มหาสติปัฏฐาน ๔ 

(นัยปฏิบัติ ตอนที่ ๒)


ธรรมบรรยาย โดย อาจารย์แนบ มหานีรานนท์

วิปลาสธรรมเกิดจากกิเลส ๒ อย่าง

       บรรดากิเลสทั้งหลายเมื่อย่อลงไปแล้ว กิเลสอื่นๆ ก็มาจากกิเลส ๒ ตัวนี้ เพราะฉะนั้นจึงได้เรียนไว้เมื่อกี้นี้ว่า กิเลสอันนี้แหละจะต้องละก่อน ทิฏฐิเป็นตัวสำคัญที่ต้องละก่อน เพราะกิเลส ๒ ตัวนี้แหละ จึงทำให้วิปลาส เกิดขึ้นในอารมณ์ของเรา คือทำให้เรามีความรู้สึกเข้าใจผิด ๔ อย่างเกิดขึ้นมาในจิตของเรา คือ

       ๑.) ทำให้เห็นว่า ในอารมณ์ทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นของสวย ของงาม ของดี จึงทำให้เราพอใจในอารมณ์นั้นๆ อันนี้เรียกว่า สุภวิปลาส คือ การเห็นที่เห็นว่า เป็นของดีงามนั้น ท่านถือว่าเป็นวิปลาส

       ๒.) ทำให้มีความรู้สึกต่ออารมณ์ทั้งหลายนั้นว่านำความสุขมาให้ เป็นไปเพื่อสุข อันนี้เรียกว่า สุขวิปลาส ซึ่งเป็นวิปลาสอีกอันหนึ่ง

       ๓.) ทำให้รู้สึกว่า สิ่งทั้งหลายรวมลงที่กายและใจของเรานั้นเป็นของเที่ยงถาวร หารู้ไม่ว่าสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น ต้องมีความแตกดับอยู่เป็นนิตย์ เมื่อมีทิฏฐิความเห็นผิดเกิดขึ้นดังนี้แล้ว ตัณหาความยินดีก็เข้าไปอาศัยอารมณ์นั้นทันที ความรู้สึกอย่างนี้ เรียกว่า นิจจวิปลาส คือเห็นว่าเที่ยง ซึ่งเป็นวิปลาสอีกอันหนึ่งที่เกิดขึ้นในจิตสันดานของเราได้

       ๔.) ทำให้รู้สึกว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ หรือโลกนี้ เมื่อรวมลงในขันธ์ ๕ แล้วก็ได้แก่ กาย และใจ ของเรานี่เอง เป็นตัว เป็นตน หรือมีตัว มีตนในกายและใจของเรา สิ่งทั้งหลายอยู่ในอำนาจของเรา เราสามารถจะบังคับให้เป็นไปตามความต้องการของเราได้ วิปลาสอันนี้เรียกว่า อัตตวิปลาส

       รวมอารมณ์ของวิปลาส ๔ อย่าง ตัวการที่ให้เกิดวิปลาสเหล่านั้น ก็มาจาก ตัณหา และ ทิฏฐิ นั่นเอง และวิปลาสทั้ง ๔ นี้ ท่านกล่าวว่า จะละเสียได้ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง โดยอธิบายในอรรถกถาว่า

       วิปลาสที่ ๑ คือ สุภวิปลาส ที่เห็นว่าสวยงามนั้น จะละได้ด้วยกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

       วิปลาสที่ ๒ คือ สุขวิปลาส ที่เห็นว่า รูปนามขันธ์ ๕ เป็นไปเพื่อความสุข จะละได้ด้วยเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

       วิปลาสที่ ๓ คือ นิจจวิปลาส ที่เห็นว่า อารมณ์ทั้งหลาย เที่ยงถาวรไม่แตกดับไม่ฉิบหายนั้น จะละเสียได้ด้วยจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

       วิปลาสที่ ๔ คือ อัตตวิปลาส ที่เห็นว่าเป็นตัวตนหรือต้องมีตนนั้น จะละเสียได้ด้วยธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

       ข้อสำคัญสิ่งที่ท่านควรจะทราบล่วงหน้าไว้ก่อนในที่นี้ก็คือ เราจะต้องทราบว่ากิเลส คือ ตัณหาและ ทิฏฐิ ทั้งสองนี้ อาศัยอะไรเกิดขึ้นและจึงทำวิปลาสทั้ง ๔ ให้เกิดขึ้นเป็นอารมณ์ของเราได้ที่ไหน คือความรู้สึกผิดทั้ง ๔ อย่างนี้ จะเกิดขึ้นกับเราที่ไหน และเวลาไหน มิฉะนั้น เมื่อเข้าไปถึงตอนปฏิบัติแล้ว ความเข้าใจก็จะไม่เชื่อมโยงให้ติดต่อกัน เพราะหากความเข้าใจนั้น ไม่สามารถจะโยงเหตุผลมาให้ติดต่อกันได้แล้ว การฟังก็จะไม่ซาบซึ้งในอรรถรสของพระพุทธศาสนานั้นได้

กิเลสและวิปลาสเกิดที่อารมณ์และอิริยาบถ

       ความจริงกิเลสทั้ง ๒ คือ ตัณหา และทิฏฐิ และวิปลาสทั้ง ๔ คือ สุภวิปลาส สุขวิปลาส นิจจวิปลาส และอัตตวิปลาสนั้น เมื่อสรุปโดยย่อแล้ว กิเลสเหล่านี้ก็เกิดขึ้นที่อารมณ์และอิริยาบถของเรานี่เอง ไม่ใช่เกิดขึ้นที่อื่น

ทีนี้จะย่อสติปัฏฐานทั้ง ๔ โดยสรุปแล้วก็ได้แก่ อารมณ์และอิริยาบถทั้ง ๔ เหมือนกันตามที่พูดมานี้เป็นนัยของปริยัติ ฉะนั้นจึงขอจบนัยของปริยัติไว้เพียงเท่านี้ โดยสังเขปก่อน ถ้าจะบรรยายให้พิสดารที่สุดแล้วต้องใช้เวลาหลายปี

สติปัฏฐานตามนัยปฏิบัติ

       ต่อไปนี้จะได้บรรยายถึง การเจริญสติปัฏฐานเพื่อทำลายกิเลสและวิปลาสตามที่กล่าวแล้วนั้น ที่เป็นนัยของการปฏิบัติ แต่ท่านต้องไม่ลืม ตามที่ได้เรียนให้ทราบเมื่อว่า กิเลสเหล่านั้นเกิดขึ้นที่อารมณ์และอิริยาบถ แต่จะเกิดได้อย่างไร ท่านจะได้ทราบในการอธิบาย คราวนี้จะขออธิบายสติปัฏฐานแต่เฉพาะนัยของวิปัสสนาอย่างเดียวเท่านั้น เพราะว่าเวลาของเรามีจำกัด

ความหมายของวิปัสสนา

       ควรทราบความหมายของคำว่า “วิปัสสนา” ไว้ก่อน คำว่า “วิปัสสนา” นั้น เป็นชื่อของปัญญาที่เห็นนามและรูปเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง หรือจะเรียกว่า ปัญญาที่รู้นามรูปไม่เที่ยง, เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ก็ได้ ปัญญาอย่างนี้แหละ เรียกว่า “วิปัสสนาปัญญา” ถ้าไม่รู้อย่างนี้ไม่เรียกว่า วิปัสสนาปัญญา แต่การที่จะอธิบายวิธีเจริญสติปัฏฐาน คราวนี้ก็ได้แยกแล้วว่า เป็นนัยของวิปัสสนาอย่างเดียวนั้น

       ขั้นแรก ผู้ที่จะเจริญวิปัสสนานั้น ต้องศึกษาให้รู้จักนามรูปที่เกิดขึ้นตามอารมณ์ และอิริยาบถเสียก่อนเพราะอะไร เพราะเหตุว่า จะได้เอานามรูปไปใช้ทำงานในการเพ่งเพื่อจะได้เกิดปัญญาเห็นว่า นามรูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นั่นเอง แต่ว่า การเรียนนามรูปนี้ก็ยังเป็นนัยของปริยัติเหมือนกัน แต่ว่าเป็นปริยัติที่เป็นส่วนของการปฏิบัติ

       ในการที่จะให้รู้นามรูปก่อนนั้น ก็เพราะเหตุว่าเพื่อจะได้เอาความรู้ และความจำว่าเป็นนามนี้ รูปนี้ เข้าไปขับไล่ความเข้าใจผิด ที่ฝังอยู่ในจิตสันดานเดิมแล้วที่ว่า เป็นเรา หรือ เป็นตัวของเรา อย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องเอานามรูปมาเรียนให้รู้เป็นพื้นฐานไว้ก่อน เพื่อจะได้เอาไปขับไล่ความรู้สึกที่ว่า เป็นเรานั้นออกไป และความรู้สึกในการที่จะเรียนรู้นามรูปนั้น ถ้าเรียนรู้ตามปริยัติจริงๆ ก็จะต้องกินเวลามาก แต่จะเรียนให้ทราบย่อๆ ไว้บ้าง ตามนัยของปริยัติ ที่เป็นส่วนของการปฏิบัติ เพื่อจะได้เอามาใช้เจริญทางวิปัสสนาเท่านั้น

นามรูปที่เกิดขึ้นตามอารมณ์

จะเรียนให้ทราบถึงนามรูป ที่เกิดขึ้นตามอารมณ์เสียก่อน คือ

       - ขณะที่ตาเห็นสีนั้น สีเป็นรูป เห็นเป็นนาม

       - ขณะที่หูได้ยินเสียงนั้น เสียงเป็นรูป ได้ยินเสียงเป็นนาม

       - ขณะที่จมูกได้กลิ่นนั้น กลิ่นเป็นรูป สภาวะที่รู้กลิ่นเป็นนาม

       - ขณะที่ลิ้นรู้รส รสเป็นรูป สภาวะที่รู้รสเป็นนาม

       - ขณะกายถูกต้องโผฏฐัพพะ คือ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เคร่งตึง หรือเคลื่อนไหว นั้น โผฏฐัพพะ เป็นรูป ที่รู้สึกว่า เย็นร้อน อ่อน แข็ง เคร่ง ตึง หรือเคลื่อนไหว เป็นนาม

       อิริยาบถใหญ่ ๔ นั้น นั่ง นอน ยืน เดิน เป็นรูป และอิริยาบถย่อย เช่น อาการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับมาข้างหลัง คู้แขนเข้า เหยียดแขนออก เป็นต้น รวมความว่า อิริยาบถทั้งหมดจะเป็นอิริยาบถใหญ่ หรืออิริยาบถย่อยก็ตาม คงเป็น รูปธรรมทั้งหมด และสภาวะที่รู้ในอิริยาบถต่างๆ เหล่านั้น เป็น นามธรรมทั้งหมด รับความเข้าใจย่อๆ เพียงเท่านี้ก็พอแล้วแก่การปฏิบัติ หรือจะสรุปเพื่อความเข้าใจง่ายๆ สำหรับการฟังในวันนี้ก็ให้ถือรวมใจความย่อๆ ว่า

       ธรรมชาติ หรือสภาวะที่เป็นตัวรู้ ทั้งหมด เป็น นามธรรม สิ่งที่ถูกรู้หรือสิ่งที่ไม่รู้ทั้งหมดเป็นรูปธรรม

       เมื่อเรียนรู้นามรูปเข้าใจดีแล้ว ก็จะลงมือกำหนดนามรูปเพื่อให้เกิดวิปัสสนาปัญญา ที่เห็นว่านามรูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตามที่ได้เรียนไว้แต่ต้น


สัปปายะ ๔ อย่าง

       แต่การที่ท่านจะลงมือกำหนดนามรูปตามนัยของมหาสติปัฏฐานนั้น จะต้องหาสัปปายะคือความสะดวกสบายในการปฏิบัติ ๔ อย่าง คือ

       ๑.) เสนาสนะ สัปปายะ ต้องได้สถานที่ที่สะดวกแก่การปฏิบัติ

       ๒.) อาหาร สัปปายะ ต้องได้อาหารที่สบาย ไม่แสลงแก่โรคภัยไข้เจ็บของเรา

       ๓.) บุคคลสัปปายะ ต้องมีบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร อยู่ใกล้เคียง ไม่ใช่เป็นบุคคลที่จะมาทำลายให้เราเสียอารมณ์ นำเรื่องนั้นเรื่องนี้มาพูดหรือก่อกวนอึกทึก เป็นต้น

       ๔.) ธรรมสัปปายะ ต้องได้ธรรมะที่จะเอามาใช้กำหนดเป็นอารมณ์นั้น ต้องถูกกับอัธยาศัยของตนหรือถูกกับจริตของตนด้วย

       ถ้าจะให้สะดวกแล้วก็ต้องเข้าในห้องกรรมฐานที่เขาได้จัดให้มีขึ้น ตามสำนักวิปัสสนากรรมฐานต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว

       เมื่อหาสัปปายะทั้ง ๔ อย่างได้แล้ว ก็ลงมือปฏิบัติกำหนดรูปนาม ตามที่ตนได้เรียนและเข้าใจไว้ก่อนแล้ว และในการที่จะไปทำการเจริญสติปัฏฐานนั้น หรือการกำหนดนามรูปนั้นจะต้องมีการสำรวมในธรรมอีก ๕ อย่าง คือ

       ก.) ต้องอยู่คนเดียว กินคนเดียว นอนคนเดียว ในห้องที่อยู่ ต้องอยู่คนเดียว

       ข.) ต้องไม่พูดคุยในสิ่งที่ไม่จำเป็น ถ้าจะพูดก็ต้องมีสติรู้ในการพูดนั้น

       ค.) การหลับนอน ต้องให้เป็นไปพอสมควร กลางวัน ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรหลับ เพราะถ้าหลับมากนัก ก็จะเป็นกำลังให้แก่ถีนะมิทธะนิวรณ์ เมื่อถีนมิทธะมีกำลังมากเข้า นิวรณ์ก็จะมีกำลังกล้าแข็งขึ้น ความสงบก็เกิดได้ยาก

       ง.) การบริโภคอาหารต้องรับประทานให้อิ่มพอสมควร อย่าให้อิ่มมากเกินไป ถ้าอิ่มมากก็ทำให้จิตสงบยากเหมือนกัน

       จ.) ต้องเว้นปลิโพธ เครื่องทำให้กังวลต่างๆ หมายความว่า ต้องเว้นการงานที่ไม่จำเป็นทั้งหมด ต้องทำแต่สิ่งที่จำเป็นเท่านั้น เช่น กินข้าว อาบน้ำ ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ เหล่านี้เป็นต้น ถ้าไม่จำเป็นนอกจากนี้แล้ว ต้องขอให้เว้น เมื่อเข้าใจในเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็เข้าห้องกรรมฐานได้และลงมือเจริญสติ กำหนดอารมณ์ ตามนัยของมหาสติปัฏฐาน ๔

       ขอได้โปรดฟังต่อไป ดิฉันจะอธิบายถึงการเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นขั้นปฏิบัติ แต่การอธิบายนี้จะเป็นการอธิบายตามนัยของวิปัสสนาในกายานุปัสสนาสติปัฏฐานก่อน จะอธิบายพร้อมกัน ๓ หมวด คือ

       กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดอานาปานอิริยาบถ ๔ สัมปชัญญะ ๗ เพราะจะได้อธิบายแต่ละบท ดังนี้

วิธีกำหนดลมหายใจตามนัยวิปัสสนา

       วิธีกำหนดลมหายใจเข้าออก ให้นั่งตามสบายแล้วแต่สะดวก และเอาสติคอยรู้จับไว้ที่ลมหายใจเข้าและออก เมื่อลมหายใจเข้ายาวก็ให้รู้ว่าลมหายใจเข้ายาว เมื่อลมหายใจออกยาวก็ให้รู้ว่าลมหายใจออกยาว เมื่อลมหายใจเข้าสั้น ก็ให้รู้ว่าลมหายใจเข้าสั้น เมื่อลมหายใจออกสั้น ก็ให้รู้ว่าลมหายใจออกสั้น

       ในการกำหนดลมหายใจนี้ ทำไมต้องให้รู้เรื่องยาว เรื่องสั้นด้วย ก็เพราะเหตุว่า จะให้สตินั้นจับไว้ที่ลมหายใจไม่ให้เผลอ ถ้าหากว่ารู้แต่เพียงว่า ลมเข้ากับลมออกเท่านั้น ทีนี้ระหว่างที่ลมเข้าก็รู้แล้วว่าลมเข้าแล้ว แต่ว่าระหว่างหายใจเข้านั้นลมยังไม่ได้เข้าแล้วหมดไปเดี๋ยวนั้น กว่าลมจะเข้าหมดนั้น จิตอาจจะแว่บไปที่อื่นได้ เพราะว่าความไวของจิตไวที่สุด ให้ตามจับตลอดไป จนกระทั่งลมที่เข้านั้นหมด

       เมื่อสติติดตามไป จิตก็ไม่มีโอกาสจะแว่บออกไปได้ จึงสามารถรู้ว่าลมเข้ายาวก็รู้ เข้าสั้นก็รู้ โดยเอาสติตามจับ ถ้าไม่ตามจับอย่างนี้ก็เผลอ รู้เหมือนกันว่าเข้าว่าออก แต่ในระหว่างที่เข้าออกของลมกว่าจะหมดนั้น จิตไปที่อื่นแล้ว เพื่อจะไม่ให้สติหลุดไป จึงต้องตามจับลมหายใจ เข้ายาวก็รู้ เข้าสั้นก็รู้ แต่ต้องไม่ลืมว่า ผู้กำหนดนั้น มีความเข้าใจ นามรูป อยู่ก่อนแล้ว ตามที่เรียนมาเมื่อกี้นี้ ต้องเข้าใจว่าลมหายใจเข้าออกนั้น ทั้งเข้าและทั้งออก เป็น รูปธรรมโดยย่อๆ และสภาวะที่รู้ว่าลมเข้าลมออกนั้นเป็น นามธรรม เวลากำหนดลม ท่านต้องทำความเข้าใจอย่างนี้ไว้ก่อนเป็นนัยของวิปัสสนา

       ความจริงในการที่จะรู้ว่า ลมนี้เข้า ลมนี้ออก เรารู้ได้เพราะอาศัยโผฏฐัพพะของลม คือ ความเย็นและความร้อน ที่มากระทบกายประสาทที่ปลายจมูกของเรา และกายวิญญาณก็รู้ความเย็นร้อน ที่ลมกระทบ ถ้ามิฉะนั้นจะรู้ว่ามีลมไม่ได้ เพราะลมเข้าออกนี้ไม่มีรูปร่างให้เห็นว่าเดินเข้าหรือเดินออก ที่เรารู้ไว้ว่า ลมเข้าหรือออกนั้นด้วยอาศัยโผฏฐัพพารมณ์ คือ ความเย็น ความร้อน (หรือความไหว ตึง)​ ที่กระทบกายประสาท แล้วกายวิญญาณก็รู้โดยอาศัยโผฏฐัพพะเป็นเครื่องกำหนดรู้ว่า ลมเข้าและลมออก หรืออาศัยความเย็น และความร้อน​นั่นแหละ

       เมื่อความเย็นไปกระทบเข้าก็เป็นเครื่องหมายให้รู้ว่า นี่ลมเข้า เวลาออกมาก็อุ่น ไม่เย็นเหมือนเมื่อตอนเข้า ขอให้สังเกตอย่างนี้เสมอ จึงเป็นเครื่องหมายให้เรารู้ได้ว่า ลมเข้าและลมออก

       ทีนี้เวลากำหนดนั้น กำหนดแต่เฉพาะอาการที่มากระทบเท่านั้น เพราะความเย็นและความร้อน ที่ปรากฏขึ้นให้เรารู้สึกนั้น กำหนดแต่เฉพาะอาการที่มากระทบเท่านั้น เพราะความเย็นและความร้อน ที่ปรากฏให้เรารู้สึกนั้น กำหนดเฉพาะแต่สภาวะเท่านั้น ไม่ต้องว่า เย็น หรือว่า ร้อน ไปด้วย

       หรือไม่ต้องภาวนาว่า พุทโธ พุทโธ หรือสัมมาอรหัง เพราะเป็นนัยยะของวิปัสสนาต้องการรู้แต่สภาวะไม่ต้องการให้บัญญัติทั้งหลายเข้ามาติด เพราะจะปิดบังสภาวะนั้นเสีย และไม่ให้ออกเสียงทางปาก และไม่ต้องนึกว่าอะไรเป็นรูป หรือเป็นนามในระว่างนั้น

       ให้มีสติกำหนดรู้สึกอยู่แต่เฉพาะในอาการที่ปรากฏของรูปเย็น และร้อนเท่านั้น เพราะต้องการจะให้ได้อารมณ์ปัจจุบัน ข้อสำคัญที่สุดอยู่ตรงนั้น นี่เป็นนัยของวิปัสสนา

       ในขั้นนี้ ต้องใช้ ความเพียร กับ สติ เป็นกำลัง คือเพียรให้มีสติระลึกอยู่ในอารมณ์นั้น รู้อยู่ในเฉพาะสภาวะที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้า การที่ให้เพ่งเอาแต่เฉพาะอารมณ์ที่กำลังปรากฏนั้นก็เพราะเหตุว่า จะให้ปัญญาได้ความจริงของสภาวะนั้น เมื่อปัญญาได้ความจริงในสภาวะนั้นแล้ว ก็จะกำจัดวิปลาสทั้ง ๔ ตามที่กล่าวแล้ว ที่ทำให้เรารู้สึกขึ้นในขณะลมหายใจของเรา

       วิปลาส คือทำให้เรารู้สึกขึ้นในลมหายใจที่เข้าออกนั้นมีตน หรือ มีตนเป็นผู้หายใจ หรือ ตัวเรา เป็นผู้หายใจ มีความรู้สึกอย่างนั้นในลมหายใจ เมื่อมีความรู้สึกในลมหายใจอย่างนี้ก็เป็นวิปลาสอย่างหนึ่ง (อัตตวิปลาส)​ เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกว่า ลมนี้ทำความสุขให้กับเราในเวลาที่ลมหายใจกำลังเข้าออกสะดวก ก็มีความรู้สึกว่า เราอยู่สบายได้เพราะลมหายใจก็มีความรู้สึกอย่างนี้ (สุขวิปลาส) แต่บางที ไม่สังเกตก็จะไม่รู้สึกได้ หรือมิฉะนั้นก็มีความรู้สึกว่าลมหายใจนี้เที่ยง เห็นว่า ลมที่เข้าไปนี้กลับออกมาอีก ลมที่ออกมานั้นแหละกลับเข้าไปใหม่อีก หาได้สูญหายไปไหนไม่ ลมเข้าลมออกก็อันเดียวกันนั่นแหละ ความรู้สึกอย่างนี้ก็เป็นวิปลาสอย่างหนึ่ง ที่อาศัยลมเข้าออกนั้น "นิจวิปลาส" ที่อาศัยลมเกิดนั้น คือกำหนดอารมณ์เฉพาะปัจจุบัน เฉพาะสภาวะที่ปรากฏเฉพาะหน้านั้น ถ้าขณะใดที่จิตได้ตั้งอยู่ในอารมณ์ปัจจุบันแล้วขณะนั้น นิวรณ์ทั้ง ๕ ไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นครอบงำจิตใจได้ เพราะนิวรณ์ทั้ง ๕ จะเกิดขึ้นย่ำยีจิตใจได้ ต้องอาศัยอดีตและอนาคตอารมณ์

       เมื่อนิวรณ์ไม่มีโอกาสที่จะเข้าได้แล้ว หรือไม่มีโอกาสที่จะเกิดมาปิดบังความจริง ในสภาวะที่เรากำหนดอยู่นั้น หรือที่กำลังเพ่งดูอยู่นั้น จิตก็จะเกิดเป็นสมาธิในอารมณ์นั้น คือในอารมณ์ที่เราเพ่ง ทีนี้ปัญญาก็จะเกิดตามขึ้นมา รู้รูปนามตามความจริงขึ้นในอารมณ์นั้น

       อุปมาเหมือนน้ำที่กำลังกระเพื่อมอยู่ นิวรณ์ที่เข้ามาในจิตใจเหมือนน้ำที่กำลังกระเพื่อม เห็นอะไรไม่ถนัด เดี๋ยวจิตแวบไปทางโน้น ทางนี้อารมณ์ที่เราเพ่งอยู่ก็เห็นไม่ถนัดเมื่อน้ำกระเพื่อมอยู่อย่างนั้น เราก้มดูเงาหน้าของเรา ย่อมไม่แลเห็น ทีนี้เมื่อน้ำนิ่งแล้วก็พอมองเห็นเงาหน้าของเราได้ถนัด ก็เหมือนกับปัญญา เมื่อสมาธิดีแล้ว ปัญญาก็ย่อมเกิดรู้ภาวะความจริงที่เราบอก หรืออีกอย่างหนึ่งเหมือนน้ำที่มีแหน ถ้าต้องการอยากจะดูว่าในน้ำนั้นมีอะไรบ้าง ก็ต้องอาศัยสติกับวิริยะซึ่งเป็นองค์สมาธินั้นช่วยกัน แหน คือนิวรณ์ออกไปให้ห่างแล้วจะมองเห็นว่าในน้ำนั้นมีอะไรบ้าง ปัญญาก็จะเกิดขึ้นมา

       เพราะฉะนั้น ปัญญานี่ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้เองตามชอบใจ ปัญญาต้องอาศัยสมาธิเกิด, สมาธิก็ต้องอาศัยสติ, สติก็ต้องอาศัยวิริยะ และวิริยะก็ต้องอาศัยศรัทธาเกิด เพราะฉะนั้นศรัทธาจึงนับว่าเป็นผู้นำกุศลขั้นต้นให้เกิดขึ้น

ฉะนั้น ก่อนที่เราจะเข้ากรรมฐาน

       เราก็ต้องได้กำลังศรัทธา เป็นครั้งแรก

       ขั้นที่ ๒ เมื่อลงมือปฏิบัติต้องอาศัยความเพียรก่อน

       ขั้นที่ ๓ ต้องมีสติตามระลึกรู้อารมณ์

       ขั้นที่ ๔ มีสมาธิ

       ขั้นที่ ๕ ปัญญา แต่ว่าปัญญา คือวิปัสสนา

       ปัญญาจะเกิดขึ้นได้อย่างไร จะขอยกไปอธิบายรวมกันเมื่อเวลาอธิบายอิริยาบถ


อิริยาบถ ๔ กับ สัมปชัญญะ ๗

       จะอธิบายรวมกันไปในการเจริญสติปัฏฐานอิริยาบถปัพพะ กับ สัมปชัญญะปัพพะ

       ในการกำหนดอิริยาบถ ๔ และสัมปชัญญะ ๗ นั้น เราจะต้องมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ ในอิริยาบถใหญ่และอิริยาบถย่อย และต้องรู้ในขณะที่กำลังนั่ง, กำลังนอน, กำลังยืน, กำลังเดิน, กำลังก้ม, กำลังเงย, กำลังเหลียว, กำลังกลืน เหล่านี้ เพื่อให้ได้อารมณ์ปัจจุบัน

       อารมณ์ปัจจุบัน เป็นของสำคัญมาก จับยากที่สุด เพราะสภาวะที่เกิดขึ้นแพล็บเดียวแล้วก็ดับหายไป ถ้าหากไม่เคยฝึกหัดจับแล้ว บางทีตั้งหลายๆ วันก็จับไม่ได้

       อุปมาเหมือนการไต่ลวด ลวดเส้นนิดเดียว ถ้าหากทีแรกขึ้นไปไต่อย่างนั้น ดูเหมือนเพียงว่าจะไปยืนอยู่บนลวดก็ไม่ได้เสียแล้ว ทีนี้เมื่อพยายามหัดเข้าก็ก้าวไปได้แต่ตกอีก ก็ขึ้นไปไต่ใหม่อีก เมื่อมีความชำนาญหัดบ่อยๆ จนรู้ท่ารู้ทางก็ไต่เดินไปได้ และถึงกับสามารถทำงานบนนั้นก็ได้นี้เมื่อได้อารมณ์ปัจจุบันในอิริยาบถนั้นแล้ว นิวรณ์ก็ไม่สามารถเข้ามาปิดบังความจริงในอิริยาบถได้เหมือนกัน เมื่อนิวรณ์เข้าไม่ได้แล้ว จิตก็เป็นสมาธิ (จิตตั้งมั่น)​ ในอิริยาบถอย่างนั้น

       ทีนี้มีความเข้าใจในนามรูปที่เรียนมาแล้วว่า ในอิริยาบถทั้งหลายนั้นเป็นรูป และที่รู้อิริยาบถนั้นเป็นนาม

เมื่อเรียนมาแล้ว สมาธิเรากำหนดลงไปจับอิริยาบถได้ชัดเจน ความรู้อิริยาบถนั้น ก็รู้ชัดเจนด้วยการกำหนดอย่างนี้ เมื่อนามรูปมีความรู้ในอิริยาบถเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยขึ้นมาในขณะที่กำหนดนั้น เช่น อิริยาบถนั่ง เป็นต้น ก็เกิดขึ้นมาในขณะนั้น รู้สึกขึ้นมาว่านั่ง นอน ยืน เดิน เหล่านี้เป็นรูปธรรมทั้งนั้น ความรู้, กิริยาที่รู้อิริยาบถเหล่านี้เป็นนามธรรมคล้ายกับว่า รู้จักชื่อไว้ก่อนว่า คนนี้ชื่อนี้ คนนั้นชื่อนี้ พอเห็นหน้าปุ๊บชื่อของคนนั้นก็ขึ้นมาทันที ถ้าเราไม่เรียนรู้จักชื่อไว้ก่อนแล้ว เมื่อเวลากำหนดก็ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร อันนี้เป็นรูปหรือเป็นนามก็รู้ไม่ได้ เมื่อรู้ไม่ได้เช่นนี้แล้ว จะเป็นอะไรอีกเล่า วิปลาสก็ต้องขอยืมเอาเราเข้าไปใช้เพราะไม่รู้ว่าเป็นใครที่ทำงานก็ต้องขอยืมเราเอาไปให้ที่นั่น จะขับไล่เราออกจากหลุมไม่ได้ ทีนี้การเรียนรู้รูปนามนั้น ถ้ารู้จักคนนั้นก็ไม่ใช่คนอื่น ไม่ใช่เรา และเราก็ออกไปจากที่นั่น

       เมื่อรู้อิริยาบถทั้งหลายเหล่านั้น เป็นรูปทั้งนั้น ความรู้อิริยาบถเหล่านั้นเป็นนาม หาได้มีตัวตนสัตว์บุคคล หรือหญิงชายคนใดคนหนึ่งที่มาเป็นคนนั่ง หรือมาเป็นคนนอนในอิริยาบถนั้นไม่ ที่มีอยู่จริงนั้นก็มีอยู่แต่นามรูป ๒ อย่างเท่านั้น

       แต่การที่จะรู้นามรูปอย่างที่ว่านี้ ต้องรู้ในขณะที่กำลังนั่ง และที่ตัวกำลังเพ่ง อาการที่นั่งอยู่นั้นด้วย ไม่ใช่ว่านึกเอาว่า “รู้ว่านั่ง” ต้องรู้ในขณะกำลังเพ่งดูอยู่ และขณะที่อิริยาบถนั้นกำลังปรากฏอยู่ด้วย ไม่ใช่ว่ารู้ก่อนหน้าอารมณ์นั้น หรือรู้ทีหลังเมื่ออารมณ์นั้นหมดไปแล้ว อันนี้ก็ยังใช้ไม่ได้ ความรู้เรื่องนามรูปที่เป็นอารมณ์ปัจจุบันนี้ ต้องรู้เป็นประจักษ์ได้ ไม่ใช่เป็นอนุมานเอา

       ความรู้ในลมหายใจ ก็เป็นทำนองเดียวกันเหมือนกับเมื่อเพ่งลมหายใจหนักขึ้นๆ ก็จะได้ความรู้ว่าเป็นรูปนามเหมือนกันในขณะที่หายใจ ตามที่เรียนแล้วว่า จะอธิบายรวมกันไปในความรู้ที่เกิดขึ้นตามกรรมฐาน

       เมื่อเพ่งนามรูปตามอิริยาบถ นามรูปก็มีมากขึ้นในตอนนี้ วิปลาสจะรู้สึกขึ้นในอารมณ์และอิริยาบถที่ว่าเราหายใจ หรือรู้สึกว่าเรากำลังนั่ง นอน ยืน เดินไม่ได้ วิปลาสก็จะหมดไป เพราะอะไร เพราะเหตุความรู้สึกว่า เป็นนาม เป็นรูปในการนั่ง นอน ยืน เดิน หรือในการหายใจ ความรู้สึกอันนี้แหละที่จะมาขับไล่ความรู้สึกที่เรามีตัวตนให้ออกไปจากนั้น

       ความรู้สึกอย่างนี้ ในวิปัสสนาญาณ เรียกว่า “นามรูปปริจเฉทญาณ” สักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดว่ารูปนามขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา ที่พูดกันมาแล้วก็หมดไปในความรู้สึกตรงนี้ เมื่อญาณปัญญาเกิดความรู้สึกว่าเป็นนามรูปขึ้นมาไม่ใช่เรา

       เมื่อเราได้อารมณ์ดังนี้แล้ว ผู้ปฏิบัติยังคงกำหนดนามรูปหนักขึ้น ก็ยิ่งมีสติสัมปชัญญะ รู้ยิ่งขึ้นอีกว่า นามรูปทั้งสองที่เกิดขึ้นนั้น ก็โดยอาศัยซึ่งกันและกันเช่นนี้ อิริยาบถต่างๆ จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยนาม คือจิตที่คิดอยากจะนั่ง อยากจะนอน อยากจะยืน อยากจะเดิน ดังนี้แล้ว รูปนั่ง รูปนอน รูปยืน รูปเดิน จึงเกิดขึ้น ถ้าปราศจากนามแล้ว รูปเหล่านั้นก็ปรากฏเกิดขึ้นไม่ได้ ส่วนลมหายใจก็เหมือนกัน ความเย็นและความร้อน ก็ต้องอาศัยกายวิญญาณ ผัสสะ เวทนา สัญญา เป็นต้น ซึ่งเป็นนามธรรมเกิดขึ้นแล้วจึงปรากฏได้ ถ้ามิฉะนั้น ความเย็นและความร้อนก็จะปรากฏไม่ได้ และรูปนามทั้งสองนี้เกิดขึ้นเพราะกิเลส คือ อวิชชา ตัณหา นั่นเอง

       ความรู้อย่างนี้ เรียกว่า “ปัจจยปริคคหญาณ” เป็นญาณขั้นที่ ๒ ของวิปัสสนาญาณ เมื่อญาณนี้ปรากฏขึ้นในขณะเพ่งนามรูปนั้น จนรู้ว่านามรูปอาศัยปัจจัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น นามก็อาศัยรูป และรูปก็อาศัยนาม

       ความรู้สึกว่า นามรูปนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า หรือพระอินทร์ พระพรหม เป็นคนสร้างสัตว์โลกขึ้นมา ถ้ามีความรู้สึกอย่างนี้แล้วหรือญาณนี้เกิดขึ้น ความรู้สึกนี้จะหายไปทันที

       เพราะว่า เข้าไปเพ่งจนเห็นแล้วว่าธรรมชาตินั้น เกิดขึ้นด้วยปัจจัยอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ความรู้สึกว่า พระอินทร์ พระพรหม หรือพระผู้เป็นเจ้าสร้าง

       ผู้ปฏิบัติก็ยิ่งจะต้องหยั่งกำหนดอารมณ์นั้นได้มากขึ้น ความรู้ก็จะชัดขึ้น แต่ตอนนี้ผู้ทำความเพียรจะต้องระวังในการที่จะใช้อิริยาบถให้มากสักหน่อย คือก่อนที่จะใช้อิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดินหรือหยิบจับอะไรก็ตาม ตลอดจนกระทั่งถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะเหล่านี้ทั้งหมด ต้องให้กำหนดรู้เหตุผลเสียก่อนว่า จะทำเช่นนั้น ด้วยเหตุผลอะไร

[full-post]

ปฏิปัตติสัทธรรม,มหาสติปัฏฐาน,วิปัสสนา,อาจารย์แนบ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.