มหาสติปัฏฐาน ๔

(นัยปฏิเวธ ตอนที่ ๓ ตอนสุดท้าย) 

ธรรมบรรยาย โดย อาจารย์แนบ มหานีรานนท์

       อันนี้เป็นของสำคัญมากในเวลาปฏิบัติ และต้องมีเหตุผลพอสมควร จะต้องใช้อิริยาบถตามความจำเป็น ถ้าไม่จำเป็นแล้ว ห้ามไม่ให้ใช้เป็นอันขาด คือ จะต้องระวัง อย่าให้ทำไปเพียงเพราะอยากทำจึงทำ 

       เช่นนึกหาเหตุผลอะไรไม่ได้ เมื่ออยากจะนั่งก็นั่ง เมื่ออยากจะนอนก็นอน อยากจะยืนก็ยืน อยากจะเดินก็เดิน อะไรเหล่านี้เป็นต้น ไม่ได้กำหนดรู้เหตุผลตามความเป็นจริง ซึ่งความจริงมีเหตุผลอยู่ แต่ไม่รู้ หรือบางทีไม่เอาเหตุผล นึกอยากทำก็ทำไป ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ปัญญาก็ไม่สามารถจะได้เหตุผลความจริงของสภาวธรรม ซึ่งเกิดจากอิริยาบถ

       ทีนี้ ถ้าหากว่า เรากำหนดเหตุผลว่า เราจะนั่งเพราะเหตุอะไร มีเหตุเพราะอะไรเราจึงนั่ง มีเหตุอะไรเราจึงนอน มีเหตุอะไรจึงเดิน เรากินข้าวเพราะเหตุอะไร เราถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เพราะเหตุอะไร เรายกมือขึ้นเพราะเหตุผลอะไร ถ้าเราพยายามกำหนดอยู่อย่างนี้แล้ว ก็จะได้ความจริงว่าการที่เรานั่ง เรานอน เรายืน เราเดิน ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ความจริงนั้น เป็นทุกข์ ทุกข์นั้นแหละบังคับให้เราเปลี่ยน แต่เราไม่ได้หาเหตุผล คือเข้าใจผิดคิดว่าเราอยากเปลี่ยน แต่ที่จริงเราอยากเปลี่ยนก็มี ความจริงยังไม่ใช่ความทุกข์ใช้ให้เปลี่ยน แต่กลุ้มใจนึกอยากจะเดินก็เดิน นึกอยากจะนอนก็นอน อันนี้ก็ไม่มีเหตุผลเหมือนกัน

       คราวนี้เมื่อเราทำด้วยความอยาก ความอยากนั้นเป็นกิเลสตัณหาอันหนึ่ง ที่ทำให้เกิดมานะและทิฏฐิขึ้นในอารมณ์นั้นว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้เพราะเราทำให้เกิดขึ้น จึงเกิดขึ้น อารมณ์นั้นก็อยู่ในอำนาจของเรา เราสามารถจะบังคับให้นั่งอยู่กี่ชั่วโมงก็ได้ จะให้นั่งอยู่ ๓ ชั่วโมงก็บังคับได้ เมื่อความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นในอิริยาบถนั้นแล้ว คำว่า “อนัตตา” จะไม่ปรากฏเลย เพราะตามธรรมดาหลักของอนัตตา ถึงแม้ไม่อยากทำก็ต้องทำ เหตุผลอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าอยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ อย่างนี้แล้ว อนัตตาปรากฏไม่ได้

       เมื่อทำความรู้สึกตัว กำหนดอารมณ์ติดต่อกันอยู่เสมอแล้ว เหตุผลจะต้องปรากฏอย่างนั้นแน่นอน คือ เมื่อนั่งเมื่อย จึงต้องเดิน ทีนี้เมื่อเดินแล้วทำไมเลิกเดินเสีย เพราะว่าเดินเมื่อยจึงต้องเลิกเดิน เพราะเห็นทุกข์ในอิริยาบถเดินนี่แหละ พอกำหนดอิริยาบถใหม่ๆ ทีแรกๆ ก็จะเห็นทุกข์ในอิริยาบถนั้นๆ ก่อน ในวิสุทธิมรรคอรรถกถาท่านกล่าวว่า “สัตว์ทั้งหลายมองไม่เห็นทุกข์เพราะอิริยาทั้งหลายปิดบังอยู่ และไม่ได้พิจาณาดูอิริยาบถนั้น”

       เพราะฉะนั้น ความสุขของวิปลาส จึงสำคัญผิดขึ้นในอิริยาบถ เช่นนี้แหละ เมื่อนั่งเมื่อยก็รู้แล้วว่าอิริยาบถนั่งเมื่อย เป็นทุกข์ ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่รู้ในอิริยาบถเดินว่าเป็นทุกข์เหมือนกันเพราะตอนนั้น ผู้ปฏิบัติยังอ่อนอยู่ ไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะรู้แต่ทุกขเวทนาก่อน ที่เกิดขึ้นในอิริยาบถเก่า แต่อิริยาบถใหม่นั้น ทุกข์ยังไม่เกิด เกิดแต่อิริยาบถเก่า เพราะถ้าทุกข์เกิดขึ้นแล้วก็จะสำคัญว่า เป็นทุกข์ในที่นั้นจะสำคัญว่า สุขไม่ได้แล้ว แต่อิริยาบถใหม่ยังมีความต้องการอยู่ก็กำหนดไปอีก เช่น เมื่อนั่งเมื่อยแล้ว ก็สำคัญว่าอิริยาบถนอนเป็นสุข วิปลาสอาศัยอิริยาบถนั่งไม่ได้ ก็ไปอาศัยอิริยาบถนอนว่า เป็นสุข ท่านจึงให้กำหนดอีกว่า เพราะความเข้าใจผิด ที่ว่า ในอิริยาบถนอนนั้นเป็นสุขว่าจริงหรือไม่จริงว่า เป็นสุขไหม

       ครั้นตามดูแล้ว ประเดี๋ยวอิริยาบถนอนก็เป็นทุกข์อีก เมื่อเห็นว่าอิริยาบถนอนเป็นทุกข์แล้ว ตัณหาและทิฏฐิเข้าอาศัยในอิริยาบถนั้นได้ ก็จะไปอาศัยในอิริยาบถอื่นอีก อาศัยเป็นอยู่อย่างนี้จนกระทั่งตามกำหนดไปๆ จนเห็นว่า

       โดยความจริงแล้ว อิริยาบถนอนก็ไม่ใช่ว่าเป็นสุขหรอก มันแก้ทุกข์เท่านั้นเอง

       คราวนี้ปัญญา ก็จะเกิดรู้ทุกข์ขึ้นมาในอิริยาบถใหม่ เรียกว่า สังขารทุกข์

       ทีแรกถึง ทุกขเวทนาก่อน ก็รู้ขึ้นมาว่าการนั่ง การนอน การยืน การเดิน สำคัญว่า เป็นทุกข์ เมื่อนั่งเป็นทุกข์แล้ว ก็สำคัญว่า นอน หรือยืน หรือเดิน เป็นสุข นี่ไม่เป็นความจริงเสียแล้ว ก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า เราจะต้องนั่ง หรือจะต้องนอน รู้สึกเป็นทุกข์แล้ว ในการที่จะต้องนั่ง ในการที่จะต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ความรู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นมาว่า จะต้องเปลี่ยนอิริยาบถใหม่แล้ว แต่ก่อนนี้สำคัญว่า การนอนสบาย ตอนนี้ไม่มีความรู้สึกอย่างนั้นเสียแล้ว รู้สึกว่า จะต้องนอน นอนแล้วก็จะต้องเกิดทุกข์อีกนั่นเอง คล้ายคนเจ็บที่จะต้องกินยา ก่อนเปลี่ยนอิริยาบถใหม่ จึงเห็นเหมือนกับคนที่จะต้องกินยา ต้องฝืนใจกินในระหว่างที่เจ็บนั้น

       เพราะฉะนั้น ในระหว่างที่ฝืนใจกินยานั้น ไม่ได้รู้สึกเลยว่า ขณะกินยานั้นเป็นความสุข

       คราวนี้ การเปลี่ยนอิริยาบถใหม่ที่เห็นว่าเป็นสุขนั้น ก็หายไป กลับเห็นว่า อิริยาบถใหม่ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน ต้องฝืนใจเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อจะแก้ทุกข์ที่มีมากให้น้อยลง เมื่อกำหนดอย่างนี้แล้ว ก็รู้สึกเป็นทุกข์ไปทั้งหมดเลย

       ทีนี้ เมื่อกำหนดการรับประทานอาหาร ก็ต้องรู้อีกว่า การกินอาหารนี้ กินเพื่ออะไร ถ้าหากเข้าใจว่า ถ้าได้กินอาหารเช่นนี้ไม่รู้สึกแล้วว่าการกินนั้นเป็นสุข รู้สึกว่า การกินนี้เป็นการแก้ทุกข์นั่นเอง ถ้าไม่กินแล้วก็ยิ่งจะเป็นทุกข์ใหญ่ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่กินเสียได้จึงจะเป็นสุข กลับเห็นอย่างนี้

       ความเห็นเช่นนี้จะเกิดขึ้นตลอดไปในการงานทั้งหมด จนกระทั่ง การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ทำไมจึงต้องทำอย่างนั้น

       เมื่อหาเหตุผลอย่างนี้แล้ว ก็จะได้คำตอบเป็นอย่างเดียวกันทั้งหมดเลย แล้วประกาศความจริงออกมาว่า เพราะทุกข์ เท่านั้น นอกจากทุกข์แล้ว จึงไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว มีแต่ทุกข์เท่านั้นเองตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์เท่านั้นเองดับไป จะรู้สึกขึ้นมาอย่างนี้ ตลอดจนกระทั่งลมหายใจก็เหมือนกัน ทีแรกเข้าใจว่า ลมหายใจเป็นสุขดี ตอนหลังมาเห็นว่า ลมหายใจนี้ ก็สำหรับแก้ไข เปลี่ยนแปลงร่างกาย ถ้าหายใจเข้า แล้วไม่ออก ก็เป็นทุกข์ หรือหายใจออกแล้วไม่หายใจเข้า ก็เป็นทุกข์ ก็จะรู้สึกขึ้นมาว่า ที่ต้องหายใจเข้า-ออกนี้ เราต้องแก้ทุกข์อยู่ทุกลมหายใจเข้าออกทีเดียว เมื่อรู้สึกอย่างนี้ก็ไม่เชื่อใจในสังขารเสียแล้ว จะรู้สึกเบื่อหน่าย นิพพิทาญาณ คือ ความเบื่อหน่ายเป็นทุกข์ก็เกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าเบื่อหน่ายในสิ่งอะไร หรือประสบอารมณ์ที่ไม่ชอบอย่างนั้น ไม่ชอบอย่างนี้ เป็นคนละอย่างกัน

       ผู้ปฏิบัติต้องระวังว่า กิเลสจะอาศัยอารมณ์ นี้คือ โทสะกิเลสจะอาศัยเกิดขึ้นได้ในอารมณ์นี้ เพราะเป็นอารมณ์ที่โทสะกิเลสชอบ ถ้าไม่เข้าใจแล้วโทสะจะเกิดขึ้น เป็นธรรมดาที่จะต้องเกิดเหมือนกัน เพราะตอนแรกๆ ไปพบเข้า ก็ไม่อยากเห็น ไม่อยากดู และรู้สึกรำคาญเหลือเกิน เห็นอะไรเป็นทุกข์ไปหมด แล้ว โทสะก็เกิดขึ้นได้ แต่ราคะเกิดขึ้นไม่ได้ ราคะนั้นต้องเข้าอาศัยในสมาธิได้ เช่น ระหว่างกำหนดอารมณ์อยู่นั้น สมาธิเข้า จิตใจก็จะสงบเยือกเย็น อันนี้โทสะเข้าไม่ได้ แต่ราคะเข้าได้

       พอถึงอารมณ์ของปัญญาแล้วราคะเข้าไม่ได้ โทสะเข้าได้ การที่จะให้จิตเป็นไปในมัชฌิมาปฏิปทา ไม่ใช่ของง่ายเหมือนกัน จะต้องอาศัยการศึกษาให้เข้าใจ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ทำไมจึงจะขับไล่โทสกิเลสออกได้ ความรู้สึกรำคาญอะไรต่อมิอะไรในที่นั้น รำคาญเป็นที่สุดเลย เห็นอะไรเป็นทุกข์ไปเสียหมด อะไรที่จะเป็นที่น่ายินดีเข้าไม่ได้แล้ว แต่ก็ไม่ชอบเห็น ก็เที่ยวไล่หาเหตุผลว่า ทุกข์อย่างนี้ เกิดจากอะไร ไล่ไปไล่มาก็เห็นว่า เบญจขันธ์นี่เอง นามรูปนี่เอง ทุกข์เหล่านี้จึงเกิดขึ้นตาม ถ้าหากนามรูปไม่มีแล้วทุกข์เหล่านี้จะมีมาแต่ไหน

       นามรูปนี้มาจากไหน ใครเป็นผู้สร้างนามรูปขึ้นมา เมื่อไล่หาเหตุอย่างนี้ ก็เกิดปัญญารู้ว่า นามรูปนี้มาจากกิเลส กิเลสเป็นผู้สร้างนามรูปนี้ขึ้น ฉะนั้น ถ้าไม่มีกิเลสแล้ว นามรูปนี้ก็จะไม่มี นามรูปนี้จึงมาจากกิเลสนั่นเอง

       เพราะฉะนั้น เราจะขับไล่กิเลสอย่างไรให้ออกไปได้ เมื่อเกิดปัญญารู้ขึ้นมาเช่นนี้ โทสกิเลสที่เข้าอาศัยอารมณ์นั้นก็จะห่างออกไป จิตก็จะมัธยัสถ์อยู่ในอุเบกขาได้ แต่ก็รู้สึกเบื่อหน่ายในทุกข์นั้น ระบายออกมาจากใจว่า สังขารทั้งหลายนามรูป หรือเบญจขันธ์นี้เป็นทุกข์จริงหนอ สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา

       เบญจขันธ์นี้แหละเป็นทุกข์ ถ้าหากว่าในที่ใดยังมีเบญจขันธ์อยู่ในภูมิใด จะชื่อว่า ที่นั้นเป็นสุขไม่ได้ ถ้าที่ใดไม่มีเบญจขันธ์แล้ว หรือถ้าไม่ทำให้เบญจขันธ์นี้เกิดขึ้นได้เมื่อไร เมื่อนั้นพ้นทุกข์

       การไม่อยากมีเบญจขันธ์ ไม่อยากได้เบญจขันธ์จึงเกิดขึ้นตอนนี้ และพระนิพพานจึงมีประโยชน์

       ตามธรรมดา พระนิพพานไม่มีประโยชน์ เพราะยังไม่แลเห็น ยังไม่อยากได้ ฉันทะที่เป็นอิทธิบาทยังไม่เกิด เพราะถ้าเกิดอย่างนั้นแล้ว ต้องเสียสละ แต่ยังไม่รู้ว่า อะไรเป็นนิพพาน แต่มองเห็นประโยชน์ว่าในที่ที่ไม่มีเบญจขันธ์ หรือในที่ที่ดับเสียซึ่งเบญจขันธ์ เป็นสุข ได้ชื่อว่า จิตหยั่งแล้วซึ่งพระนิพพาน

       ท่านอุปมาว่า คนที่จะไปนิพพานได้ เหมือนคนที่ไฟไหม้อยู่บนศีรษะ คือ เห็นทุกข์เหมือนไฟที่กำลังไหม้อยู่บนศีรษะ ไม่ว่าสิ่งอะไรๆ ไม่อยากได้แล้วในขณะนั้น จะเอาอะไรมาให้แม้เพชรเม็ดโตสักเท่าลูกหมาก หรือ ๓๕ กะรัตก็ตาม หรือจะเอาทองมาให้สักเท่าลูกฟัก เอาเงินทองทรัพย์สมบัติ ตึกราม บ้านช่อง เรือกสวน ไร่นา อยากได้อะไรให้เลือกเอา หรือจะเอาทั้งหมดก็ได้ แต่คนที่ไฟไหม้ศีรษะอย่างนั้น ไม่เอาอะไรแล้ว นอกจากจะให้ไฟนั้นดับไป ตอนนี้กิเลสตัณหาในอารมณ์นั้นมันจับไม่ติดแล้ว ไม่ต้องการอะไรทั้งหมด ต้องการแต่เพียงว่า อยากให้ไฟบนศีรษะมันดับไปอย่างเดียว อย่าว่าแต่เพียงจะไม่อยากได้ของที่ใครๆ นำมาให้เลย ถึงแม้ตนจะต้องเสียสละขายบ้าน ขายเรือน ตึกรามอะไรก็ยอม ขอเพียงให้ไฟบนศีรษะดับไปเท่านั้นเป็นพอ ความรู้สึกเห็นทุกข์อย่างนี้ เสียสละในอารมณ์ของกามกิเลสทั้งหลายได้อย่างนี้ เราจะได้เคยพบเห็นหรือยัง ความรู้สึกอย่างนี้ จะมีให้พบได้ก็แต่ในขณะเจริญวิปัสสนาเท่านั้น หนทางนี้ท่านบอกว่า

สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา ยทา ปยฺญาย ปสฺสติ อตฺถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอสมคฺโค วิสุทฺธิยา

       ผู้ใดพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์นั่นแหละ ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายในสังขาร อันนี้แหละ เป็นหนทางที่จะให้เข้าถึงความบริสุทธิ์ได้ ท่านตรัสไว้อย่างนี้

       ผู้ปฏิบัติถึงตอนนี้แหละ ที่เรียกว่า "นิพพิทาญาณ" เกิดความเบื่อหน่ายในสังขารอย่างนี้ ไม่ใช่เบื่อหน่ายในสิ่งที่ไม่ชอบใจอะไรอย่างนั้น ถึงตอนนี้ก็ยังกำหนดอารมณ์นั้นอยู่ เมื่อกำหนดติดต่อกันมากขึ้นทุกทีๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ ความอยากพ้นก็เกิดขึ้น ความอยากพ้นที่เรียกว่า "มุญฺจิตุกมฺมยตาญาณ" เป็นวิปัสสนาญาณขั้นหนึ่งที่มีญาณปัญญาแก่กล้าขึ้น

       เมื่อเกิดความรู้สึกอยากพ้นจากสังขารแล้ว "ปฏิสังขาญาณ" คือญาณที่จะให้พ้นจากนามรูปก็จะเกิดขึ้น ปฏิสังขาญาณนี้ แปลว่า ญาณที่จะพ้นจากนามรูป ทีนี้การจะพ้นจากนามรูปได้ ก็ต้องไม่ให้มีกิเลส เพราะกิเลสนี้สร้างนามรูปขึ้น

       ทำอย่างไร จึงจะไม่ให้มีกิเลสอีก ก็ปฏิบัติอันนี้แหละที่จะไม่ทำให้กิเลสเกิดขึ้นได้ ด้วยอารมณ์อะไร ที่จะชำระกิเลสให้หมดได้ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันหนึ่งอันใดใช้ได้ทั้ง ๓ แล้วแต่ผู้ปฏิบัติตามอัชฌาสัย จะปรากฏอารมณ์อันใดชัดเจนเพียงอย่างเดียวก็ชำระกิเลสได้ เห็นนามรูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเห็นอนัตตาว่า ไม่มีสาระ ไม่อยู่ในอำนาจของใคร ก็ชำระกิเลสได้เหมือนกัน

       เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องกำหนดตั้งอยู่ในอารมณ์อันใดที่จะเป็นอนิจจัง หรือทุกขัง หรืออนัตตา อันใดอันหนึ่งก็แล้วแต่ เมื่อกำหนดอยู่ก็เล็งเห็นในการได้ยิน เบื่อหน่ายมากขึ้น ตัวอนุสัยกิเลส ก็สำรอกออกทุกที คงมีเบญจขันธ์เป็นอารมณ์อยู่ หรือลักษณะของเบญจขันธ์นั้นเป็นอารมณ์อยู่

       ตอนนี้ "สังขารุเบกขาญาณ" ปรากฏขึ้นเพราะไม่ดิ้นรนแล้ว ไม่เกลียด ไม่ชอบ อินทรีย์ทั้ง ๕ คือศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ต้องเสมอกัน คือตัวศรัทธามากไปหน่อยหนึ่ง ก็จะเป็นปัจจัยแก่ราคะ ถ้าวิริยะมากไปหน่อยก็ทำให้ฟุ้ง คือเกินกำลังไปเหมือนกัน ความเพียรประคองมากก็จะรู้สึกอึดอัด สมาธิมากไปก็ชักเกียจคร้าน สบายไม่อยากจะกำหนดอะไร ขวนขวายอะไรก็ไม่เอาเสียแล้ว โอภาสรัศมีแสงสีต่างๆ ก็ปรากฏขึ้นทำให้เกิดความยินดี

       อันนี้ก็ไม่ดีเหมือนกัน คือ วิจารหาเหตุผล นั่นเป็นอย่างไร นี่เป็นอย่างไร จินตาญาณ ต่างๆ ก็เข้ามา ทำให้ภาวนาญาณเสียไป ความที่เรียกว่าอารมณ์ไว เช่นนี้ ต้องอาศัยอาจารย์ที่รู้ว่าเวลานี้มีอินทรีย์อะไรมาก คนที่เคยผ่านมาแล้วรู้ ก็ต้องพยายามแก้ไขให้อินทรีย์เหล่านั้นเสมอกันให้ได้

       เมื่อปรับระดับของอินทรีย์ไว้ดีแล้ว จิตใจก็เป็นกลางในความยินดี ยินร้าย เฉยอยู่ ความเบื่อหน่ายมีอย่างไร การเห็นรูปนามที่เกิดขึ้นดับไปตามอารมณ์และอิริยาบถยังปรากฏอยู่เสมอ เป็นเรา เป็นตัวของเรา หรือความยินดีที่เห็นว่าสวยงามนั้นไม่มีแล้ว ตัณหาและทิฏฐิทั้งสองเข้าอาศัยไม่ได้แล้ว

       เมื่อเข้าอาศัยไม่ได้แล้ว ก็มีแต่การเกิดขึ้นและดับไป ปัญญาก็เข้าถึงความรู้สึกว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ “สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นต้องมีการดับไปเป็นธรรมดา”

       การเกิดดับนี้ มีปรากฏกับสภาพจิตใจของตนแล้ว หรือปรากฏทั้งกายและใจ แล้วในเวลาที่กำหนดนั้น ความเกิดดับก็แสดงแม้แต่อารมณ์เดียวไม่ต้องเปลี่ยนอารมณ์ตอนแรกทีเดียว จะต้องเห็นได้ด้วยการเปลี่ยนอารมณ์ก่อน การนั่ง นอน ยืน เดิน จะต้องเปลี่ยนก่อน นั่งแล้วนอนดับไป ยืนแล้วนั่งดับไป เดินแล้วยืนดับไป อันนี้ยังเป็นขั้นหยาบ ยังไม่ถึงขั้นวิปัสสนาญาณ เมื่อเห็นอย่างนี้ ดับไปๆ แล้วนามรูปที่กำหนดก็เห็นเป็นคนละอันๆ นามรูปที่นั่ง นามรูปที่นอน นามรูปที่ยืน นามรูปที่เดิน คนละอันแม้แต่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ก็คนละอัน

       อุปมาเหมือนเมื่อกำหนดนามรูป แต่ละอย่างๆ เห็นว่า นามรูป เป็นคนละอันกัน นามรูปที่นั่งหมดไปไม่เหลือมาถึงที่นอน นามรูปที่นอนไม่เหลือมาถึงที่นั่ง เกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว นามรูปก็เป็นคนละอัน เหมือนผ้าผืนหนึ่ง ถ้าหากเส้นด้ายยังรวมกันอยู่ ก็สำคัญว่าเป็นผ้า ความยินดียินร้าย ก็เกิดขึ้นในผ้านั้น ถ้าเอาผ้ามาชักด้ายรื้อออกทีละเส้นๆ กระจายออกให้หมด ความรู้สึกว่า ผ้านั้นหายไปเลยไม่มีแล้ว เพราะว่ากระจายออกไปหมดแล้ว ที่ว่าผ้านั้นมีประโยชน์อะไรก็หมดไปด้วย

       ฉะนั้น นามรูป จึงเป็นของสำคัญที่จะต้องกำหนดสำหรับทำวิปัสสนา ท่านจึงบอกว่า การที่ไม่เห็นอนัตตา เพราะ "ฆนสัญญา" คือ ความเป็นกลุ่มก้อนของนามรูปปิดบังไว้ การที่ให้กำหนดนามรูปเป็นคนละอย่าง ตามสภาวะที่เกิดขึ้นคนละอย่าง การเห็นและการได้ยินมีลักษณะต่างๆ กันทั้งนั้น ถ้ากำหนดตรงสภาวะที่เกิดขึ้นนั้น

       ความไม่เที่ยง อะไรปิดบัง "สันตติ" ความสืบต่อของนามรูปอย่างรวดเร็วนั่นแหละปิดบังไว้ เมื่อกำหนดรูปนามหนักเข้าในอารมณ์เดียวกันนั้น ยังไม่ทันเปลี่ยน เช่น ขณะที่ยืนอยู่ แต่ก่อนจะเห็นว่า เรายืน ยืนแล้ว เปลี่ยนท่าทางไป จึงดับ แต่ว่าตอนหลัง เมื่อกำหนดหนักขึ้นแล้ว ยืนนั้นเองไม่เที่ยง จะเห็นความดับในอาการ หรือในท่าทางที่ยืนอยู่ นั่งอยู่ หรือเดินอยู่ในอารมณ์เดียวกันนั้น เพราะเหตุว่า ตามธรรมดาวิถีจิตที่เกิดขึ้นรับอารมณ์ไหน ก็ดับไปในอารมณ์นั้นไม่ได้เปลี่ยนไป และด้วยอำนาจความเพ่งของเรา ซึ่งอารมณ์เกิดรวดเร็ว เพราะไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ ไม่ได้อาศัยกำหนดจับอิริยาบถเป็นเครื่องวัดก็ไม่สามารถจับได้ เพราะความเพ่งของเรายังน้อยอยู่ เมื่อเพ่งหนักๆ เข้า เพ่งเฉพาะปัจจุบัน เฉพาะที่กำลังยืน หรือนั่ง หรือนอน การเพ่งดูนี่เอง ความเร็วไม่สารถจะปิดได้ ดูจนประจักษ์ เห็นหัวต่อหมุน เกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วเกิดขึ้นใหม่ เกิดแล้วดับไปๆ แล้วเกิดขึ้นใหม่ในจิตใจของเราและในอารมณ์เป็นอย่างนั้น

       ในระหว่างที่ยืนดูอยู่ จึงเห็นความเกิดขึ้นและดับไป ญาณนี้เรียกว่า "อุทยัพพยญาณ" อันนี้เป็นวิปัสสนาขั้นต้น สำคัญที่สุดที่ผู้ปฏิบัติจะต้องได้ก่อนอื่น เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้การระวัง การสังวรไม่ใช่น้อย แล้วแต่วาสนาบารมีของใคร ๗ วัน ๗ เดือน หรือ ๗ ปี บางคนมีบารมีมากๆ ก็อาจจะได้ใน ๗ วัน ก็มี เมื่อเพ่งไปๆ ตั้งแต่อุทยัพพยญาณ ก็เป็นตัววิปัสสนาญาณแท้ทีเดียว อันนี้จัดเป็นตัวภาวนาญาณที่แท้ ตอนที่เปลี่ยนอิริยาบถแล้วจึงเห็น ยังไม่เข้าถึงขึ้นวิปัสสนาญาณที่แท้จริง ซึ่งเป็นอดีตมากไป

       ทีนี้ เมื่อเข้าถึงวิปัสสนาญาณแล้ว ก็ดำเนินไปถึงที่สุดของ "สังขารุเบกขาญาณ" อารมณ์ก็เฉยและหน่ายในนามรูป แปลว่า นามรูปและสังขารทั้งหลายนี้เหมือนกัน เป็นของขอยืมเขามาใช้ ไม่มีการอาลัยแล้วในจิตใจ

       อุปมาเหมือนเป็นของคนอื่น หรือเหมือนอย่างกับลูกคนอื่นเขาตาย ไม่ใช่ลูกเรา เราก็ไม่ร้องไห้ เพราะว่าไม่ใช่ของเรา แต่พอลูกเราตายคนเดียว ก็ร้องไห้มิรู้จักหยุดจักหย่อน เพราะอะไร เพราะเป็นของเรา

       นามรูปนี้ก็เหมือนกัน การที่ถือว่า เป็นตัวตนเป็นของเรานั้น ไม่มีแล้ว เพราะเห็นชัดแล้วว่าทุกอย่างไม่มีเรา ไม่อยู่ในอำนาจของใคร ในสังขารทั้งหลาย ไม่กลัวในความแตกทำลายของสังขาร ทิ้งเสียแล้ว

       ตอนนี้ ความตายไม่สู้กลัวเท่าไรแล้ว แต่กลัวความเกิดมากกว่า เพราะอะไร เพราะเห็นแล้วว่าความเกิดนั้นนำมาซึ่งทุกข์ต่างๆ ฉะนั้น อารมณ์ที่จะดำเนินไป มันตรงกันข้ามกับหนทางที่จะไป จิตใจของเราที่จะดำเนินผ่านไป ย่อมตรงกันข้าม

       เมื่อถึง "สังขารุเบกขาญาณ" แล้ว จิตก็กำหนดนามรูปอย่างนั้น โดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันใดอันหนึ่งก็ตามกำหนดไปจนเห็นนามรูปชัดเจน เป็นอุเบกขา ความยินดียินร้ายไม่มี กิเลสเข้าอาศัยไม่ได้ทั้งสองอย่าง ทั้งราคะ และโทสะ ตัณหาและทิฏฐิก็เข้าไม่ได้แล้ว ตอนนี้จะเข้าถึง "มรรคญาณ" เวลากำหนดอยู่นั้น จิตก็จะตัดราคะขณะที่พิจารณาเห็นทุกข์ จิตจะจับอารมณ์นั้นทันทีหยั่งลงสู่มโนทวารหรือทางใจอย่างเดียว มโนทวาราวัชชนจิตเกิดขึ้นก่อน แล้วชวนะ ๗ ขณะก็เกิดขึ้น ในชวนะ ๗ ขณะนั้น

       ชวนะดวงแรกเกิดขึ้น เรียกว่า บริกรรม คือเอาความไม่เที่ยง หรือเป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตานั้นมาเป็นอารมณ์อยู่ คือ เข้าไปเกิดในเขตของมรรควิถีแล้ว และมีมรรคจิตเกิดในวิถีนั้นด้วย

       ตามธรรมดา จิตกามาวจรต่างๆ และวิปัสสนาก็ไม่เกิดในที่นั้นเลย ต้องเกิดตามลำพังของตัวที่ได้ปัจจัยจากวิปัสสนาเท่านั้น แต่เข้าไปเกิดที่นั่นขณะแรกเรียกว่า บริกรรม ขณะที่ ๒ เกิดขึ้นอีก เรียกว่า อุปจาร คือ ใกล้เข้าไปที่จะถึงนิพพานแล้ว ขณะที่ ๓ เกิดขึ้น เรียกว่า อนุโลมหมายถึง อนุโลมที่จะให้จิตนั้นแจ้งอริยสัจ คือให้ถึงพระนิพพาน

       พอ "อนุโลมญาณ" เกิดแล้ว อนุโลมก็ดับอารมณ์ที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันเกิดจากสังขารที่เห็นว่าสังขารเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดับไปพร้อมกับอารมณ์นั้น

       พอดับไปแล้ว ต่อไปเกิดอีกขณะหนึ่งเรียกว่า “โคตรภูญาณ” มีนิพพานเป็นอารมณ์ เพราะว่าอนุโลมญาณดับ อารมณ์ที่เป็นอยู่อีก คือสังขารทั้งหลายหายไปแล้ว ดับไม่ให้เกิดต่อไปหยุดให้วาระหนึ่ง เพื่อให้จิตถึงนิพพาน รู้พระนิพพานมีจริง ที่ที่รูปนามไม่เกิดไม่ดับนั้น มีจริง ให้รู้อย่างนี้ เรียกว่า “โคตรภูญาณ” ก็เกิดขึ้นขณะหนึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์ แต่ยังทำลายอนุสัย คือทิฏฐิและวิจิกิจฉา ยังไม่ได้ ประหารไม่ได้ เพราะเหตุอะไร เพราะเกิดขึ้นขณะแรกไม่มีกำลังพอ คล้ายกับเข้ามาในประตูขาหนึ่ง อีกขาหนึ่งยังอยู่ข้างนอกเพราะเกิดขึ้นขณะเดียว ยังทำอะไรที่จะประหารกิเลสไม่ได้

       พอโคตรภูญาณดับ "มรรคญาณ" ก็เกิดขึ้น เรียกว่า "โสดาปัตติมรรค อันนี้จึงจะประหารอนุสัยกิเลส คือทิฏฐิและวิจิกิจฉาให้หมดลงได้ คล้ายกับพระเจ้าแผ่นดินที่ลงพระปรมาภิไธยในหนังสือที่เสนอขึ้นมาว่า จะให้ประหารชีวิตใคร มรรคญาณ จึงประหารอนุสัยกิเลส และมีนิพพานเป็นอารมณ์ นิพพานที่จะเป็นอารมณ์ได้ต้องปรากฏเมื่อจิตเกิดขึ้น ไม่ใช่เมื่อจิตดับ เมื่อมรรคจิตเกิดขึ้นได้รับนิพพานเป็นอารมณ์ จึงปรากฏนิพพานขึ้น ผู้นั้นจึงรู้ว่ากิจของอริยสัจ ๔ ที่สมบูรณ์ ชื่อว่า ผู้นั้นเห็นแล้ว ซึ่งอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ได้กำหนดรู้แล้ว สมุทัยได้ละแล้ว นิโรธได้แจ้งแล้ว และมรรคก็ได้เจริญแล้ว

       ท่านที่เคารพ ดิฉันได้แสดงเรื่องของสติปัฏฐาน ๔ อันเป็นกุศลที่จะมีได้เฉพาะในพุทธศาสนานี้เท่านั้น และการเจริญสติปัฏฐานที่เป็นปุพพภาคมรรค จนถึงเข้าไปแจ้งในอริยสัจ ๔ โดยตลอดแต่การที่ท่านจะเข้าถึงได้นั้น ต้องเข้าถึงด้วยการปฏิบัติ ไม่ใช่การฟังสติปัฏฐาน หรือการฟังลำดับญาณแล้วก็จะบรรลุได้ การปฏิบัติในพุทธศาสนานั้น จะต้องเชื่อมโยงกันทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ  แต่ว่าที่แสดงให้ฟังในวันนี้ เป็นนัยปริยัติ จะได้เข้าใจการปฏิบัติในพุทธศาสนาว่า จะปฏิบัติอย่างไร จึงจะเข้าถึงนิพพานได้ นี่ก็เป็นเพียงแนวทางที่เรียนให้ทราบ เป็นสุตปัญญาเท่านั้น

       เท่านี้พอนะคะ และก็ขอให้มีกำลังศรัทธา มีกำลังความเพียรไปเจริญสติปัฏฐานกัน เพื่อพิสูจน์อริยสัจ ๔ ดังที่พระพุทธองค์ทรงมีพระมหากรุณาคุณ

จบ มหาสติปัฏฐาน ๔ (นัยปฏิเวธ ตอนที่ ๓ ตอนสุดท้าย)

---------///--------


[full-post]

ปฏิปัตติสัทธรรม,มหาสติปัฏฐาน,วิปัสสนา,อาจารย์แนบ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.