สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
พระสูตรเรื่องที่นำเสนอนี้ ทรงแสดงการอุปมาลึกซึ้ง แปลก็ยาก อธิบายก็ยาก แต่ถ้าพยายามพิจารณาใคร่ครวญไม่ข้ามขั้นตอนก็ไม่เกินความตั้งใจ ท่านจะได้ความรู้ทั้งนัยปริยัติ นัยปฏิบัติ และนัยปฏิเวธพร้อมเสร็จ เนื้อหาอาจจะยาวตามสภาวธรรมที่ทรงนำมาอุปมา
เรื่องนายธนิยะผู้กล้าท้าฝนให้ตก
ถาม ขอฟังเรื่องของนายโคบาล คนที่กล้าท้าฝนให้ตก ที่เคยเล่านานมาแล้ว ปัจจุบันออกจะลืมๆไปมาก ชอบคำโต้ตอบของพระพุทธเจ้ากับนายโคบาล คนนั้น มีข้อธรรมที่ลึกซึ้งน่าสนใจมาก
ตอบ เรื่องที่เพื่อนๆขอมานั้น เป็นเรื่องของนายธนิยะ ซึ่งเป็นทั้งคนเลี้ยงโคและเป็นเจ้าของโคที่ตนเลี้ยงด้วย ในที่นี้ท่านไม่ใช้คำว่าโคบาล เพราะโคบาลนั้นหมายเฉพาะคนที่เลี้ยงโค แต่มิได้เป็นเจ้าของโคที่ตนเลี้ยง แต่เราก็เรียกกันติดปากว่า นายธนิยะโคบาล ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้ผิดความหมาย จึงขอเรียกสั้นๆ ว่า นายธนิยะเท่านั้น
เรื่องของนายธนิยะนี้อยู่ใน ธนิยสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ข้อ ๒๙๕ ข้อความในพระสูตรมีเฉพาะคาถาที่โต้ตอบกันระหว่างนายธนิยะและพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น คำอธิบายนอกเหนือจากนั้นเป็นของท่านอรรถกถา จึงขอยกมากล่าวควบคู่กันไป เฉพาะตอนที่สำคัญๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย เริ่มแต่อดีตชาติของนายธนิยะเป็นต้นไป
ในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า นายธนิยะนี้ได้เคยถวายสลากภัต ๒๐ สำรับ ทุกๆ วันตลอดสองหมื่นปี จุติจากชาตินั้นแล้วไปเกิดในเทวโลกทั้งหลายตลอด ๑ พุทธันดร มาในสมัยของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เขาเกิดเป็นลูกเศรษฐีในเมืองธัมมโกรัณฑะ ในแคว้นปัพพตะ ตอนกลางรัฐวิเทหะ ได้อาศัยฝูงโคเป็นจำนวนมากเลี้ยงชีวิต กล่าวคือ เขามีโคอยู่ประมาณสามหมื่น เป็นแม่โคนมเสียประมาณ ๒๗,๐๐๐ตัว ตามปกตินั้น พวกคนเลี้ยงวัวมักจะไม่อยู่เป็นที่ กล่าวคือในฤดูฝน ๔ เดือน เขาจะอยู่กันบนที่ดอน อีก ๘ เดือนนอกนั้นที่ไหนมีหญ้าและน้ำบริบูรณ์สำหรับฝูงโค เขาก็จะไปอยู่กันในที่นั้น คือที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ บึง แม้นายธนิยะก็ทำตามเยี่ยงของคนเลี้ยงวัวทั้งหลาย
ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวันนั้น นายธนิยะอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมหี พอถึงฤดูฝนเขาก็ออกจากที่อยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำมหี ไปแสวงหาที่ดอนที่ฝูงวัวของเขาจะอาศัยอยู่ได้อย่างสุขสบาย แม่น้ำมหีนั้นเป็นแม่น้ำใหญ่แยกออกเป็น ๒ สาย คือแม่น้ำกาฬมหีกับมหามหี แล้วมาบรรจบกันที่ใกล้ฝั่งทะเลอีก นายธนิยะได้ไปสร้างที่อยู่บนที่ดอนซึ่งอยู่ในระหว่างแม่น้ำ ๒ สายนั้น สร้างที่อยู่ของตนด้วย สร้างคอกโคสำหรับให้โคของตนอยู่ด้วย เขาอยู่กับบุตรชาย ๗ คน บุตรหญิง ๗ คน บุตรสะใภ้ ๗ คน และกรรมกรอีกมาก
ธรรมดานั้นคนเลี้ยงวัวทั้งหลายย่อมจะรู้นิมิตของฝน กล่าวคือ ถ้าฝูงนกทั้งหลาย ทำรังอยู่บนยอดไม้ พวกปูปิดรูปูในที่ใกล้แม่น้ำ ขึ้นมาทำรูอยู่ใกล้ๆที่ดอนแล้ว เขาก็รู้ว่า ปีนั้นฝนชุก แต่ถ้าฝูงนกทั้งหลายมาทำรังอยู่บนกิ่งไม้เตี้ยๆ ใกล้น้ำ และพวกปูพากัน ปิดรูปูที่อยู่บนที่ดอนเสียมาทำรูที่ใกล้ๆ ชายน้ำ ปีนั้นฝนน้อย สำหรับในฤดูฝนนี้นายธนิยะตรวจดูนิมิตนี้แล้วก็รู้ว่าฝนดี จึงได้ออกจากที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำมหี มาสร้างที่อยู่บนที่ดอน ที่เขาคิดว่า แม้ฝนจะตกอยู่ถึง ๗ สัปดาห์ น้ำก็จะไม่ท่วม แล้วสร้างคอกโคล้อมรอบที่อยู่ ของเขา เขาให้รวบรวมพืนและหญ้า เป็นต้น จนเพียงพอสำหรับฝูงวัว เมื่อบุตร ภรรยา ทาส กรรมกร ทั้งหมดมาพร้อมหน้ากันแล้ว เตรียมอาหารเรียบร้อยแล้ว เมฆฝนใหญ่ ก็ตั้งเค้าขึ้นทั้ง 4 ทิศ เป็นสัญลักษณ์ว่าฝนจะตกใหญ่
นายธนิยะจึงให้รีดนมโค ต้อนลูกโคเข้าคอก แล้วก็ให้สุมไฟให้โค จัดแจงให้ทุกคนกินอาหารจนอิ่มแล้วให้ตามประทีปขึ้นให้สว่าง ตัวของเขาเองกินข้าวและดื่มน้ำนมโคแล้วก็ไปนอนบนที่นอนใหญ่รำพึงถึงสิริสมบัติของตนด้วยความเบิกบานใจ ได้ยินเสียงฟ้าร้องดังมาจากทิศหนึ่ง ทั้งๆ ที่เขานอนอยู่ เขาก็เปล่งอุทานเป็นคาถาว่า เรามี ข้าวสุกแล้ว มีน้ำนมโคที่รีดแล้ว อยู่รวมกันกับบริวารผู้มีความประพฤติอนุกูลเสมอกันที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหี กระท่อมคือที่อยู่ของเรา เรามุงไว้ดีแล้ว ไฟเราก็ก่อไว้แล้ว แน่ะฝน หากท่านปรารถนา ก็เชิญตกลงมาเถิด
เมื่อนายธนิยะกล่าวคาถานี้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งประทับอยู่ที่พระคันธกุฎีใน พระเชตวันวิหาร ได้ทรงสดับเสียงของนายธนิยะด้วยทิพยโสตธาตุ จึงทรงตรวจดูโลกด้วย พุทธจักษุ ทรงเห็นนายธนิยะและภริยาเป็นผู้มีอุปนิสัยที่จะบรรลุมรรคผล หากพระองค์เสด็จไปแสดงธรรมให้ฟัง แต่ถ้าหากพระองค์ไม่เสด็จไปแล้ว คนทั้งสองจะถึงแก่ความตายเพราะห้วงน้ำท่วมทับในวันพรุ่งนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระมหากรุณาแก่ นายธนิยะและภริยา จึงได้เสด็จออกจากพระวิหารเชตว้นโดยทางอากาศ เป็นระยะทาง ๗ โยชน์ จากเมืองสาวัตถี ไปประทับยืนอยู่เบื้องบนกระท่อมที่อยู่ของนายธนิยะนั้น
เพราะเหตุที่นายธนิยะกล่าวคาถาด้วยความร่าเริงใจ พร้อมกับเชื้อเชิญให้ฝนตกลง มาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งประทับยืนอยู่ในอากาศเบื้องบนกระท่อมของนายธนิยะ จึงได้ตรัสพระคาถาตอบว่า เราเป็นผู้ไม่โกรธ มีกิเลสดุจหลักตอปราศไปแล้ว เรามีการอยู่สิ้นราตรีหนึ่งที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหี กระท่อมมีหลังคาอันเปิดแล้ว ไฟก็ดับแล้ว แน่ะฝน หากว่าท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด
พระคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนี้ น่าฟังมากเพราะมีความหมายลึกซึ้งยิ่งนัก อรรถกถาอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พระองค์เป็นผู้ไม่โกรธ คือพ้นเสียแล้ว จากความโกรธ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธอย่างรุนแรงหรือความโกรธเล็กๆ น้อยๆ ความ โกรธเหล่านั้นพระองค์ทำให้สงบระงับแล้ว กิเลสของพระองค์ถูกทำลายไปหมดแล้ว ตั้งแต่วันที่ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์จึงได้ตรัสว่า เราเป็นผู้ไม่โกรธ มีกิเลสคือหลักตอปราศไปแล้ว
และที่พระองค์ตรัสว่า เรามีการอยู่สิ้นราตรีหนึ่งที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหีนี้นั้น มีความหมายว่า พระองค์เสด็จมาที่นี้เพียงราตรีเดียวเท่านั้น ในขณะที่นายธนิยะตั้งใจจะอยู่ในที่นี้ ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝนนี้ และที่พระองค์ตรัสว่า กระท่อมของพระองค์มีหลังคาเปิดแล้ว นั้น หมายความว่า กระท่อมคืออัตภาพร่างกายของพระองค์ซึ่งถูกอวิชชามุงบังอยู่นั้น บัดนี้พระองค์ได้รื้อเครื่องมุงบังคืออวิชชาออกไปเสียแล้ว ไฟคือ ราคะ โทสะ โมหะ ไม่อาจจะไหม้เรือนคืออัตภาพของพระองค์ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะพระองค์ได้ดับไฟ เหล่านั้นแล้ว เพราะฉะนั้นหากฝนจะตกลงมาก็เชิญตกลงมาเถิด
คำว่า ฝนในที่นี้ได้แก่ กิเลส
พระพุทธองค์ทรงทำลายเครื่องมุงบัง คืออวิชชาเสียได้แล้ว ด้วยอรหัตมรรคญาณ ไฟ คือราคะ โทสะ โมหะ พระองค์ก็ดับได้แล้ว แม้ฝน คือกิเลสทั้งหลายจะตกลงมา ก็ไม่อาจจะเปียก คือไม่ทำให้พระองค์เปรอะเปื้อนไปด้วยกิเลสอีกได้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า กิเลสย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไว้ไม่ดี ทั้งนี้เพราะเรือนคือ อัตภาพของเรามุงไว้ด้วยอวิชชา กิเลสต่างๆ จึงอาศัยอวิชชาเกิดขึ้นได้เป็นนิจ แต่หากเรือนของเรามุงไว้ดีแล้ว ด้วยปัญญาหรือวิชชา กิเลสต่างๆ ย่อมไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้ที่ฝนคือกิเลสรั่วรดไม่ได้แล้ว แม้จะร้อง เชื้อเชิญให้ฝนตกลงมา ฝนคือกิเลสก็ไม่สามารถทำอันตรายพระองค์ได้ แต่นายธนิยะนั้น ยังไม่พ้นไปจากอวิชชาเครื่องมุงบัง ฝนคือกิเลสตกลงมาเมื่อไรก็เปียกเมื่อนั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรจะร่าเริงใจร้องท้าให้ฝนตกลงมาเลย
นายธนิยะไม่เข้าใจความหมายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบ จึงได้กล่าวคาถา ต่อไปอีกว่า เหลือบและยุงไม่มี โคทั้งหลายย่อมเที่ยวไปในประเทศใกล้แม่น้ำที่มีหญ้างอกขึ้นแล้ว พึงอดทนแม้ซึ่งฝนที่ตกลงมาได้ แน่ะฝน หากว่าท่านปรารถนาก็จงตกลงมาเถิด
ตอนนี้นายธนิยะหมายความว่า เพราะเหตุที่เขาได้ให้คนของเขาสุมไฟไว้ดีแล้ว เหลือบและยุงจึงไม่มาไต่ตอมฝูงโคของเขา เพราะฉะนั้นโคทั้งหลายของเขาย่อมเที่ยวไปหากินได้โดยปราศจากอันตราย หรือแม้ฝนจะตกลงมาฝูงโคของเขาก็อดทนได้ เพราะไม่มีฝูงเหลือบและยุงคอยรุมกินเลือด เมื่อโคของเขาปลอดภัยอย่างนี้ แม้ฝนจะตกลงมาเขา ก็ไม่เดือดร้อน จึงได้ร้องเชิญให้ฝนตกลงมาตามปรารถนา
นี่แสดงว่านายธนิยะนั้น อาศัยความยินดีร่าเริงใจด้วยกิเลสว่า ตนได้ทำกิจการงาน ของตนและป้องกันฝูงโคของตนไว้ดีแล้ว จึงท้าทายให้ฝนตกลงมาเพราะเขาและบริวาร ย่อมไม่เดือดร้อนเพราะฝน เขาหาได้รู้ว่าคนที่ยังมีกิเลสนั้นหาควรร่าเริงใจไม่ เพราะหากฝนคือกิเลสตกลงมาเมื่อไร เขาก็ย่อมได้รับความทุกข์เดือดร้อนเมื่อนั้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงหมดจดจากกิเลสแล้ว ฝนคือกิเลสจะตกลงมาเมื่อไรก็ย่อมไม่ได้รับความทุกข์เดือดร้อน เพราะฉะนั้นพระองค์ต่างหากที่ควรจะร้องเชื้อเชิญให้ฝนตกลงมา หาใช่นายธนิยะไม่ ด้วยเหตุนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบนายธนิยะเป็นคาถาที่ ๒ ว่า ก็เราผูกแพไว้ดีแล้ว ตกแต่งดีแล้ว กำจัดโอฆะ ข้ามถึงฝั่งแล้ว ความต้องการด้วยแพย่อมไม่มี แน่ะฝน หากว่าท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด
พระคาถานี้มีความหมายว่า นายธนิยะนั้นเมื่อจะออกจากที่อยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำมหีมาอยู่ในที่นี้ ต้องผูกแพขึ้นสำหรับใช้ข้าม แต่พระองค์ได้ตกแต่งแพคืออริยมรรคของพระองค์ด้วยพระปัญญาเรียบร้อยแล้ว สามารถจะข้ามห้วงน้ำใหญ่คือกามโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ ภวโอฆะ และอวิชชาโอฆะ ได้แล้ว มาถึงฟากฝั่งคือพระนิพพานแล้ว เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ต้องการแพที่จะต้องใช้ข้ามมายังฝั่งพระนิพพานอีกต่อไปแล้ว ด้วยเหตุนั้น หากฝนคือกิเลสจะตกลงมา ก็เชิญตกลงมาตามปรารถนา แต่นายธนิยะนั้นยังต้องอาศัยแพเป็นเครื่องข้ามโอฆะคือแม่น้ำใหญ่อยู่แล้วๆ เล่าๆ เหตุใดจึงมาร้องเชื้อเชิญให้ฝน คือกิเลสตกลงมารั่วรดใจของตนเล่า เพราะคนที่ยังมีกิเลสนั้น ฝนคือกิเลสตกลงมาเมื่อไร ที่จะไม่เดือดร้อนเป็นไม่มี เพราะฉะนั้นพระองค์ต่างหากที่ควรจะร้องเชื้อเชิญให้ฝน ตกลงมา หาใช่นายธนิยะไม่
ช่างน่าฟังจริงๆ หากเราเข้าใจในความหมายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส แต่เราเอง ก็ยังถูกอวิชชาครอบงำอยู่จึงไม่อาจเข้าถึงความลึกซึ้งของพระดำรัสนั้นเช่นเดียวกับ นายธนิยะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นนายธนิยะจึงได้กล่าวคาถาต่อไปอีกว่า ภริยาของเรา เชื่อฟังเรา ไม่โลเล เป็นที่พอใจ อยู่ร่วมกันมาตลอดกาลนาน เราไม่ได้ยินความชั่วอะไรๆ ของภริยาของเรานี้เลย แน่ะฝน หากท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด
ตอนนี้นายธนิยะก็ชื่นชมภริยาของตนว่า ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาไม่เคยได้ยินว่าภริยา ไปทำความชั่วที่ไหนเลย ไม่เคยนอกใจเลย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะแสดงให้ นายธนิยะทราบว่า ธรรมดาจิตของบุคคลอื่นนั้นรู้ได้ยาก โดยเฉพาะจิตของสตรี ธรรมชาติของจิตนั้นรักษาได้ยาก คนเช่นนายธนิยะไม่อาจรู้จิตของใครได้ แต่จิตของพระองค์เชื่อฟังพระองค์ เป็นไปในอำนาจของพระองค์ ดังปรากฏแก่มหาชนเมื่อคราวแสดงยมกปาฏิหาริย์ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงได้ตรัสพระคาถาตอบว่า จิตเชื่อฟังเรา หลุดพ้นแล้ว เราอบรมจิตแล้ว ฝึกหัดจิตดีแล้วสิ้นกาลนาน และความชั่วของเราย่อมไม่มี แน่ะฝน หากท่านปรารถนา ก็เชิญตกลงมาเถิด
ในพระคาถานี้มีความหมายว่า จิตของพระองค์เป็นจิตที่ฝึกดีแล้ว อบรมดีแล้ว ด้วยบารมีทานและศีล เป็นต้น ละทุจริตทั้งปวงได้แล้ว เพราะฉะนั้นจิตของพระองค์จึงอยู่ ในอำนาจของพระองค์ได้ แต่นายธนิยะกล้าร้องเชื้อเชิญให้ฝนตก ทั้งๆ ที่ไม่อาจจะรู้จิต ของภริยาของตนได้ว่าตั้งอยู่ในสุจริตธรรมตลอดเวลาหรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงไม่สมควร ที่จะร้องเชื้อเชิญให้ฝนตกลงมา
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ นายธนิยะก็ยังไม่เข้าใจจึงกล่าวคาถาแสดง ความยินดีในบุตรของตนต่อไปอีก คนมีกิเลสก็อย่างนี้แหละ ย่อมติดอยู่ในกิเลสกามคือ ตัณหาบ้าง ติดอยู่ในวัตถุกามคือบุตร ภรรยา ข้าทาส กรรมกร วัว ควาย และทรัพย์สิน ต่างๆ บ้าง นายธนิยะได้กล่าวคาถาว่า เราเป็นผู้เลี้ยงตนด้วยอาหารและเครื่องนุ่งห่ม และบุตรทั้งหลายของเราดำรงอยู่ดี ไม่มีโรค เราไม่ได้ยินความชั่วอะไรๆ ของบุตรเหล่านั้น แน่ะฝน หากท่านปรารถนาก็จงตกลงมาเถิด
คาถานี้มีความหมายว่า นายธนิยะปรารถนาจะแสดงความเป็นไท คือไม่ได้เป็นลูกจ้างของใครจึงกล่าวว่า เราเป็นผู้เลี้ยงตนเองด้วยอาหารและเครื่องนุ่งห่ม แม้ลูกชาย ลูกหญิงของตนก็อยู่พร้อมหน้ามีสุขภาพสมบูรณ์ ทั้งเป็นผู้ประพฤติตนดีไม่ทำความชั่ว ไม่ประพฤติผิดศีลธรรมเลย เขาจึงได้ภูมิใจในบุตรของเขา ซึ่งก็เป็นธรรมดาใครที่มีลูก อยู่ในโอวาท ไม่ทำกรรมชั่ว ก็ย่อมยินดีปรีดาภาคภูมิใจ นี่เป็นธรรมดาของคนที่ยึดมั่น ผูกพันอยู่ในบุตรธิดาของตน แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละความผูกพันทั้งหลายได้แล้ว ทรงเป็นไทอย่างแท้จริง คือไม่เป็นทาสของกิเลสและตัณหาใดๆ แล้วจึงได้ตรัสพระคาถาว่า เราไม่เป็นลูกจ้างของใครๆ เราเที่ยวไปด้วยความเป็นพระสัพพัญญู ผู้ไม่มีความต้องการ ในโลกทั้งปวง เราไม่มีความต้องการค่าจ้าง แน่ะฝน หากท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด
คาถานี้มีความหมายว่า พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงเป็นลูกจ้างของใคร ตั้งแต่ทรง ปรารถนาพระโพธิญาณเป็นต้นมา พระองค์ก็ทรงปฏิบัติธรรมเพื่อความบรรลุพระโพธิญาณนั้น โดยมิได้รับจ้างใครมาปฏิบัติเลย พระองค์ทรงปฏิบัติด้วยความเต็มพระทัยของพระองค์เอง แม้เมื่อทรงบรรลุพระโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็มิได้ทรงต้องการ ค่าจ้างจากใคร พระองค์ทรงเปลื้องทุกข์ของชาวโลก อนุเคราะห์ชาวโลก ทรงแสดงธรรม แก่ชาวโลก ด้วยพระมหากรุณาของพระองค์เอง แม้การต้องการเกิดในภพต่างๆ ก็ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นแม้ฝนคือกิเลสจะตกลงมาก็ไม่สามารถทำให้พระองค์เกิดความต้องการภพได้ แต่ว่านายธนิยะนั้นมิได้เป็นเช่นพระองค์ เหตุใดจึงร้องท้าให้ฝนตกในเมื่อถึงแม้เขาจะ ทำงานของตนเองไม่ได้เป็นลูกจ้างใคร ถึงกระนั้นก็ยังชื่อว่าเป็นทาสอยู่นั่นเอง เพราะเป็นทาสของตัณหา เขาจึงไม่พ้นจากคำว่าเป็นลูกจ้าง เพราะเขายังเป็นลูกจ้างของกิเลส ทำงานหาเลี้ยงชีพเพื่อตนและบุตร ภรรยา ก็เพราะมีกิเลสเป็นนายบงการให้ทำทั้งสิ้น ไม่สมควร เลยที่จะท้าให้ฝนชตก เพราะฝนคือกิเลสย่อมเป็นนายจ้างของเขาต่อไปอีก
จริงหรือไม่ที่ว่า เราๆ ท่านๆ นี้เป็นลูกจ้างของกิเลส มีกิเลสเป็นนายคอยบงการ ให้เราทำโน่นทำนี่ เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด ก็เพราะเราตกเป็นทาสของกิเลสนั่นเอง เมื่อใดท่านพ้นจากอำนาจของกิเลส เมื่อนั้นจึงเป็นอิสระเสรีคือเป็นไท พ้นจากความเป็นทาสอย่างแท้จริง
นายธนิยะได้ฟังพระคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตักเตือนกล่าวสอนเช่นนั้น ปรารถนาจะฟังโอวาทให้ยิ่งขึ้น จึงได้กล่าวคาถาต่อไปอีกโดยที่มิได้ทราบว่า ตนกำลัง โต้ตอบอยู่กับพระพุทธเจ้า เขากล่าวว่า โคแก่ ลูกโคอ่อนที่ยังไม่ได้ฝึก แม่โคที่มีครรภ์ ลูกโคหนุ่ม แม่โคผู้ปรารถนาประเวณีมีอยู่ อนึ่งแม้โคที่เป็นเจ้าฝูงแห่งโคก็มีอยู่ แน่ะฝน หากท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด
ข้อความตอนนี้มีความหมายว่า นายธนิยะชื่นชมยินดีที่เขามีโคทุกอย่างคือ ลูกโคที่ยังไม่ได้ฝึกก็มี ยังดื่มนมแม่อยู่ก็มี โคที่กำลังท้องก็มี โคหนุ่มที่แข็งแรงก็มี แม่โคที่สามารถจะให้ลูกได้ก็มี แม้โคที่เป็นเจ้าฝูง สามารถนำฝูงโคออกไปหากินแล้วกลับมาเองได้ก็มี เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่เดือดร้อนเลย หากฝนอยากตกก็ตกลงมาเถิด แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโอวาทด้วยพระคาถาที่มีความหมายว่า พระองค์ไม่มีโคทุกชนิดที่เขาเอ่ยถึงนั้นเลย
คำว่า โค ของพระพุทธเจ้านั้น มีความหมายหลายอย่าง คือโคหนุ่มนั้นหมายเอา ผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ยังมิได้ฝึกตนให้เจริญในพระศาสนาของพระองค์ ทั้งนี้เพราะโคหนุ่ม ย่อมคึกคะนอง คนที่มีกิเลสก็เช่นกัน หากมิได้ฝึกตนให้เจริญแล้ว ก็ย่อมคึกคะนอง ไปตามอำนาจของกิเลสอยู่เป็นนิตย์
คำว่า โคอ่อน นั้นหมายเอาลูกโคที่ยังดื่มนมอยู่ ซึ่งพระองค์ตรัสเปรียบลูกโค ที่ยังดื่มนมเหมือนกับอนุสัยทั้งหลายที่ซึมซาบอยู่ในจิตใจของผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่
คำว่า แม่โคที่มีครรภ์ นั้นหมายเอาอภิสังขารเจตนาที่เป็นบาปและบุญ ทั้งฝ่าย กามกุศลและฌานกุศลที่เป็นเหตุให้ปฏิสนธิต่อไปอีก
คำว่า แม่โคที่ปรารถนาประเวณี นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาตัณหา อันเป็นที่ตั้งแห่งความปรารถนาทั้งปวง
ส่วน โคนายฝูง นั้นทรงหมายเอาอภิสังขารวิญญาณ คือปฏิสนธิวิญญาณที่เกิด เพราะอาศัยเจตนาอันเป็นอภิสังขารทั้งหลายเป็นปัจจัยให้เกิด
พระพุทธองค์ทรงปลอดโปร่งจากเครื่องเกาะเกี่ยว คือโคทั้งหลายดังกล่าวเสียหมดแล้ว ทรงเป็นผู้เกษมจากโยคะทั้งปวงแล้ว ฝนจะตกลงมาเมื่อไรก็ได้ตามปรารถนา แต่ นายธนิยะยังไม่ได้ทำลายเครื่องเกาะเกี่ยวเหล่านั้น เหตุใดจึงยินดีในความมีทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ มีความเศร้าโศก เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรร้องเชิญให้ฝน ตกลงมาตามปรารถนา เพราะไม่ถูกต้อง
โดยเหตุที่ได้กล่าวไว้แต่ต้นแล้วว่า นายธนิยะและภริยาเป็นผู้มีอุปนิสัยใน มรรคผล เพราะฉะนั้นเมื่อได้ฟังพระคาถาที่มีความหมายลึกซึ้งเช่นนั้น ก็ไม่อิ่มในการ ที่จะได้ฟังต่อไปอีก คือปรารถนาจะได้ฟังให้ยิ่งขึ้นไปอีก จึงได้กล่าวคาถาต่อไปอีกว่า เสาเป็นที่ผูกโคเราฝังไว้ดีแล้วไม่หวั่นไหว เชือกสำหรับผูกพิเศษ ประกอบด้วยปมและ ห่วงเราทำไว้แล้ว สำเร็จด้วยหญ้ามุงกระต่าย เป็นของใหม่มีสัณฐานดีสำหรับผูกโคทั้งหลาย แม้โคหนุ่มๆ ก็ไม่อาจให้เชือกนั้นขาดได้เลย แน่ะฝน หากท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเกิด
.และพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เราจักไม่เข้าถึงการนอนในครรภ์อีก เหมือนโคตัดเชือกสำหรับผูกขาดแล้ว เหมือนช้างทำลายเถากระพังโหมได้แล้ว ฉะนั้น แน่ะฝน หากท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด
จากคาถาที่นายธนิยะกล่าวนั้น ถ้าจะพูดในทางธรรมแล้วก็แสดงว่า นายธนิยะนั้น ยังยินดีอยู่ด้วยเครื่องผูกทั้งหลาย ยินดีในความมั่นคงของเครื่องผูกทั้งหลาย ไม่ต้องการพ้น ไปจากเครื่องผูกทั้งหลาย เหมือนโคหนุ่มที่ถูกผูกอยู่ที่เสาที่ปักไว้แล้วอย่างมั่นคง ด้วยเชือกผูกที่ทำไว้อย่างดี ย่อมไม่อาจหลุดพ้นไปจากเชือกและเสาได้เลย แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระคาถาในความหมายที่ตรงกันข้ามกับความหมายที่นายธนิยะกล่าว คือ ในขณะที่นายธนิยะยินดีในเครื่องผูก พระองค์กลับทรงรังเกียจเครื่องผูก ทรงดิ้นรนจะให้พ้นจากเครื่องผูก และพระองค์ก็ทรงพ้นแล้ว ทำลายเครื่องผูกได้หมดแล้ว ไม่ต้องนอนในครรภ์คือ ไม่ต้องเกิดอีกต่อไปแล้ว ถ้านายธนิยะต้องการจะเป็นเหมือนพระองค์ ก็จงตัดเครื่องผูกทั้งหลายเสีย
โดยทางธรรมะแล้ว พระคาถานี้แสดงถึงอริยสัจ ๔ ด้วยข้ออุปมา กล่าวคือ เครื่องผูกทั้งหลายนั้น ได้แก่ สมุทัยสัจ คือตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดในภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ
ส่วนการนอนในครรภ์นั้นคือ ทุกขสัจ
การไม่นอนในครรภ์อีกเป็นนิพพานหรือ นิโรจสัจ
ส่วนการทำลายเครื่องผูกได้แล้ว ได้แก่ ทำลายด้วยมรรคสัจ และเพราะเหตุที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอริยสัจ ๔ ด้วยพระคาถาดังกล่าว นายธนิยะ ภริยา และ ธิดาอีก ๒ คน ซึ่งมีบารมีพร้อมแล้วที่จะบรรลุมรรคผล ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคล ได้เห็นธรรมกายของพระพุทธเจ้าแล้วด้วยปัญญาจักษุ มีศรัทธา อันตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย เป็นเหตุให้นายธนิยะซึ่งได้กล่าวคาถาโต้ตอบกับพระผู้มีพระภาคเจ้ามาเป็นเวลานานโดยไม่เห็นพระองค์ และไม่ทราบว่าผู้ที่กล่าวตอบคาถาตนนั้นเป็นใคร ก็ได้ทราบในบัดนั้นเองว่า ผู้ที่จะตอบคาถาของตนด้วยถ้อยคำลึกซึ้ง ประกอบด้วยธรรมเช่นนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้า ในขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเปล่งพระรัศมีเข้าไปในที่อยู่ของนายธนิยะ พร้อมกันกับ พระอาทิตย์ขึ้นในเวลาเช้า ทำให้ที่อยู่ของนายธนิยะสว่างไสวราวกับจุดประทีปตั้งพันดวง นายธนิยะจึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้ว
ในขณะนั้นเมฆฝนซึ่งตั้งเค้ามาทั้ง ๔ ทิศ ตั้งแต่นายธนิยะเข้าไปนอนกล่าวคาถาแรกอยู่ จนได้ดวงตาเห็นธรรมก็ตกลงมามากมายเป็นเหตุให้น้ำเต็มไปทั้งที่ลุ่มและที่ดอน นายธนิยะจึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นลาภของข้าพระองค์ยิ่งนัก ที่ข้าพระองค์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ ข้าพระองค์ขอถึงพระองค์ว่า เป็นสรณะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมหามุนี ขอพระองค์ทรงเป็นดวงตาของข้าพระองค์ ทั้ง ภริยา และข้าพระองค์เป็นผู้เชื่อฟัง ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสุคต ข้าพระองค์เป็น ผู้ถึงฝั่งแห่งชาติและมรณะ จะเป็นผู้กระทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ได้
น่าชื่นใจแท้ๆ ที่นายธนิยะและภริยาผู้ได้บรรลุธรรมแล้วด้วยใจ ได้กล่าวขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสรณะด้วยวาจาซ้ำอีก เป็นการประกาศความไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยให้ปรากฏแก่ผู้อื่น ทูลขอบรรพชาขึ้น ขณะที่คนทั้งสองทูลขอบรรพชาอยู่นั้น
มารซึ่งเฝ้าติดตามมาด้วย ไม่ต้องการให้คนทั้งสองได้พ้นจากอำนาจของตน จึงได้กล่าว คาถาชักชวนให้คนทั้งสองยินดีในการอยู่ครองเรือนด้วยคาถาว่า บุคคลย่อมเพลิดเพลิน เพราะอุปธิทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลผู้มีบุตร ย่อมเพลิดเพลินเพราะบุตร บุคคล มีโคย่อมเพลิดเพลินเพราะโคฉะนั้น คนที่ไม่มีอุปย่อมไม่เพลิดเพลินเลย
ขออธิบายคำในคำขอถึงสรณคมณ์ของนายธนิยะกับภริยาเป็นบางคำก่อน คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ คำว่า จักษุ นี้ หมายถึงจักษุของพระพุทธเจ้า ๕ อย่างคือ
๑. มังสะจักษุ คือดวงตาธรรมดา
๒. ทิพยจักษุ คือตาทิพย์เกิดด้วยอำนาจของทิพยจักษุญาณอภิญญาสามารถ จะเห็นสิ่งต่างๆ แม้ที่เล็กละเอียดที่สุดที่อยู่ทั้งใกล้และไกลได้ ทั้งสามารถจะรู้การเกิด การตายของสัตว์ทั้งหลายได้ แม้หากพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะทอดพระเนตร ดูโลกธาตุก็ทรงสามารถจะทอดพระเนตรเห็นโลกธาตุ ได้ตั้งแต่ โลกธาตุขึ้นไปจนถึง หมื่นโลกธาตุ ๑
๓. ปัญญาจักษุ ได้แก่ พระปัญญาตรัสรู้ที่ทำลายกิเลสได้หมดสิ้น สำเร็จ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ เวสารัชชญาณ 4 ทศพลญาณ ๑๐ ทั้งทรงมีพระปัญญาในการที่จะ ตรัสสอนแนะนำให้ผู้ที่ยังไม่รู้ได้รู้ตามด้วย นอกจากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงรอบรู้ อัธยาศัย อนุสัย จริต และอธิมุตติของสัตว์ทั้งหลายว่าดีเลวแตกต่างกันอย่างไร
๔. พุทธจักษุ พระปัญญาที่ทรงสามารถตรวจดูสัตว์โลกทั้งหลายว่า ผู้ใดมีกิเลส มาก ผู้ใดมีกิเลสน้อย ผู้ใดมีอินทรีย์แก่ ผู้ใดมีอินทรีย์อ่อน ผู้ใดสมควรจะตรัสรู้ ผู้ใด ยังไม่สมควรจะตรัสรู้ ต้องแสดงธรรมอย่างไรจึงจะถูกกับอัธยาศัยและจริตของผู้รับ ดังนี้ เป็นต้น
๕. สมันตจักษุ คือพระปัญญาที่ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ทรงทราบ สมันตจักษุนั้น ได้แก่ พระสัพพัญญุตญาณนั่นเอง
ส่วนคำว่า อุปธิ นั้น หมายถึงธรรมที่เข้าไปทรงไว้ให้สัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่าย ตายเกิดอยู่เป็นนิตย์ อุปธินั้นมีอยู่ ๔ อย่างคือ กาม ขันธ์ กิเลส และอภิสังขาร
กามทั้งหลาย เรียกว่า อุปธิ เพราะเป็นเหตุให้เกิดกามสุข
ขันธ์ทั้งหลาย ชื่อว่า อุปธิ เพราะเป็นที่ตั้งให้เกิดทุกข์ รูปขันธ์หรือนามขันธ์ หรือจะมีทั้งรูปขันธ์และนามขันธ์ก็ตาม ทุกข์ก็ยังมีอยู่ เพราะทุกข์ จะเกิดได้ก็เพราะอาศัยขันธ์คืออุปธินี้
กิเลสทั้งหลาย เรียกว่า อุปธิ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ในอบาย ทั้งนี้เพราะคนที่ยังมี กิเลสอยู่นั้น ย่อมทำบาปกรรมอันจะเป็นเหตุให้เกิดในอบาย
ส่วน อภิสังขาร คือเจตนาที่เป็นบุญเป็นบาป ชื่อว่า อุปธิ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ คือการเกิดในภพต่างๆ
สำหรับอุปธิที่มารกล่าวนี้ มารมุ่งหมายจะกล่าวถึงอุปธิคือกาม อันทำให้คน หลงใหลเพลิดเพลิน
กามนั้นก็หมายถึงสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ที่เป็นที่น่ายินดีเพลิดเพลินของผู้ที่มี กิเลสทั้งหลาย ใครมีบุตรก็ย่อมเพลิดเพลินเพราะบุตร มีโคก็เพลิดเพลินเพราะโค มีสิ่งใด ก็เพลิดเพลินเพราะสิ่งนั้น
ด้วยเหตุนั้นมารจึงกล่าวว่า คนที่ไม่มีอุปธิคือกาม จึงไม่สนุกเพลิดเพลินเลย ทั้งๆ ที่คนส่วนมากที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนามาแล้วต่างก็ทราบว่ากามทั้งหลายมีโทษ แต่ก็มักจะหลงใหลเพลิดเพลินกันอยู่ในกามเสมอ ไม่ต้องรอให้มารมาชักชวนเลย เราชวนตัว ของเราเองอยู่แล้ว เพราะเหตุนั้นเราจึงหลงใหลอยู่ในกามทั้งหลาย มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และโภคทรัพย์ทั้งปวง ไม่อาจพ้นไปจากอำนาจของมารได้เลย
เมื่อมารกล่าวชักชวนอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสแก่มารว่า คนย่อม เศร้าโศก เพราะอุปธิทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลผู้มีบุตรย่อมเศร้าโศกเพราะบุตร บุคคลมีโคย่อมเศร้าโศกเพราะโค ฉะนั้นคนผู้ไม่มีอุปธิย่อมไม่เศร้าโศกเลย
จริงแท้ทีเดียว ถ้าเราไม่มีลูกเราก็ไม่เศร้าโศกถึงลูก ในเมื่อเขาจากเราไปหรือเขาทำสิ่งที่ไม่ถูกใจเรา มีโคก็เศร้าโศกเพราะโค มีตาก็เศร้าโศกเพราะตา มีหูก็เศร้าโศก เพราะหู มีขันธ์ ๕ ก็เศร้าโศกเพราะขันธ์ ๕ มีสิ่งใดก็เศร้าโศกเพราะสิ่งนั้น หากไม่มี อะไรเสียเลยจะเศร้าโศกได้อย่างไร เพราะฉะนั้นคนผู้หมดอุปคือหมดกาม หมดขันธ์ หมดกิเลส หมดความต้องการในบุญบาปอันเป็นอภิสังขารเสียแล้ว ย่อมจะไม่เศร้าโศกเลย
ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระคาถานี้จบลง นายธนิยและภริยาได้บวชแล้ว ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จกลับพระเชตวันมหาวิหาร โดยทางอากาศ ครั้นบวชแล้วไม่นานก็บรรลุพระอรหัตเป็นพระอรหันต์ บรรดาคนเลี้ยงโคและบริวารก็ได้ สร้างวิหารให้เป็นที่อยู่ในที่อยู่ของท่านทั้งสองนั้น วิหารนั้นมีชื่อว่า โคปาลกวิหาร มาจนบัดนี้ นี่คือเรื่องราวของนายธนิยะ ผู้กล้าท้าฝนให้ตกทั้งๆ ที่ยังมีกิเลสอยู่ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีพระมหากรุณาเสด็จมาแสดงธรรมโต้ตอบกับเขา จนเขาและภริยาสามารถเข้าถึงธรรม บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ ไม่ต้องถูกฝนคือกิเลสท่วมทับอีกต่อไป

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ