนี้
ส่วนพระอรหันต์ทั้งหลายนั้น ท่านเหลือแต่ทุกข์กายที่เกิดจากกิเลสอดีตเท่านั้น ทุกข์ใจ ไม่มีแล้ว เพราะท่านละกิเลสปัจจุบัน ที่จะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ใจเสียแล้ว เพราะฉะนั้น ผลในอนาคตก็ไม่มีอันนี้ชื่อว่าถึง สันติสุข คือ นิพพาน
โดยเหตุนี้แหละ พระบรมศาสดาผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณา ที่จะให้สัตว์ทั้งหลายพ้นจากทุกข์ พระองค์จึงทรางบัญญัติมหาสติปัฏฐาน ๔ ขึ้นเพื่อเป็นหนทางที่จะไปพ้นจากข้าศึก คือ กิเลส ฉะนั้น สติปัฏฐาน ๔ นั้น พุทธบริษัทจึงถือว่าเป็นหนทางที่จะพาผู้ปฏิบัติออกจากทุกข์ และดับเสียซึ่งกิเลส อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ดังพระบาลีในมหาสติปัฏฐานสูตรที่ว่า
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชชฺฌา โทมนสฺสํ
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่ มีความเพียรยังกิเลสให้เร่าร้อน มีปัญญา มีสติ พึงนำอภิชฌาและโทมนัส คือ ความยินดียินร้ายให้พินาศเสียได้ในโลก”
ความตอนนี้ ท่านกล่าวถึง องค์ประกอบของมหาสติปัฏฐานต้องมี ๓ อย่าง เท่าที่กล่าวไว้ในที่นี้ก็คือ
๑.) อาตาปี ได้แก่ มีความเพียร
๒.) สมฺปชาโน ได้แก่ มีปัญญา
๓.) สติมา ได้แก่ มีสติ
เมื่อมีธรรม ๓ ประการนี้ เป็นเครื่องมือแล้วก็จะสามารถทำลายความยินดียินร้ายในอารมณ์นั้นเสียได้
ต่อไปนี้ จะยกเอากิเลสที่เป็นเหตุของทุกข์ ซึ่งท่านควรรู้จักไว้ว่ามีอะไรบ้าง เพราะถ้าเราไม่รู้ไว้บ้าง ในเมื่อเราต้องการจะละกิเลส บางทีอาจจะละมันไม่ได้ เพราะว่า เราไม่รู้จักหน้าตาของมัน
เพราะฉะนั้นพึงทราบว่า สภาวะที่จัดไว้เป็นกิเลสนั้นมี ๑๐ ประการด้วยกัน คือ
โลภะ, โทสะ, โมหะ, ทิฎฐิ, มานะ, อหิริกะ, อโนตตัปปะ, อุทธัจจะ, ถีนะ และวิจิกิจฉา รวม ๑๐ ประการด้วยกัน
สภาวะของกิเลสทั้ง ๑๐ นี่แหละที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ต่างๆ และเป็นปหาตัพพธรรม คือธรรมที่ควรละควรประหารให้หมดไป มิฉะนั้นจะไม่ได้นามว่า ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ถ้าหากกิเลสยังมีอยู่ในสันดานของเรา
ยังมีอีกข้อหนึ่ง ที่ท่านยังไม่ทราบและควรจะได้ทราบไว้ด้วยเหมือนกัน ก็คือ ในการที่จะละกิเลสทั้งหลายตามที่กล่าวมาแล้ว ให้หมดไปจากสันดานของเราโดยสิ้นเชิงนั้น ไม่ใช่ว่า จะละให้หมดไปได้ทีเดียวหรือจะให้หมดไปพร้อมๆกันทั้งหมด ต้องละไปแต่ละอย่างๆ เป็นคราวๆ ไป หรือเป็นขั้นตอนไป ท่านนักศึกษาทั้งหลายก็ควรจะทราบว่า กิเลสอะไรที่จะต้องละไปก่อน กิเลสอะไรที่จะละไปทีหลัง และกิเลสอะไร จะหมดไปด้วยธรรมอะไร อันนี้ก็ต้องทราบไว้ด้วย คือ ในกิเลสทั้ง ๑๐ ประการนั้น เราจะต้องละทิฏฐิกิเลสและวิจิกิจฉาก่อนกิเลสอื่นๆ ทั้งหลาย
คำว่า “ทิฏฐิ” นี้ หมายถึง มิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิดจากความจริงนั่นเอง มิจฉาทิฏฐินี้ เมื่อแยกออกไปโดยพิสดารแล้ว
มี ๖๒ อย่าง
ทิฏฐิ ๖๒ อย่างนี้ ได้แก่
ความเห็นผิดโดยปรารภขันธ์ส่วนอดีต ๑๘ ประการ ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต ๔๔ ประการ
ความเห็นผิดเหล่านี้ยังไม่เกี่ยวกับ สักกายทิฏฐิ แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิของอาจารย์ภายนอกพุทธศาสนา แต่ส่วน สักกายทิฏฐินั้น เป็นความเห็นผิดภายในพุทธศาสนา
ฉะนั้น ทิฏฐิ ๖๒ ยังไม่สำคัญเท่าสักกายทิฏฐิ หรือ อัตตานุทิฏฐิ เพราะถ้าสามารถละสักกายทิฏฐิ หรือ อัตตานุทิฏฐิ ได้แล้ว ทิฏฐิทั้ง ๖๒ ประการนี้ ก็ไม่มีเหลืออยู่เลย ความเห็นผิดตามที่ท่านได้ทราบมาแล้ว ก็คือ มีความเห็นว่า สัตว์ทั้งหลายเมื่อตายแล้วก็สูญ หรือว่าตายแต่ร่างกาย แต่จิตนี้หาได้ตายตามกายไปไม่
ส่วนวิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย ถ้ากล่าวโดยพิสดารแล้ว มี ๑๖ ประการ คือ มีการสงสัยในเรื่องอดีตบ้าง เช่น เราเคยเกิดมาแล้วหรือไม่ ตายแล้วจะต้องเกิดอีก หรือตายแล้วสูญ หรือตายแล้วเกิด เป็นต้น
กิเลสทั้ง ๒ อย่าง คือ ทิฏฐิ และ วิจิกิจฉา นี้จะต้องละให้หมดเสียก่อน และกิเลสนี้ก็มิได้ละให้หมดจดไปได้โดยสิ้นเชิง ด้วยการฟังธรรมหรือด้วยการคิดนึกตรึกตรอง หรือละด้วยธรรมอื่นใดทั้งหลาย ต้องละได้ด้วย ปัญญา ในโสดาปัตติมรรคจิตดวงเดียวเท่านั้น ทิฏฐิ และวิจิกิจฉา จึงจะหมดสิ้นเชิงไปได้
พระสกทาคามิมรรคนั้น ก็ไม่สามารถจะประหารกิเลสที่เหลืออยู่อีก ๘ อย่างนั้นให้ขาดเป็นสมุจเฉทประหารไปได้ เพียงทำให้กิเลสที่เหลืออยู่นั้นเบาบางลงไปได้บ้าง
ส่วนโทสกิเลสนี่ต้องถึงอนาคามิมรรค จึงจะละให้ขาดสำเร็จเป็นสมุจเฉทได้
สำหรับกิเลสที่เหลืออีก ๗ อย่างนั้น จะละให้หมดสิ้นเชิงได้ด้วยอรหัตมรรคอย่างเดียว มรรคอื่นๆ ก็ไม่สามารถจะละได้
เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว เราก็พอมองเห็นว่า ธรรมะในพระพุทธศาสนานี้ มีอริยมรรคทั้ง ๘ เป็นสำคัญที่สุด แต่เราจะทำให้อริยมรรคทั้ง ๘ เกิดขึ้นแก่เราได้ด้วยวิธีอย่างไร หรือว่าจะเดินทางไหนจึงจะถึงอริยมรรค ๘ ได้ ทางนั้นก็คือ สติปัฏฐาน ๔ นี่เอง ดังบาลีที่ว่า เอกายโน มัคฺโคฯเป็นต้น ซึ่งเป็นการยืนยันว่า มีทางเดียวเท่านั้นคือสติปัฏฐาน ๔ นี่เอง
ต่อไปนี้ จะบรรยายเรื่องสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งในสติปัฏฐาน ๔ ได้รวบรวมเอาคำสอนของพระบรมศาสดาไว้ถึง ๓ นัย คือ
๑.) นัยของปริยัติ เป็นนัยที่ต้องมีการศึกษาเล่าเรียนให้เข้าใจพระไตรปิฎก หรือปรมัตถธรรม ๔
๒.) นัยแห่งปฏิบัติ เป็นนัยแห่งการกระทำการงานของ ศีล สมาธิ ปัญญา ตามสติปัฏฐาน ๔
๓.) นัยแห่งปฏิเวธ เป็นนัยแห่งรู้แจ้งในผลอันเกิดจากปริยัติ และปฏิบัติจนเข้าถึงปฏิเวธ
ทั้ง ๓ นัยนี้มีอยู่ในมหาสติปัฏฐานทั้ง ๔ และนัยทั้ง ๓ นี้ ต้องเป็นเหตุผลติดต่อกัน คือ ปริยัติ, ปฏิบัติ เป็นเหตุให้เกิด ปฏิเวธ เพราะความรู้ หรือปัญญาที่เรียกว่า ปฏิเวธ นั้น ปัญญานี้ต้องได้มาจาก การปฏิบัติ และการปฏิบัติ จะถูกตรงตามหลักฐานหนทางที่จะไปถึงพระนิพพานหรือไม่นั้นต้องอาศัย ปริยัติ เช่น
เมื่อเราต้องการจะเจริญสติปัฏฐานนั้น เราจะต้องเรียนให้รู้ว่า “สติปัฏฐานได้แก่อะไร จำนวนเท่าไร และอยู่ที่ไหน อันนี้เป็นนัยของ ปริยัติ
แต่ถ้าหากว่าเราจะทำสติปัฏฐาน เราทำอย่างไร คือหมายความว่า เราจะเอาสติไปตั้งกำหนดไว้ที่ไหน และจะกำหนดอะไร ในเวลาไหน อันนี้เป็นนัยของการปฏิบัติ
เมื่อเราลงมือปฏิบัติตามสติปัฏฐานแล้ว เราจะต้องรู้อะไร และต้องรู้อย่างไร จึงจะถูก ถ้าจิตได้อารมณ์อย่างนั้นจะถูกไหม หรือว่า รับอารมณ์อย่างนั้นจะผิดไหม การรู้อย่างนี้เป็นนัยของ ปฏิเวธ
อันนี้ ก็เป็นข้อสำคัญอย่างหนึ่ง ของท่านผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนาทั้งหลาย คือ เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจด้วยว่า ธรรมะอันนี้เป็นนัยของ ปริยัติ ธรรมเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ปฏิบัติ ธรรมะเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ปฏิเวธ ถ้าเราไม่เข้าใจตาม นัยยะดังกล่าวนี้แล้ว การเรียน การพูด การเข้าใจของเราก็อาจจะไขว้เขว เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นต้องมีนัยทั้ง ๓ นี้ปะปนรวมกันอยู่เสมอ ถ้ามี ฉะนั้นเราอาจจะเลือกเอาธรรมะต่างๆ เหล่านี้ไปใช้ไม่ถูกไม่ควรแก่ฐานะของธรรม เราก็อาจจะไม่ได้ผลตามที่เราตั้งปรารถนาไว้
ฉะนั้น ต่อไปนี้จะอธิบายถึงสติปัฏฐาน ๔ ตามนัยของปริยัติก่อน
มหาสติปัฏฐาน ได้แก่อะไรบ้าง สติปัฏฐานมี ๔ อย่างโดยสังเขป คือ
๑.) กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๒.) เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๓.) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๔.) ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
สติปัฏฐาน ๔ อย่างโดยสังเขป ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น แตกออกไปโดยพิสดารมีถึง ๑๔ หมวดด้วยกัน ในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานมีถึง ๙ หมวด ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานมีถึง ๑๖ หมวด และในธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานมี ๕ หมวด รวมทั้งสิ้น ๔๔ หมวดด้วยกัน เมื่อกล่าวโดยพิสดารหมายความว่า อารมณ์ใน ๔๔ อย่างนี้ เป็นเครื่องตั้งสติหรือเป็นอารมณ์ที่จะเอามาใช้กำหนด เพื่อเป็นหนทางที่จะดำเนินไปสู่พระนิพพาน
ความจริงนั้น สติอาจจะตั้งได้ในอารมณ์ทั้งปวง แต่ว่าถ้าสติตั้งอยู่ที่อารมณ์นั้นก็ไม่เป็นปัจจัยให้เราดำเนินไปถึงพระนิพพานได้
ในอารมณ์สติปัฏฐาน ๔๔ ปัพพะนั้นได้แก่อะไรบ้าง
๑.) กายานุปัสสนาสติปัฏฐานมี ๑๔ ปัพพะ คือ
๑.๑) อานาปานสติ ได้แก่ ลมหายใจเข้าออก
๑.๒) อิริยาบถ ๔ ได้แก่ รูปยืน, เดิน, นั่ง, นอน
๑.๓) สัมปชัญญะ ๗ หมวด ได้แก่
- ก้าวไปข้างหน้า, ถอยไปข้างหลัง
- แลไปข้างหน้า, เหลียวซ้าย, เหลียวขวา
- คู้แขนเข้า เหยียดแขนออก
- กิริยาที่เกี่ยวกับการใช้บาตร, จีวร และสังฆาฏิ
- การเคี้ยว, การดื่ม, การเลีย
- การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
- การยืน, การนั่ง, การนอน, การหลับ, การตื่น, การพูด หรือการนิ่ง
๑.๔) ปฏิกูลปัพพะ ได้แก่ อาการ ๓๒ มี ผม, ขน, เล็บ, ฟัน, หนัง เป็นต้น
๑.๕) ธาตุมนสิการปัพพะ คือ พิจารณาสภาวะลักษณะของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม
๑.๖) อสุภะ คือ ศพที่มีกระดูก เลือดและเนื้อติดอยู่
๑.๗) อสุภะ คือ ศพที่ปราศจากเนื้อแล้วเหลือเป็นโครงกระดูก
๑.๘) อสุภะ คือ ศพที่กระดูกกระจัดกระจาย
๑.๙) อสุภะ คือ ศพที่ปราศจากเนื้อ แต่มีเส้นเอ็นรัดให้คงรูปอยู่
๑.๑๐) อสุภะ คือ ศพที่ปราศจากเนื้อแล้วเหลือเป็นโครงกระดูก
๑.๑๑) อสุภะ คือ ศพที่กระดูกกระจัดกระจายเรี่ยราดอยู่
๑.๑๒) อสุภะ คือ ศพที่เก่าจนกระดูกขาวเหมือนหอยสังข์
๑.๑๓) อสุภะ คือ ศพที่เหลือแต่กองกระดูกไม่เป็นรูปร่าง
๑.๑๔) อสุภะ คือ ศพที่กระดูกป่นเป็นผง
อสุภะสำหรับใช้พิจารณามี ๙ อย่าง รวมอารมณ์ของสติปัฏฐาน ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มี ๑๔ ปัพพะ แล้วแต่ใครจะพอใจพิจารณาอารมณ์เช่นไร ก็แล้วแต่อัชฌาสัย
๒.) เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานมี ๙ ปัพพะ คือ
๒.๑) สุขเวทนา
๒.๒) ทุกขเวทนา
๒.๓) อทุกขมสุขเวทนา
๒.๔) สุขเวทนามีอามิส คือ เจือด้วยกิเลส
๒.๕) ทุกขเวทนามีอามิส คือเจือด้วยกิเลส
๒.๖) อทุกขมสุขเวทนามีอามิส เจือด้วยกิเลส
๒.๗) สุขเวทนา ที่ไม่เจือด้วยอามิส
๒.๘) ทุกขเวทนา ที่ไม่เจือด้วยอามิส
๒.๙) อทุกขมสุขเวทนา ที่ไม่เจือด้วยอามิส
รวมเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๙ ฐานด้วยกัน
๓.) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน มี ๑๖ ปัพพะ คือ
๓.๑) จิตมีราคะ
๓.๒) จิตไม่มีราคะ
๓.๓) จิตมีโทสะ
๓.๔) จิตไม่มีโทสะ
๓.๕) จิตมีโมหะ
๓.๖) จิตไม่มีโมหะ
๓.๗) จิตหดหู่ท้อถอย
๓.๘) จิตฟุ้งซ่าน
๓.๙) จิตเป็นฌาน
๓.๑๐) จิตไม่เป็นฌาน
๓.๑๑) จิตเป็นกามาวจร
๓.๑๒) จิตที่เป็นรูปาวจร หรืออรูปาวจร
๓.๑๓) จิตเป็นสมาธิ
๓.๑๔) จิตไม่เป็นสมาธิ
๓.๑๕) จิตพ้นจากนิวรณ์
๓.๑๖) จิตไม่พ้นจากนิวรณ์
๔.) ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน มี ๕ ปัพพะ คือ
๔.๑) นิวรณ์ ๕
๔.๒) ขันธ์ ๕
๔.๓) อายตนะ ๑๒
๔.๔) โพชฌงค์ ๗
๔.๕) อริยสัจ ๔
รวม ๕ หมวดด้วยกัน เรียกว่า ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เท่าที่ได้ฟังมานี้ จะเห็นได้ว่า ธรรมทั้งหลายนั้นทั้งหมดที่สำคัญๆ อยู่ในมหาสติปัฏฐานทั้งหมด ฉะนั้นในมหาสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ เมื่อกล่าวโดยพิสดารก็มี ๔๔ อย่าง แต่ถ้ากล่าวโดยย่อก็มี ๔ อย่างเท่านั้น คือกาย, เวทนา, จิต และธรรม
ในมหาสติปัฏฐาน ๔ นั้น เมื่อย่อลงไปก็ได้แก่สภาวะ ๒ อย่างเท่านั้น ได้แก่ รูปธรรม และ นามธรรม คือ
๑.) กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ รูปธรรม
๒.) เวทนานุสปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ นามธรรม
๓.) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ นามธรรม
๔.) ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ รูปและนาม
เมื่อย่อลงแล้ว ก็ได้แก่ นามกับรูป
ก.) ผู้ใดเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นการกำหนดรูปปริจเฉทญาณ เรียกว่า ญาณที่กำหนดรู้รูป
ข.) ผู้ใดเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน กับผู้ใดเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นการกำหนด นามปริจเฉทญาณ เรียกว่า ญาณที่รู้จักนาม
ค.) ผู้ใดเจริญธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ คือ ญาณที่รู้จักทั้งนามและรูป
ในสติปัฏฐาน ๔ นี้ ท่านวางจริตไว้ ๒ อย่าง สำหรับผู้ที่จะปฏิบัติสติปัฏฐาน คือ ตัณหาจริต กับ ทิฏฐิจริต
ในจริต ๒ นี้ ยังแยกออกเป็นอย่างหยาบกับอย่างละเอียด
ก.) ตัณหาอย่างหยาบ ให้เจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ข.) ตัณหาอย่างละเอียด ให้เจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ค.) ทิฏฐิอย่างหยาบ ให้เจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ง.) ทิฏฐิอย่างละเอียด ให้เจริญธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ถ้าจะพิจารณาดูประโยชน์ของสติปัฏฐานตอนนี้แล้ว ก็พอจะเห็นได้ว่า มหาสติปัฏฐานนั้น ต้องการจะละกิเลส ๒ ตัว เท่านั้น คือ ตัณหาและทิฏฐิ เพราะว่ากิเลส ๒ ตัวนี้ เป็นตัวสำคัญในกิเลสทั้งปวงที่กล่าวมาแล้ว
(ต่อตอนที่ ๒)
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ