บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๖)

------------------------------

ไหว้พระ รับศีล (๑)

------------------------------

จัดสำรับกับข้าวและบูชาพระเป็นส่วนตัวเป็นกิจเบื้องต้น เสร็จแล้วก็นั่งรอเวลา พระลงศาลา

คำว่า “นั่งรอเวลา” ของคนไปวัดสมัยก่อนคือนั่งกับพื้นศาลานะครับ ไม่ใช่นั่งเก้าอี้เหมือนสมัยนี้

เรื่องนี้ผมรู้สึกแปลกใจมากๆ คนสมัยก่อนแก่เฒ่าอายุมากขนาดไหน ไปทำบุญที่วัดนั่งกับพื้นทั้งสิ้น มีใครนั่งเก้าอี้ จะว่าเพราะเก้าอี้ยังไม่มีแพร่หลายหรือเพราะอะไรก็ไม่ทราบ ไม่มีใครบ่นว่าเข่าไม่ดี นั่งไม่ลง ลุกไม่ขึ้น แปลว่าสุขภาพไม่เป็นอุปสรรคในการนั่งพับเพียบกับพื้น

ทั้งๆ ที่สมัยนี้เราคุยอวดกันว่าการสาธารณสุขเจริญขึ้น แต่คนนั่งกับพื้นไม่ได้ อ้างว่าสุขภาพไม่อำนวยกลับมีมากขึ้น ในขณะที่คนสมัยก่อนไม่มีปัญหาแบบนี้ มันคงมีอะไรซับซ้อนอยู่ แต่เรามองไม่เห็น

เห็นวัดหลายๆ วัด คนไปทำบุญนั่งกับพื้นศาลา เป็นภาพที่งดงามเรียบร้อยมากๆ น่าอนุโมทนาสาธุการเป็นอย่างยิ่ง

หวังว่า ในอนาคต ฝรั่งคงไม่ต้องมาสอนวิธีนั่งพับเพียบให้คนไทย

..................

วันธรรมดา พระออกบิณฑบาต แต่วันพระพระงดออกบิณฑบาต ผมกำลังพูดถึงวัดที่ผมเคยมีประสบการณ์มาก่อนนะครับ-เช่นวัดหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ที่ผมเป็นเด็กวัดอยู่

วันพระพระไม่ต้องออกบิณฑบาต เพราะจะมีชาวบ้านญาติโยมมาทำบุญ แต่เนื่องจากขั้นตอนวิธีการในการทำบุญวันพระมักจะกินเวลานาน กว่าพระจะได้ฉันเช้าก็จะสายมาก ดังนั้น จึงมีกิจการบุญอย่างหนึ่งเกิดขึ้น นั่นคือ เลี้ยงข้าวต้มพระตอน “เช้ากรู่ๆ”

“เช้ากรู่ๆ” - เสียงคำคนเก่าท่านพูดแบบนี้จริงๆ คือได้อรุณแล้วและไม่ถึงกับสาย ไล่ๆ กับเวลาที่ชาวบ้านญาติโยมกำลังเตรียมตัวมาวัดกันนั่นแหละ ก็จะมีชาวบ้านที่มีศรัทธาทำข้าวต้มมาเลี้ยงพระ อาจจะตั้งกันเป็นเวรหรือใช้วิธีอะไรสักอย่าง แต่มีทุกเช้าวันพระ เป็นที่รู้กัน พอได้ฉันข้าวต้ม “รองท้อง” ไว้แล้วก็เป็นอันปลอดภัย กว่าจะเสร็จพิธีได้ฉันเช้าสายไปหน่อยก็ไม่เป็นทุกข์อันใด

พอได้เวลา พระสงฆ์ในวัดซึ่งตามปกติท่านเจ้าอาวาสจะเป็นผู้นำก็จะลงศาลา

คำว่า “ลง” ชวนให้เข้าใจว่า-มาจากที่สูง คือที่ตรงกันข้ามกับ “ขึ้น” อาจมีผู้อธิบายว่า พระลงจากกุฏิมา จึงเรียกว่า “ลงศาลา”

ความจริง “ลง” ในคำนี้ไม่ได้หมายถึงมาจากที่สูง แต่หมายถึง มารวมกัน หรือไปรวมกัน อย่างคำว่า “ลงคะแนน” คือไปออกเสียงคือเอาคะแนนไปรวมกัน “ลงความเห็น” คือมีความเห็นร่วมกัน

“ลงศาลา” คือพระไปรวมกันที่ศาลา

“ลงโบสถ์” คือพระไปรวมกันในโบสถ์

พระภิกษุสามเณรในวัดลงศาลาพร้อมกัน ขึ้นบนอาสน์สงฆ์ นั่งคุกเข่าหันหน้าไปทางหัวอาสน์สงฆ์ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปฏิมา แล้วกราบพระพร้อมกัน ไม่ใช่ต่างองค์ต่างกราบ พระกราบพระพร้อมกันเป็นภาพที่งามน่าชม กราบสามครั้งแล้วนั่งพับเพียบหันหน้ามาทางญาติโยม นั่งเรียงลำดับตามอาวุโส นี่เป็นแบบแผนมารยาทที่ปฏิบัติเหมือนกันทุกวัด

ผมตั้งใจเน้นเรื่องนี้เพราะมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ควรสนใจ เช่น การนั่งพับเพียบ ทอดสายตาพองาม ไม่จ้องหน้าญาติโยมหรือเหลือบแลลอกแลก พระที่มีการศึกษาอบรมท่านจะแนะนำฝึกสอนกันแม้ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้

..................

ต่อจากนี้ก็เป็นหน้าที่มรรคนายก

“มรรคนายก” - นี่ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่มักพูดเพี้ยนเขียนผิดเป็น “มรรคทายก”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ไม่มีคำว่า “มรรคทายก” มีแต่ “มรรคนายก”  บอกความหมายไว้ว่า -

.........................................................

มรรคนายก : (คำนาม) "ผู้นำทาง" คือ ผู้จัดการทางกุศล หรือ ผู้ชี้แจงทางบุญทางกุศลและป่าวประกาศให้ประชาชนมาทำบุญทำกุศลในวัด. (ส. มารฺค + นายก).

.........................................................

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต บอกไว้ว่า -

.........................................................

มรรคนายก : “ผู้นำทาง”, ผู้แนะนำจัดแจงในเรื่องทางบุญทางกุศล และเป็นหัวหน้านำชุมชนฝ่ายคฤหัสถ์ในศาสนพิธี ตามปกติทำหน้าที่ประจำอยู่กับวัดใดวัดหนึ่ง เรียกว่าเป็นมรรคนายกของวัดนั้นๆ, ผู้นำทางบุญของเหล่าสัปบุรุษ

.........................................................

คำนี้มักใช้ผิดเป็น “มรรคทายก” (มัก-คะ-ทา-ยก) แปลว่า “ผู้ให้ทาง” ซึ่งไม่ใช่ความหมายที่ต้องการในที่นี้ คือไม่มีคำที่ใช้ในความหมายเช่นนี้

เป็นเรื่องของการ “นำทาง”

ไม่ใช่เรื่องของการ “ให้ทาง”

อาจเป็นเพราะ -

๑ เสียง “นายก” กับ “ทายก” ฟังดูคล้ายกัน 

๒ มีคำว่า “ทายก” ที่แปลว่า “ผู้ให้” หมายถึงผู้ถวายจตุปัจจัยแก่ภิกษุสามเณร (ถ้าเป็นเพศหญิงเรียกว่า “ทายิกา” มักพูดควบกันว่า “ทายกทายิกา”) ซึ่งอยู่ในแวดวงบุญกุศลเหมือนกัน 

จึงชวนให้เข้าใจว่า “มรรคนายก” กับ “มรรคทายก” มีความหมายเหมือนกัน หรือเข้าใจไปว่าใช้แทนกันได้ ใช้คำไหนก็ถูกทั้งนั้น

ความจริงคือถูกคำเดียว อีกคำหนึ่งผิด

“มรรคนายก” ผู้นำทาง ถูก 

“มรรคทายก” ผู้ให้ทาง ผิด

ในคัมภีร์ มีคำว่า “มคฺคนายก” ใช้ในความหมายว่าผู้นำทาง แต่ไม่พบคำว่า “มคฺคทายก” ที่ใช้ในความหมายว่าผู้ให้ทาง 

มีแต่ “มคฺคทายก” เป็นชื่อพระอรหันต์องค์หนึ่ง ซึ่งเป็นชื่อเฉพาะ (proper name) ท่านได้ชื่อเช่นนี้เพราะในอดีตชาติได้สร้างทางถวายพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเพื่อให้เสด็จไปได้โดยสะดวกสบาย ชื่อของท่านจึงแปลว่า “ผู้ถวายทาง”

..................

งานบุญที่เป็นพิธีการ โดยปกติก็จะเริ่มต้นด้วย-ประธานในพิธีจุดธูปเทียน แต่ในกรณีทำบุญวันพระตามวัดทั่วไปเป็นงานบุญของประชาชน ไม่ต้องมีใครเป็นประธานเพราะทุกคนเป็นเจ้าของงานร่วมกัน อีกประการหนึ่ง ใครมาถึงก็จุดธูปเทียนบูชาพระเป็นการส่วนตัวกันไปแล้ว ก็จึงไม่ต้องมาเริ่มจุดธูปเทียนอะไรอีก

เว้นไว้แต่มีกรณีพิเศษจริงๆ เช่นมีบุคคลสำคัญมาร่วมทำบุญด้วย และเห็นว่าควรให้เกียรติท่านเป็นพิเศษ หรือพูดอีกนัยหนึ่ง-หางานให้ท่านทำ ก็อาจจะเตรียมธูปเทียนไว้ แล้วเชิญท่านผู้นั้นจุดธูปเทียนเป็นการเริ่มพิธี

เมื่อพร้อมแล้ว มรรคนายกจะกล่าวนำบูชาพระแบบ-กล่าวนำ / กล่าวตาม

คำบูชาพระที่เป็นมาตรฐานกลางคือ -

.........................................................

อิมินา  สักกาเรนะ /  พุทธัง  ปูเชมิ /

อิมินา  สักกาเรนะ /  ธัมมัง  ปูเชมิ /

อิมินา  สักกาเรนะ /  สังฆัง  ปูเชมิ /

(ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยเครื่องสักการะนี้

ข้าพเจ้าขอบูชาพระธรรม ด้วยเครื่องสักการะนี้

ข้าพเจ้าขอบูชาพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะนี้)

อะระหัง  สัมมาสัมพุทโธ  ภะคะวา /  พุทธัง  ภะคะวันตัง  อะภิวาเทมิ / (กราบ)

ส๎วากขาโต  ภะคะวะตา  ธัมโม /  ธัมมัง  นะมัสสามิ / (กราบ)

สุปะฏิปันโน  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ /  สังฆัง  นะมามิ / (กราบ)

(พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ผู้ห่างไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง, ข้าพเจ้าขออภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว, ข้าพเจ้านมัสการซึ่งพระธรรม

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว, ข้าพเจ้านอบน้อมซึ่งพระสงฆ์)

.........................................................

ในที่นี้บอกคำแปลไว้ให้ด้วย แต่เวลากล่าวจริงกล่าวเฉพาะคำบาลี

วัดไหน ท้องที่ไหน พื้นถิ่นไหน มีคำบูชาพระไหว้พระเป็นแบบแผนของตนอยู่ ก็กล่าวตามนั้น เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ เช่นบางแห่งตั้งนะโมก่อน จะเริ่มต้นขั้นตอนไหนเป็นต้องตั้งนะโมก่อนทุกครั้ง ก็ตั้งไป บางแห่งว่าคำนั้นตอนหนึ่งแล้วสลับด้วยคำนี้อีกตอนหนึ่ง ก็ว่าไป ไม่จำเป็นต้องใช้ตามส่วนกลาง เพียงแต่ขอให้ได้ความหมายหลัก นั่นคือเป็นคำบูชาพระรัตนตรัยครบถ้วนก็เป็นอันใช้ได้

ส่วนคำบางคำที่อาจจะเยื้องแย้งกัน เช่น ปูเชมิ กับ อะภิปูชะยามิ หรือ ปูเชมะ อะภิปูชะยามะ จะใช้คำไหน จะเป็น “มิ” หรือเป็น “มะ” ผมเขียนอธิบายไว้แล้วในหนังสือ “พิธีกรควรรู้” ญาติมิตรที่สนใจใคร่รู้ โปรดหาอ่านได้ตามอัธยาศัย

.........................................................

https://dhamtara.com/?page_id=773

.........................................................

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๕:๑๗

[full-post]

ิทำบุญวันพระ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.