สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
พระปิลินทวัจฉเถระ
ภิกษุสาวกผู้เลิศด้านเป็นที่รักป็นที่ชอบใจของทวดา
. เป็นนายประตูผู้เป็นที่รักของพระราชา จัดเตรียมหาทานถวายพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ
สมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ พระเถระที่เกิดในครอบครัวมีทรัพย์สมบัติมาก ในกรุง ทั้งสวดี (เป็นนายประตู)
ต่อมาได้เข้าเฝ้าฟังพระธรรมเทศนา และได้เห็นพุทธเจ้าทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านเป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลายท่านปรารถนาตำแหน่งนั้นในอนนาคตกาล จึงกระทำกุศลยิ่งขึ้นๆตลอดชีพ ตายแล้วก็วนเวี่ยนอยู่ในเทวดาและมนุษย์(อง.อ.๑/๑/๔๒๘)
พระปิลินทวัจฉเถระ เล่าไว้ภายหลังบรรลุพระอรหันตแล้วว่า...
" เราเป็นนายประตู(อรรถกถาว่าเกิดในตระกูลนายประตู ต่อมาก็ได้เป็นผู้รักษาประตูพระราชวังของพระราชา) อยู่ที่พระนครหังสวดี เรารวบรวมโภคสมบัติเก็บไว้ในเรือนมากมาย กาลนั้นเราอยู่ในที่ลับ ทำใจให้ร่าเริงนั่งอยู่ในปราสาท แล้วคิดว่า....
เรามีทรัพย์สมบัติมากมายในเมือง แม้พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินพระนามว่า อานนท์ ยังทรง เชื้อเชิญเรา
พระพุทธเจ้าผู้เป็นมุนี เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ โภคสมบัติของเรามีอยู่ เราจะถวายทานแด่พระศาสดา เราเห็นพระราชโอรสพระนามว่าปทุม ทรงถวายช้างตัวประเสริฐ พร้อมด้วยบัลลังก์และพนักพิงแต่พระชินเจ้า
แม้เราก็จะถวายทานในสงฆ์ เราจะเป็นคนแรกที่ถวายทานที่ยังไม่มีใครถวาย เรา เราเข้าไปหาช่าง จักสาน จ้างพวกเขาให้ทำฉัตรหนึ่งแสนคัน รวบรวมผ้าไว้หนึ่งแสนฝืน ให้ทำบาตรหนึ่งแสนใบ
จ้างให้ช่างทำมีดโกน พร้าเข็ม มีดตัดเล็บ วางไว้ภายใต้ฉัตร จ้างให้ทำพัดใบตาล พัดขนปีกนกยูง พัดจามร ฝ้ากรองน้ำ และภาชนะน้ำมัน ให้ทำกล่องเข็ม ผ้าอังสะ ประคตเอวและเชิงรองบาตร
ให้ใส่เภสัช เช่น ว่านน้ำ หญ้าคา ชะเอม ดีปลี ลงในภาชนะสำหรับใส่ของบริโภคและในขันสำริดจนเต็ม วางไว้ใต้ฉัตร ให้ทำรองเท้า เขียงเท้า ผ้าเช็ดน้ำ ไม้เท้า...ให้ทำเก้าอี้นอน ตั่ง บัลลังก์...ฝูก หมอน... (อย่างละ ๑ แสนชิ้น)
เมื่อรวบรวมสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดพร้อมแล้ว ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอานนท์ ถวายบังคมแล้วกราบทูล ว่า เราทั้งสองโดยชาติร่วมกัน มียศร่วมกัน มีความเท่าเทียมกันในสุขทุกข์ และประพฤติตามกัน..."
เขากราบทูลว่า ขณะนี้มีความทุกข์ทางใจอยู่ พระราชาตรัสว่า “ทุกข์ของท่านก็เป็นทุกข์ของเรา เราทั้งสองมีใจร่วมกัน ท่านย่อมรู้ว่าสำเร็จได้ ถ้าท่านจะบอกทุกข์นั้น"
ทูลว่า ทุกข์ของข้าพระองค์ พระราชาช่วยบรรเทาได้ยาก
ตรัสว่า “ท่านจะพูดมากไปทำไม ท่านปรารถนาสิ่งใด ก็จงบอกเถิด”
ทูลว่า ข้าพระองค์ปรารถนาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐยิ่ง ให้เสด็จมาเสวย
พระราชาตรัสห้ามว่า อย่าขอพระตถาคตเลย ขอพรอย่างอื่นเถิด
เขาท้วงว่า พระราชาเคยตรัสไว้ว่ากระทั่งชีวิตที่มีอยู่ เมื่อพระองค์ประทานชีวิตได้ ก็ควรจะพระราชทานพระตถาคตได้ (พระราชาไม่ยอมให้ใครๆถวายทานแด่พระพุทธเจ้า)
ตรัสว่า อย่างไรก็ให้ไม่ได้ ขอให้รับเป็นทรัพย์ไปดีกว่า
นายประตูทูลว่า ถ้าอย่างนั้นควรจะถามผู้วินิจฉัยว่าคำตรัสของพระองค์ควรเป็นอย่างไร?
แล้วจับพระหัตถ์ของพระราชาไปยังโรงวินิจฉัยคดี แจ้งแก่ผู้พิพากษาว่า ...
“ขอผู้พิพากษาจงฟังข้าพเจ้า พระราชาได้พระราชทานพรแก่ข้าพเจ้า พระองค์ไม่ยกเว้นอะไรๆ ยอมให้ได้แม้กระทั่งชีวิต เมื่อพระองค์พระราชทานพรแก่ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอพระพุทธเจ้าผู้ ประเสริฐที่สุด พระพุทธเจ้าเป็นอันพระราชาพระราชทานแก่ข้าพเจ้าที่แล้วมิใช่หรือ? ท่านทั้งหลายจงตัดความสงสัยของข้าพเจ้าด้วยเถิด”
ผู้พิพากษาได้ให้ทั้งสองฝ่ายให้การแล้ว วินิจฉัยว่า คำที่ตรัสเป็นอันพระราชาได้ทรงพระราชทาน พระพุทธเจ้าให้แก่เขาแล้ว พระราชาจึงทรงยินยอม
ถวายร่มหนึ่งแสนคัน ได้รับพุทธพยากรณ์
นายประตูได้เข้าเฝ้ากราบทูลนิมนต์ให้พระพุทธเจ้าและภิกษุอรหันต์หนึ่งแสนรูปเสด็จเข้าไปเสวย และรับทานในเรือนของตน ทรงรับนิมนต์แล้ว
เขากลับถึงเรือนประชุมญาติมิตรและบริวาร แล้วจัดทำปะรำดอกไม้ ด้วยดอกบัว บัวหลวง มะลิ ลำดวน จำปา กากะทิง ปูลาดอาสนะหนึ่งแสนที่รอรับ
วันรุ่งขึ้น พระพุทธเจ้าเสด็จมาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ประทับนั่งแล้ว เขากราบทูลให้ทรงรับร่ม หนึ่งแสนคันและถวายบาตร
ตลอด ๗ วัน ที่เสด็จมาเสวย ทรงแสดงพระธรรมจักรยังสัตว์ให้ตรัสรู้จำนวนมาก วันที่ ๗ ก็ตรัสพยากรณ์ผลทานที่นายประตูจัดถวาย เช่น ในอนาคตจะมีกองทัพ ๔ เหล่าห้อมล้อม จะถึงพร้อมด้วยยานพาหนะ มีดนตรีขับกล่อม มีสาวรุ่นจำนวนมากห้อมล้อม จักเป็นจอมเทพและพระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น...
และทรงพยากรณ์อีกว่า ...
ในกัปที่หนึ่งแสนนับจากกัปนี้ไป จะมีพระศาสดาพระนามว่าโคตม ตามพระโคตร ทรงสมภพใน ราชสกุลโอกกากราช อุบัติขึ้นในโลก
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้โคตมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงทราบความนั้นทั้งหมดแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุ จักทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะ เขาจะได้เป็นพระสาวก มีนามว่าปิลินทวัจฉะ จักเป็นผู้ที่เทวดา อสูรและคนธรรพ์สักการะ
เขาจักเป็นที่รักของภิกษุ ภิกษุณี และคฤหัสถ์ทั้งปวง อยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ"
จากนั้น ท่าน (เป็นพระปิลินทวัจฉะแล้ว) ก็กล่าวพรรณนาอานิสงส์ของการถวายสิ่งต่างๆ แด่ พระพุทธเจ้าปทุมุตตระและภิกษุสงฆ์
เช่น อานิสงส์ของการถวายร่ม ๘ ประการ คือ ไม่รู้สึกหนาว ๑ ไม่รู้สึกร้อน ๑ ละลองและธุลีไม่แปดเปื้อน ๑ เป็นผู้ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีเสนียดจัญไร ๑ คนทั้งหลายยำเกรงทุกเมื่อ ๑ มีผิวพรรณละเอียดดี ๑ เป็นผู้มีใจสะอาด ๑ ดังนี้เป็นต้น
(ท่านแสดงอานิสงส์ทานไว้ ๔๖ ประเภท ดู ขุ.อป. ข้อ ๓๙๓)
สมัยพระพุทธเจ้าสุเมธ
ในกาลเมื่อพระพุทธเจ้าสุเมธะเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระเถระนี้ (เกิดเป็นมนุษย์) ได้กระทำ การบูชาพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระบรมศาสดา ตายจากมนุษย์แล้ว วนเวียนเกิดตายอยู่ในมนุษย์และเทวดา (เถร.อ.๑/๑๐๕)
พระปิลินทวัจฉะเล่าไว้ภายหลังบรรลุพระอรหัตแล้วว่า ...
“เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าสุเมธะ ซึ่งเป็นบุคคลผู้เลิศนิพพานแล้ว เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ทำการบูชาพระสถูป ในที่ประชุมนั้น มีพระขีณาสพผู้ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์อยู่กันจำนวนมาก เราได้นิมนต์ท่านเหล่านั้นมาประชุมแล้วทำสังฆภัตถวาย
ในที่นั้น มีภิกษุผู้ (เคย) อุปฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ด้วย ท่านได้กล่าวอนุโมทนา ด้วยจิตเลื่อมใส นั้นเราได้เข้าถึงวิมาน มีนางเทพอัปสรแปดหมื่นหกพันแวดล้อมเรา
นางเทพอัปสรเหล่านั้น ประพฤติตามความประสงค์ทุกอย่างของเรา เราครอบงำ (มีเทวานุภาพ มากกว่า) เทวดาเหล่าอื่น นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม” (ขุ.อป.ข้อ ๑๗)
๘๐ พระอรหันต์ (ฉบับสมบูรณ์) เพื่อการศึกษา ค้นคว้า อ้างอิงในพระไตรปิฎก
เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
สมัยที่โลกยังไม่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติตรัสรู้ พระเถระนี้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ สอนมหาชนให้ดำรงอยู่ในศีล ๕ ทำพวกเขาให้มีสวรรค์เป็นที่ไป ดังที่ท่านเล่าว่า ...
“ในกัปที่ ๒๕ (นับจากกัปนี้ขึ้นไป) เราเป็นกษัตริย์มีพระนามว่า วรุณะ ในกาลนั้นเราได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิเสวยโภชนะอันขาวสะอาด ประชาชนไม่ต้องหว่านพืชและไม่ต้องนำไถไปไถนา พวกมนุษย์บริโภคข้าวสาลีอันเกิดเองสุกเองในที่ไม่ต้องไถ
เราเสวยราชสมบัติในภพนั้นแล้ว ได้ถึงความเป็นเทวดาอีก ในเวลานั้น โภคสมบัติเช่นนี้ก็บังเกิดแก่เรา สัตว์ทั้งปวงทั้งที่เป็นมิตรและมิใช่มิตร ย่อมไม่เบียดเบียนเรา เราเป็นที่รักของสัตว์ทั้งปวง นี้เป็นผล แห่งบุญกรรม
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้) เราได้ถวายทานไว้ในครั้งนั้น เราจึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการไล้ทาของหอม" (ท่านไม่ได้ระบุว่าทำทานกับใคร แต่ย้อนไปไกลมาก
(ดู ขุ.อป.ข้อ ๑๗)
ชาติสุดท้าย บวชเป็นปริพาชกสำเร็จวิชชาเหาะได้
ก่อนที่พระพุทธเจ้าโคตมะของพวกเราจะเสด็จอุบัติ (ตรัสรู้) พระเถระนี้เกิดในสกุล พราหมณ์ กรุงสาวัตถี คนทั้งหลายเรียกท่านว่า ปิลินทะ ส่วนคำว่า วัจฉะ เป็นชื่อโคตร เหตุนั้นคน จึงเรียกกันว่า ปิลินทวัจฉะ
ต่อมา ท่านเห็นโทษในชีวิตที่ไร้แก่นสารจึงออกบวชเป็นปริพาชก เล่าเรียนสำเร็จวิชชาที่ชื่อ จุฬคันธาระ (อรรถกถาอุปทานเรียกว่าสำเร็จวิชชา ๓) ท่านจึงท่องเที่ยวไปในอากาศ ด้วยวิชชานั้น ทั้งยังเป็นผู้รู้จิตของผู้อื่น เป็นปริพาชกผู้ถึงความเป็นเลิศด้วยลาภและยศ อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์ (บ้านเกิดอยู่สาวัตถี)
(อรรถกถาอปทานว่า ท่านเรียนจบศิลปศาสตร์ทุกสาขา วันหนึ่ง ได้ฟังพระธรรมเทศนาในสำนักของพระพุทธเจ้าแล้วมีศรัทธาออกบวช ไม่นานก็บรรลุเป็นพระอรหันต์, อปทาน .อ.๘/๒/๙๐๕)
วิชชาเสื่อมเพราะพระพุทธเจ้า
สมัยต่อมา พระพุทธเจ้าของพวกเราตรัสรู้แล้ว เสด็จถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับ นับแต่เสด็จมาประทับอยู่ ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า วิชชาที่เขาสำเร็จเหล่านั้นได้เสื่อมไป เขาไม่สามารถเที่ยวไป ในอากาศได้อีก เขาคิดว่า “พวกอาจารย์และปรมาจารย์เคยกล่าวกันว่า ถ้าที่ใดมีวิชชาที่ชื่อว่า มหาคันธารวิชชาอยู่ วิชชาที่ชื่อว่าจูฬคันธารวิชชาย่อมเสื่อมไปในที่นั้น นับตั้งแต่พระสมณโคดมเสด็จมาที่นี้ วิชชาของเราไม่สมบูรณ์เลย พระสมณโคดมคงรู้มหาคันธารวิชชาโดยไม่ต้องสงสัย ไฉนหนอ เราจึงเข้าไปนั่งใกล้พระสมณโคดมแล้วเรียนวิชชานั้นจากพระองค์ดีกว่า"
อยากเรียนวิชชาจึงยอมบวช บรรลุพระอรหัต
ปิลินทวัจฉปริพาชกเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลว่า ...
“ข้าแต่พระมหาสมณะ ข้าพระองค์ประสงค์จะเรียนวิชชาอย่างหนึ่งในสำนักของพระองค์ ขอพระองค์จงให้โอกาสแก่ข้าพระองค์ "
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านจงบวช
เขาสําคัญว่าการบวชเป็นเบื้องต้นก่อนได้เรียนวิชชาจึงยอมบวช
บวชแล้วพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมและสอนกรรมฐานอันเหมาะแก่จริตของเขา ท่านเจริญ วิปัสสนาอยู่ไม่นานเลยก็บรรลุพระอรหัต เพราะความเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย
เป็นที่รักและนับถือของพวกเทวดา ถึงความเป็นเอตทัคคะ
ครั้งนั้น พวกเทวดาผู้เคยเชื่อฟังโอวาทของท่านในชาติก่อน (ชาติที่เป็นพระเจ้าจักรพรรดิสั่งสอน ธรรมแก่พวกมนุษย์ พวกเขาตายแล้วเกิดเป็นเทวดาสำนึกรู้คุณได้) แล้วเกิดในสวรรค์ เทวดาเหล่านั้น เป็นผู้กตัญญู จึงนับถือท่านอย่างมาก พากันเข้าไปหาพระปิลินทวัจฉะทุกเช้าเย็น
(เถร.อ.๑/๑๐๕-๖)
ดังที่ท่านเล่าไว้ว่า...
“ในภัทรกัปนี้ (อยู่ในช่วงที่โลกจะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในกัปนี้ต่อเนื่องกัน ๕ พระองค์) เราเป็น พระเจ้าจักรพรรดิ ๑ ชาติ เป็นใหญ่กว่าปวงชน เป็นผู้มีพลานุภาพมาก เรานั้นตั้งมั่นในศีล ๕ ได้พาหมู่ชน เป็นอันมากให้ถึงสุคติ เราจึงเป็นที่รักของเทวดาทั้งหลาย
(ขุ.อป.ข้อ ๑๗)
ท่านว่า โดยมากเหล่าเทวดาได้บังเกิดในสวรรค์ ๖ ชั้น ก็เพราะโอวาทของพระเจ้าจักรพรรดินั่นแล หลังพวกเขาบังเกิดเป็นเทวดาแล้วได้ตรวจดูสมบัติที่พวกตนได้แล้ว ก็รู้ว่าพวกเราได้สวรรค์สมบัติ เพราะ อาศัยพระเถระนี้ (พระเจ้าจักรพรรดิมาเกิดเป็นพระปิลินทวัจฉะ) พวกเทวดาจึงเข้ามานมัสการพระเถระ ทั้งเวลาเช้าและเย็น
(องฺ.อ.๑/๑/๔๒๗)
ต่อมา พระศาสดาทรงปรารภถึงเรื่องนี้ จึงทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า “ภิกษุทั้งหลาย พระปิลินทวัจฉะเลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย"
(องฺ.เอก. ข้อ ๑๔๘)
ปิลินทวัจฉเถรคาถา
วันหนึ่ง พระเถระนั่งอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ พิจารณาดูคุณวิเศษทั้งหลายของตนแล้ว ต้องการกล่าวสรรเสริญถึงการมาอยู่ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนิมิตของวิชชา อันเป็นเหตุแห่งการ บรรลุคุณเหล่านั้น จึงกล่าวคาถาว่า ...
“การที่เรามาสู่สำนักของพระศาสดานี้ เป็นการมาดีแล้ว ไม่ไร้ประโยชน์ การที่เราคิดไว้ว่า จักฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักบวช เป็นความคิดที่ไม่ไร้ ประโยชน์ เพราะเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกธรรมทั้งหลายอยู่ เราได้บรรลุธรรม อันประเสริฐแล้ว"
(ขุ.เถร ข้อ ๑๔๖, เถร.อ.๑/๑๐๗-๘)
พระอรหันต์ยังพูดคำหยาบ?
ท่านพระปิลินทวัจฉเถระนี้ แม้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์เป็นผู้ไม่มีกิเลสทั้งปวงแล้ว แต่ความที่ท่านยังละวาสนา (กิริยาอาการ ความคุ้นเคยที่เกิดจากกิเลสสั่งสมไว้ ซึ่งพระพุทธเจ้าละได้แล้ว) ไม่ได้ทำให้ท่านร้องเรียกคนอื่น ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ด้วยคำที่คุ้นเคยมาตั้งแต่อดีตชาติ เป็นต้นว่า “คนถ่อยจงมา คนถ่อยจงไป หรือเจ้าถ่อย ไอ้ถ่อย หรือนำไปสิเจ้าถ่อย ถือไปสิเจ้าถ่อย” (ท่านว่า ท่านเคยเกิด ในครอบครัวพราหมณ์ และกล่าวคำเช่นนี้อยู่ถึง ๕๐๐ ชาติ)
วันหนึ่ง ภิกษุเป็นอันมากกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า
“พระพุทธเจ้าข้า ท่านพระปิลินทวัจฉะร้องเรียกภิกษุทั้งหลายว่า คนถ่อย"
ตรัสให้เรียกท่านมาแล้วตรัสถามว่า “ปิลินทวัจฉะ ได้ยินว่าเธอร้องเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยคำว่า คนถ่อยจริงหรือ?
ท่านกราบทูลว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
พระพุทธเจ้าทรงรู้เห็นบุพเพนิวาส (การเป็นอยู่ในครั้งก่อน) ของท่านพระปิลินทวัจฉะ แล้วตรัสว่า
"ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าถือโทษภิกษุชื่อปิลินทวัจฉะเลย วัจฉะหามีโทสะในภายใน แล้วร้องเรียกภิกษุทั้งหลายว่าคนถ่อยไม่ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อวัจฉะเกิดในตระกูลพราหมณ์ต่อเนื่อง ๕๐๐ ชาติ คำว่าคนถ่อยนั้นเธอร้องเรียกคนอื่นมาตลอดกาลนาน"
(ดู ขุ.อุ.ข้อ ๗๘)
"ภิกษุทั้งหลาย ถ้อยคำกระทบกระทั่งคนเหล่าอื่น อันเป็นคำระคายหู คำหยาบคายเช่นนั้น ย่อม ไม่มีแก่พระขีณาสพ (พระผู้สิ้นอาสวะแล้ว) เพราะบุตรของเราพูดอย่างนั้น ด้วยอำนาจแห่งความเคยชิน"
(ดู ธ.อ.๔/๔๙๑-๒)
ในอรรถกถาเอกนิบาตเล่าว่า ภิกษุทั้งหลายฟังคำพูดของพระเถระแล้วนำความไปกราบทูลถามพระตถาคตว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมดาพระอริยะย่อมไม่กล่าวคำหยาบ"
ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาว่าพระอริยะทั้งหลายไม่กล่าวคำหยาบ (ผรุสวาจา) ข่มผู้อื่น แต่ว่าคำหยาบ (ของท่าน) นั้น พึงมีได้โดยความเคยตัวจากภพก่อน"
ต่อมา ท่านพระปิลินทวัจฉเถระแม้พยายามที่จะไม่พูดคำนั้น แต่เมื่อพูดคุยกับภิกษุหรือชาวบ้าน ก็ยังพูดคำว่า “เจ้าถ่อย เจ้าถอย" อีก
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลอีก ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย การกล่าวเช่นนั้นของบุตรเรา มิใช่ความเคยชินในปัจจุบัน แต่เป็นความเคยชินตั้งแต่ในอดีตกาล ซึ่งบุตรของเรานี้บังเกิดในครอบครัวพราหมณ์ ท่านมักกล่าวว่าถ่อยถึง ๕๐๐ ชาติ ดังนั้นบุตรของเรานี้ จึงกล่าวเพราะความเคยชิน มิได้กล่าวด้วยเจตนาหยาบ
จริงอยู่ โวหารของพระอริยะทั้งหลายแม้จะหยาบอยู่บ้าง ก็ชื่อว่าบริสุทธิ์แท้เพราะเจตนาไม่หยาบ ไม่เป็นบาป แม้มีประมาณเล็กน้อยในเพราะการกล่าวนี้" ดังนี้
(องฺ.อ.๑/๑/๔๒๘-๙)
อรรถกถาอุทานอธิบายว่า ท่านเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยคำว่าคนถ่อย เช่น มาเถอะคนถ่อย หลีกไปเถอะคนถ่อย ภิกษุเหล่านั้นไม่รู้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ไม่รู้ว่าท่านกล่าวอย่างนั้นเพราะยังละวาสนาไม่ได้ คิดว่าท่านเรียกด้วยความมุ่งร้าย
ส่วนอาจารย์บางพวกเห็นว่า ภิกษุทั้งหลายจำพระเถระได้ว่าเป็นพระอรหันต์ แต่ทำไมยังพูดคำหยาบ น่ากลัวว่า ท่านคงไม่ได้เป็นพระอรหันต์จริง, พวกภิกษุไม่รู้ว่าท่านพูดด้วยอำนาจวาสนาที่ยังละไม่ได้ และไม่เชื่อว่าท่านเป็นพระอริยะ จึงเพ่งโทษท่านแล้วไปกราบทูล
(ดู อุทาน.อ.๑/๓/๓๓๒
แสดงฤทธิ์บันดาลให้ดีปลีเป็นขี้หนู
ต่อมาวันหนึ่งเป็นเวลาเช้า พระปิลินทวัจฉะเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ พบชายคนหนึ่ง เดินถือดีปลีมาเต็มถาด (ดีปลี ได้แก่ ไม้เถามีรากตามข้อของลำต้นเพื่อยึดเกาะ ผลอัดแน่นเป็นช่อ ทุกส่วนมีกลิ่น โดยเฉพาะผลกลิ่นหอมฉุน รสเผ็ดร้อน ใช้เป็นเครื่องเทศและทำยาได้) กำลังจะเดินเข้าเมืองเช่นกัน
พระเถระเห็นเขาแล้วถามว่า “เจ้าถ่อย ในภาชนะของแกมีอะไรหรือ?”
เขาคิดว่า “สมณะรูปนี้กล่าวคำหยาบกับเราแต่เช้าเที่ยว แม้เราก็ควรกล่าวคำที่เหมาะแก่สมณะรูปนี้เหมือนกัน” จึงกล่าวตอบว่า “ในภาชนะของข้านี้มีขี้หนูสิท่าน"
พระเถระกล่าวว่า “เจ้าถ่อย มันจะต้องเป็นอย่างท่านว่านั่น
เมื่อคล้อยหลังพระเถระไป ดีปลีในภาชนะก็กลายเป็นขี้หนูไปหมด เขามองเห็นดีปลีในภาชนะ ปรากฏเหมือนขี้หนู จึงใช้มือบี้ดู ก็รู้ว่าเป็นขี้หนูจริงๆ ก็เกิดความเสียใจปนความตกใจ
คิดว่า “ขี้หนูจะมีอยู่ในแต่ภาชนะนี้เท่านั้น หรือว่าในเกวียนของเราก็เป็นอย่างนี้ด้วย” จึงเดินไป ตรวจดู ก็พบว่าดีปลีเป็นขี้หนูทั้งหมดเหมือนกัน
เขามือกุมอก คิดว่า “นี่ไม่ใช่การกระทำของใครหรอก ต้องเป็นการกระทำของภิกษุที่เราพบ ตอนเช้านั้นแน่ สมณะนั่นคงรู้มายากลอย่างหนึ่งเป็นแน่ เราจะต้องหาท่านให้พบเพื่อให้ท่านช่วย"
แล้วเดินหาตามทางที่ท่านไปเมื่อเช้า
เขาเดินตามหาสมณะด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ได้พบชายคนหนึ่งเดินสวนมา ชายคนนั้นถามเขาว่า “พ่อมหาจำเริญ ทำไมดูเครียดมาก ท่านกำลังจะไปไหนหรือ?”
เขาจึงบอกเรื่องทั้งหมดแก่ชายคนนั้น
ชายคนนั้นฟังแล้วกล่าวว่า “พ่อมหาจำเริญ อย่าคิดอย่างอื่นเลย คงเป็นเพราะท่านพระปิลินทวัจฉะผู้เป็นเจ้าของเราเอง เอาอย่างนี้ ขอให้ท่านจงถือดีปลี่นั้น (ภาชนะที่ใส่ขี้หนู) ไปยืนข้างหน้าพระเถระ เมื่อท่านถามว่านั่นอะไรหรือเจ้าถ่อย? ก็จงตอบท่านว่า ดีปลี ขอรับ ท่านก็จะกล่าวว่า จักเป็นอย่างนั้น เจ้าถ่อย ขี้หนูก็จะกลายเป็นดีปลีทั้งหมด"
เขาได้กระทำตามคำแนะนำนั้นแล้ว ขี้หนูทั้งหลายก็กลับเป็นปลีอย่างเดิม
(องฺ.อ.๑/๑/๔๒๙-๔๓๐)
ทำความสะอาดเอื้อมเขา เพื่อใช้เป็นที่หลีกเร้น
สมัยหนึ่ง ท่านพระปิลินทวัจฉะกำลังให้คนช่วยกันทำความสะอาดเงื้อมเขา (ภายใต้หินที่สูง ยื่นออกมา) แห่งหนึ่ง ในเขตพระนครราชคฤห์ ท่านต้องการทำเป็นสถานที่หลีกเร้น
ขณะนั้น พระเจ้าพิมพิสารเสด็จพระราชดำเนินผ่านมาเห็น จึงเสด็จเข้าไปหา ทรงอภิวาทแล้วประทับนั่ง ตรัสถามพระเถระว่า พระคุณเจ้ากำลังทำอะไรอยู่?
พระเถระ : ถวายพระพร อาตมภาพกำลังให้เขาชำระเงื้อมเขาเพื่อใช้หลีกเร้น
พระราชา : พระคุณเจ้า ต้องการคนทําการวัดบ้างไหม?
พระเถระ : พระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่ทรงอนุญาตคนทำการวัดไว้
พระราชา ถ้าอย่างนั้น พระคุณเจ้าโปรดทูลถาม แล้วบอกให้ข้าพเจ้าทราบด้วย
พระปิลินทวัจฉะรับพระราชดำรัสว่าจะทูลถาม แล้วแสดงธรรม จบแล้วพระราชาทรงอภิวาท ทรงทำประทักษิณเสด็จกลับไป
จากนั้น พระเถระส่งสมณทูต (ทูตคือพระภิกษุ) ไปเข้าเฝ้ากราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ ให้ทูลถามว่าจะพึงปฏิบัติอย่างไร?
ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้มีคนทำการวัด"
สมัยต่อมา พระเจ้าพิมพิสารเสด็จเข้าไปหาท่านพระปิลินทวัจฉะ ตรัสถามว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตหรือยัง? พระเถระทูลว่าทรงอนุญาตแล้ว พระราชาตรัสว่า จะถวายคนทำการวัดแก่ท่าน
หลังวันนั้นแล้วพระราชาทรงลืม และทรงระลึกได้เมื่อล่วงไปนานมาก (๑ ปีกว่า) เมื่อทรงระลึก ตรัสตามมหาอำมาตย์ผู้สำเร็จราชกิจท่านหนึ่งว่า
"พนายคนทำการวัดที่เรารับปากจะถวายพระคุณเจ้านั้น เราได้จัดถวายไปหรือยัง?"
อำมาตย์นั้นทูลว่า “ขอเดชะ ยังไม่ได้พระราชทานให้เลย พระเจ้าข้า”
ตรัสถามว่า "จากวันนั้นถึงวันนี้ กี่ราตรีแล้ว"
ทูลว่า ๕๐๐ ราตรี พระเจ้าข้า
ตรัสสั่งว่า ถ้าเช่นนั้น จงถวายให้พระคุณเจ้าไป ๕๐๐ คน
มหาอำมาตย์รับพระบรมราชโองการแล้วจัดคนงานไปถวายท่านพระปิลินทวัจฉะ ๕๐๐ คน เพื่อรับใช้พระ พวกเขาได้สร้างที่พักอาศัยอยู่ไม่ไกลเงื้อมเขาที่พระเถระพักอยู่ คนทั้งหลายจึงเรียกสถานที่ ว่า ตำบลบ้านอารามิกบ้าง ตำบลบ้านปิลินทวัจฉะบ้าง
เนรมิตมาลัยทองคำให้เด็กหญิง
นับจากนั้น พระปิลินทวัจฉะก็ได้เป็นพระประจำตระกูล (พระกุลปกะ) ของคนในหมู่บ้านนั้น เช้าวันหนึ่ง ท่านเข้าไปบิณฑบาตให้หมู่บ้าน วันนั้นมีงานมหรสพ ท่านเห็นพวกเด็กๆตกแต่งกาย ประดับด้วยดอกไม้ร่วมงานอยู่
พระเถระเข้าไปในเรือนของคนทำการวัดคนหนึ่ง นั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย ลูกสาวของเขาเห็น พวกเด็กๆแต่งตัวแล้ว ร้องขอมารดาว่า “ขอจงให้ดอกไม้แก่หนูบ้าง จงให้หนูแต่งกายบ้าง"
ท่านได้ยินแล้ว ถามมารดาของเด็กว่า ลูกสาวท่านร้องอยากได้อะไรหรือ?
นางตอบว่า “ท่านเจ้าข้า ลูกสาวดิฉันเห็นเด็กคนอื่นแต่งตัวด้วยดอกไม้แล้ว จึงร้องขอดอกไม้และเครื่องแต่งกาย ดิฉันบอกว่า เราเป็นคนจนจะได้ดอกไม้มาจากไหน จะได้เครื่องแต่งกายมาจากไหน?
พระปิลินทวัจฉะหยิบขดหญ้าพวงหนึ่งส่งให้มารดาพร้อมกล่าวว่า “เจ้าจงสวมขดหญ้าพวงนี้บน ศีรษะเด็กหญิง”
นางรับขดหญ้าแล้วสวมบนศีรษะบุตรสาว ขดหญ้าได้กลายเป็นระเบียบดอกไม้ทองคำงดงาม น่าดูน่าชม ระเบียบดอกไม้ทองคำเช่นนี้แม้แต่ในพระราชสำนักของพระราชาก็ไม่มี
ครอบครัวเด็กหญิงถูกกล่าวหาเป็นโจร
คนทั้งหลายเห็นระเบียบดอกไม้ทองคำบนศีรษะของเด็กหญิงแล้ว กราบทูลแด่พระเจ้าพิมพิสารว่า “ขอเดชะพระพุทธเจ้าข้า ระเบียบดอกไม้ทองคำที่เรือนของคนทำการวัดตำบลปิลินทวัจฉะ งดงามมาก พวกเขาเป็นคนเข็ญใจไม่รู้ว่าได้มาจากไหน น่ากลัวว่าจะขโมยมาแน่ พระเจ้าข้า”
พระราชาตรัสให้เจ้าหน้าที่ไปจับกุมมาคุมขังไว้
เช้าวันต่อมา พระเถระเข้าไปบิณฑบาตตามลำดับตรอกในตำบลนั่นแหละ ผ่านไปทางเรือนของเด็กหญิงนั้น แต่ไม่เห็นคนในเรือน จึงถามคนแถวนั้น
พวกเขาเรียนว่า “พวกเขาถูกพระราชาตรัสให้จองจำ เพราะเรื่องระเบียบดอกไม้ทองคำ เจ้าข้า”
ท่านพระปิลินทวัจฉะได้เข้าไปสู่พระราชนิเวศน์ นั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย พระราชาเสด็จเข้ามาหาท่าน ทรงอภิวาทแล้วประทับนั่ง
พระเถระทูลถามว่า “ขอถวายพระพร ตระกูลคนทำการวัดถูกรับสั่งให้จองจำด้วยเรื่องอะไร?”
พระราชาจึงตรัสเล่าข้อสงสัยแห่งการได้มาของระเบียบดอกไม้ทองคำ(พวงดอดไม้สวมศรีษะ)
ทันใดนั้น พระปิลินทวัจฉะได้อธิษฐานให้ปราสาทของพระราชากลายเป็นทองทั้งหมด
แล้วทูลถามว่า “ขอถวายพระพร แล้วทองมากมายเหล่านี้มหาบพิตรได้มาจากไหน?
พระราชาตรัสว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว นี้เป็นอิทธานุภาพของพระคุณเจ้า"
แล้วตรัสสั่งให้ปล่อยตระกูลนั้น ไม่มีพระราชอาญา
ประชาชนรู้ข่าวพระปิลินทวัจฉะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นธรรมอันยิ่งของมนุษย์ในสำนักของพระราชา ต่างพากันเลื่อมใส นำเภสัช ๕ ชนิด คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย มาถวายท่าน ท่านแบ่งให้แก่ภิกษุบริษัทไป และพวกภิกษุที่นำเภสัชไปจัดเก็บเภสัชไม่มิดชิด ทำให้มีหนูเพ่นพ่านทั่ววิหารจนถูกประชาชนเพ่งโทษ ติเตียน
ต่อมา พระพุทธเจ้าทรงมีพระบัญญัติให้เก็บเภสัช ๕ นั้นไว้ได้ไม่เกิน ๗ วัน ล่วงไปเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ต้องสละเภสัชเหล่านั้นไป
(ดู วินย. มหา. ข้อ ๔๕-๔๗, วินย มหาวิ. ข้อ ๑๓๘-๑๔๐)
ใช้ฤทธิ์ช่วยเด็กจากโจร
ครั้งหนึ่งที่เมืองพาราณสี มีโจรเข้าปล้นบ้านและจับบุตร ๒ คนของเจ้าของบ้านไป เด็กนั้นเป็นบุตรในตระกูลอุปฐากของท่านพระปิลินทวัจฉะ
ท่านทราบแล้วได้ใช้ฤทธิ์ไปนำเด็ก ๒ คนนั้นกลับมา แล้วให้อยู่ในบ้าน ชาวบ้านเห็นเด็กแล้วเลื่อมใสท่านเป็นอย่างยิ่ง พูดกันว่า นี้คงเป็นฤทธานุภาพของพระปิลินทวัจฉะ
ภิกษุทั้งหลายได้ยินแล้วเพ่งโทษติเตียนว่า ไฉนพระปิลินทวัจฉะจึงได้นำเด็กที่ถูกพวกโจรนำตัวไปมาคืนเล่า (คือเข้าใจว่าท่านไปขโมยเด็กมาจากโจรอีกทีหนึ่ง ท่านน่าจะเป็นอาบัติปาราชิกแล้ว) แล้ว กราบทูลให้ทรงทราบ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติ เพราะวิสัยแห่งฤทธิ์ของภิกษุผู้มีฤทธิ์"
วินย. มหาวิ.ข้อ ๑๗๓)
อรรถกถาอธิบายว่า ท่านเห็นครอบครัวนั้นมากด้วยความเศร้าโศก จึงได้อธิษฐานด้วยฤทธิ์ให้ปราสาท (เรือน, บ้าน) ของพวกเขาไปปรากฏอยู่ใกล้เด็กทั้งสอง เด็กเห็นแล้วจึงเข้าไปบ้านตามปกติแล้วท่านคายฤทธิ์ ปราสาทก็กลับตั้งอยู่ในที่เดิม
ท่านทําด้วยความอนุเคราะห์ธรรม ด้วยความกรุณา และเพื่อรักษาไว้ซึ่งความเลื่อมใสจากคนในตระกูลนั้น การอธิษฐานฤทธิ์เช่นนี้ไม่เป็นอาบัติ ส่วนการแสดงฤทธิ์ต่างๆ (เช่นเหาะ) ย่อมไม่ควร
(ดู วินย.อ.๑/๒/๒๕๒)
เกิดความอาพาธหลายโรค
สมัยหนึ่ง พระปิลินทวัจฉะเกิดความอาพาธด้วยโรคลม หมอหลายคนตกลงกันว่า จะต้องหุง น้ำมันถวาย ภิกษุทั้งหลายเห็นว่าพระพุทธเจ้ายังไม่เคยมีพระพุทธานุญาตให้รักษาด้วยวิธีนี้ จึงเข้าเฝ้า กราบทูลให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตว่า “เราอนุญาตน้ำมันที่หุงต้ม แต่ในน้ำมันนั้นหมอจะ ต้องเจือปนน้ำเมาเข้าได้วย” (หลังหุงต้มน้ำมันแล้วก็นำไปถวาย พระเถระดื่มก็หายจากอาพาธ)
พวกภิกษุกลุ่มฉัพพัคคีย์ (พวก ๖) ได้ถือเอาพระพุทธานุญาตนั้นเป็นโอกาสใส่น้ำเมาลงไปมาก แล้วดื่มน้ำเมากันเมามาย ทรงมีพระบัญญัติห้ามว่า... “ภิกษุไม่พึงดื่มน้ำมันที่เจือน้ำเมาลงไปเกินขนาด รูปใดดื่ม จึงปรับอาบัติตามธรรม” (เป็นอาบัติปาจิตตีย์)
ต่อมา พระปิลินทวัจฉะหุงน้ำมันไว้มาก จนไม่มีภาชนะจะใส่เก็บไว้ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาต ลักจั่น (น้ำเต้า, ภาชนะดินคล้ายน้ำเต้า) สำหรับใส่น้ำมันเก็บ ๓ ชนิด คือ ทำด้วยโลหะ ๑ ทำด้วยไม้ ทำด้วยผลไม้ ๑
สมัยต่อมา ท่านเกิดอาพาธด้วยโรคลมตามอวัยวะ พระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตให้ใช้กระโจมอบตัว การรมด้วยใบไม้ ต้มใบไม้แล้วลงแช่ และอนุญาตอ่างน้ำ
ต่อมาท่านเกิดโรคลมเสียดยอกตามข้อ ตรัสอนุญาตให้ระบายโลหิตออก อนุญาตให้ดูดโลหิตออกด้วยเขา
ต่อมาท่านเกิดเท้าแตก ตรัสอนุญาตยาทาเท้า และอนุญาตให้ปรุงน้ำมันทาเท้า
(ดู วินย. มหา. ข้อ ๓๙-๔๑)
สมัยหนึ่ง ท่านเกิดปวดศีรษะ ตรัสอนุญาตให้ใช้น้ำมันทาศีรษะ อาการปวดก็ยังไม่หาย ตรัสอนุญาตให้นัตถุ์ยา อนุญาตกล้องสำหรับนัตถุ์ และอนุญาตให้สูดควันได้
(วินย. มหา.ข้อ ๓๘)
----------///-----------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ