วิธีเขียนชื่อพระ (๒)

-------------------

ที่พูดมาแล้วคือวุฒิการศึกษาของพระที่เป็นการเรียนพระปริยัติธรรมซึ่งแบ่งเป็น ๒ สาย คือ สายนักธรรมมี ๓ ชั้น สายบาลีมี ๙ ชั้น

สายนักธรรม ๓ ชั้น คือ

นักธรรมชั้นตรี (น.ธ.ตรี) 

นักธรรมชั้นโท (น.ธ.โท) 

นักธรรมชั้นเอก (น.ธ.เอก) 

สายบาลี ๙ ชั้น คือ

ประโยค ๑-๒

เปรียญธรรม ๓ ประโยค (ป.ธ.๓)

ฯลฯ

เปรียญธรรม ๙ ประโยค (ป.ธ.๙)

ขออนุญาตอธิบายต่อไป

.....................

เนื่องจากบาลีมีเงื่อนไขเกี่ยวอยู่กับนักธรรม ซึ่งกำหนดไว้ดังนี้ -

ต้องสอบ น.ธ.ตรี ได้ก่อน จึงจะมีสิทธิ์สอบชั้น ป.ธ.๓ ได้

ต้องสอบ น.ธ.โท ได้ก่อน จึงจะมีสิทธิ์สอบชั้น ป.ธ.๔ ได้

ต้องสอบ น.ธ.เอก ได้ก่อน จึงจะมีสิทธิ์สอบชั้น ป.ธ.๗ ได้

อาจเป็นเพราะเอาบาลีไปผูกไว้กับนักธรรมเช่นนี้ ของเดิมจึงกำหนดว่า

- เปรียญธรรม ๓ ประโยค (ของเดิมน่าจะมีเปรียญธรรม ๑ และ ๒ ประโยคด้วย) เรียกว่า “เปรียญตรี”

- เปรียญธรรม ๔-๕-๖ ประโยค เรียกว่า “เปรียญโท”

- เปรียญธรรม ๗-๘-๙ ประโยค เรียกว่า “เปรียญเอก”

หรือบางทีสายบาลีแบ่งเป็นเปรียญตรี-โท-เอก มาก่อน พอเปิดสายนักธรรมจึงเรียกล้อบาลีว่า นักธรรมตรี-โท-เอก

ก็ต้องสืบสาวราวเรื่องว่า นักธรรมกับบาลีสายไหนมีมาก่อน เป็นงานที่น่าทำอีกเรื่องหนึ่ง (งานที่พระควรทำมีเยอะ แต่แปลกมาก พระท่านไปทำงานอย่างอื่นกันหมด!)

เมื่อวุฒิบาลีกับนักธรรมผูกกันอยู่เช่นนี้ ถ้าจะเขียนวุฒินักธรรมคู่กับบาลีก็ต้องเอาวุฒิบาลีเป็นหลัก เพราะวุฒิบาลีเป็นตัวบ่งชี้วุฒินักธรรมอยู่ในตัว กล่าวคือ

ถ้าได้ ป.ธ.๓ ก็ไม่ต้องบอกว่า ป.ธ.๓, น.ธ.ตรี เพราะต้องได้ น.ธ.ตรี มาก่อนจึงจะสอบ ป.ธ.๓ ได้

แต่อาจจะลงว่า ป.ธ.๓, น.ธ.โท หรือ ป.ธ.๓, น.ธ.เอก ได้ เพราะผู้สอบ ป.ธ.๓ ได้ อาจจะยังไม่ได้สอบ น.ธ.โท หรือ น.ธ.เอก ก็มี

ถ้าได้ ป.ธ.๔-๕-๖ ก็ไม่ต้องบอกว่า ป.ธ.๔, น.ธ.โท

แต่อาจจะลงว่า ป.ธ.๔, น.ธ.เอก ได้ เพราะผู้สอบ ป.ธ.๔-๕-๖ ได้ อาจจะยังไม่ได้สอบ น.ธ.เอก ก็มี

ถ้าได้ ป.ธ.๗-๘-๙ ก็ไม่ต้องบอกวุฒินักธรรม เพราะต้องสอบ น.ธ.เอก ได้แล้วจึงจะสอบ ป.ธ.๗ ได้

เพราะเอาบาลีไปผูกไว้กับนักธรรมเช่นนี้ จึงเคยมีเรื่องตลกที่ขำไม่ออก คือมีพระสอบ น.ธ.โท และสอบ ป.ธ.๔ ในปีเดียวกัน

ประกาศผลออกมา ป.ธ.๔ ได้

แต่ น.ธ.โท ตก

ป.ธ.๔ ที่สอบได้ก็กลายเป็นโมฆะไป

เรามักเข้าใจกันว่า บาลีสูงกว่านักธรรม แต่ถ้าพิจารณาจากเกณฑ์ที่กำหนดไว้นี้ ก็ควรจะบอกว่า นักธรรมเป็นฐานของบาลี ไม่ได้นักธรรมก็ไม่ได้บาลี

สมัยก่อน ผู้ที่สอบนักธรรมได้มักระบุวุฒินักธรรมต่อท้ายชื่อด้วยความภาคภูมิใจ ยิ่งเป็น “น.ธ.เอก” ด้วยแล้วจะยิ่งรู้สึกสง่าผ่าเผยเป็นที่ยิ่ง

สมัยนี้ วุฒินักธรรมไม่มีความหมาย วุฒินักธรรมหายไปจากท้ายชื่อพระแทบหมดสิ้น 

และที่กำลังทยอยหายตามไปคือวุฒิเปรียญธรรม ยกเว้น ป.ธ.๙ ที่ยังพอมีศักดิ์ศรีอยู่ ถ้าไม่ถึง ป.ธ.๙ พระสมัยนี้ดูเหมือนว่าจะไม่อยากเปิดเผยให้ใครรู้ว่าท่านได้ ป.ธ. อะไร

วุฒิ ดร. และตำแหน่ง ผศ., รศ., ศ. มาอย่างไร?

ระบบการศึกษาทางพระศาสนาคือศึกษาพระปริยัติธรรม วุฒิทางพระปริยัติธรรมคือ น.ธ. และ ป.ธ. 

ไม่มี ดร.

ตำแหน่งทางวิชาการของพระศาสนาเท่าที่คณะสงฆ์เคยมี และเท่าที่ผมนึกได้ตอนนี้ ดูเหมือนจะเป็น “คณาจารย์” 

นานมาแล้ว เคยเห็นพระที่ได้รับตำแหน่ง “คณาจารย์โท” “คณาจารย์เอก” ใช้คำนี้ต่อท้ายชื่อกันหนาตา แม้ลาสิกขาไปแล้วก็ยังใช้ต่อท้ายชื่อด้วยความภาคภูมิใจ 

ตำแหน่ง “คณาจารย์” ไม่ทราบเดี๋ยวนี้ยังมีอยู่หรือว่ายกเลิกไปแล้ว แต่ไม่เคยเห็นต่อท้ายชื่อพระมานานแล้ว

แต่ที่แน่ๆ การศึกษาพระปริยัติธรรมของเรา ไม่มี ดร., ผศ., รศ., ศ.

ดร., ผศ., รศ., ศ. เป็นวุฒิการศึกษาและตำแหน่งวิชาการที่ใช้กันอยู่ในสถาบันการศึกษาของทางบ้านเมือง

จุดเปลี่ยนมาเกิดขึ้นเมื่อเกิดสถาบันการศึกษาที่เรียกรู้กันว่า “มหาวิทยาลัยสงฆ์” จัดการศึกษาระดับปริญญา

ที่บริหารจัดการโดยคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย เรียกว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” อักษรย่อว่า มจร เรียกกันสั้นๆ ว่า “มหาจุฬา” วุฒิปริญญาตรีเรียกว่า “พุทธศาสตรบัณฑิต” อักษรย่อว่า “พธ.บ.”

ที่บริหารจัดการโดยคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต เรียกว่า “มหามกุฏราชวิทยาลัย” อักษรย่อว่า มมร เรียกกันสั้นๆ ว่า “มหามกุฏ” วุฒิปริญญาตรีเรียกว่า “ศาสนศาสตรบัณฑิต” อักษรย่อว่า “ศน.บ.”

ตั้งแต่มีพระจบ มจร มมร ก็เริ่มมีวุฒิ พธ.บ. ศน.บ. ต่อท้ายชื่อพระให้เราเห็น เช่น

พระมหาทองย้อย วรกวินฺโท ป.ธ.๙, พธ.บ.

พระมหาทองย้อย วรกวินฺโท ป.ธ.๙, ศน.บ.

กาลต่อมา เมื่อ มจร มมร เข้าไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ชื่อเต็มจาก -

“มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ก็เปลี่ยนเป็น “มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”

“มหามกุฏราชวิทยาลัย” ก็เปลี่ยนเป็น “มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย”

และเมื่อขยายระดับการศึกษาขึ้นไปถึงปริญญาโทและปริญญาเอก พระที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกและเรียกรู้กันว่า “ดอกเตอร์” ก็เกิดมีขึ้น 

ทั้งพระที่ทำหน้าที่บริหาร พระที่เป็นเจ้าหน้าที่ ทั้งที่จบปริญญาเอกมาจากสถาบันอื่นๆ ทั้งที่จบจาก มจร มมร ก็เริ่มใช้คำว่า “ดร.” ประกอบชื่อกันมากขึ้น

และพระที่ทำหน้าที่บริหาร พระที่เป็นเจ้าหน้าที่ เมื่อมีการแต่งตั้งหรือได้รับแต่งตั้งตำแหน่งทางวิชาการเป็น “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” “รองศาสตราจารย์” และ “ศาสตราจารย์” ตามศักดิ์และสิทธิ์ที่สถาบันการศึกษาในกำกับของรัฐจะพึงมีพึงได้ คำว่า ดร., ผศ., รศ., ศ. ก็เริ่มเข้ามาเป็นส่วนประกอบชื่อพระมากขึ้น 

เป็นที่มาของคำถามว่า คำว่า ศ. หรือ ดร. กับชื่อพระ เวลาเขียนชื่อพระ คำไหนอยู่หน้าอยู่หลัง-ดังที่ผมถูกถาม

ยกตัวอย่างเล่นๆ -

...................................................

พระมหาทองย้อย วรกวินฺโท ป.ธ.๙, ศ., ดร.

พระ ดร.มหาทองย้อย วรกวินฺโท ป.ธ.๙

พระมหา ดร. ผศ. ทองย้อย วรกวินฺโท ป.ธ.๙

รศ. ดร. พระมหาทองย้อย วรกวินฺโท ป.ธ.๙

...................................................

เขียนอย่างไรกันแน่จึงจะถูกต้อง?

เขียนอย่างไรกันแน่? ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันพิจารณาว่าควรจะเป็นอย่างไร

เขียนอย่างไรจึงจะถูกต้อง? ผู้มีอำนาจหน้าที่ต้องกำหนดออกมาแล้วกำกับดูแลให้ปฏิบัติตามนั้น 

“ผู้มีอำนาจหน้าที่” ในที่นี้คือคณะสงฆ์ ต้องลุกขึ้นมากำหนดให้ชัดเจนว่าชื่อพระกับวุฒิการศึกษาและตำแหน่งทางวิชาการจะให้เขียนอย่างไร อย่าปล่อยให้ใช้กันตามความพอใจส่วนตัวจนหาเอกภาพไม่ได้

.....................

ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมดังนี้ -

๑ เวลานี้พระเริ่มใช้นามสกุลต่อท้ายชื่อกันมากขึ้น

๒ นามฉายาเริ่มจะไม่มีความหมาย และค่อยๆ หายไป คาดว่าในที่สุดก็จะหายไป จะเหลือแต่ชื่อ + นามสกุล เหมือนชาวบ้าน

๓ วุฒิ น.ธ. หายไปโดยสิ้นเชิง วุฒิ ป.ธ. ยังเหลือเพียง ป.ธ.๙ คาดว่าอีกไม่นาน วุฒิ ป.ธ. ก็จะหายไปโดยสิ้นเชิงเหมือนวุฒิ น.ธ.

๔ กรณีนี้เป็นสิ่งบอกเหตุว่า พระเราทิ้งตัวเองไปเดินตามชาวบ้านกันมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้ายังปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ในที่สุด “วิถีชีวิตสงฆ์” อันเป็นสมบัติของตัวเองก็จะหายไป

ทั้งหมดที่เขียนมานี้ ผมไม่ได้บอกว่า อะไรดีอะไรไม่ดี อะไรควรเป็นอย่างไรหรือไม่ควรเป็นอย่างไร 

ผมบอกแต่เพียงว่า ขณะนี้อะไรกำลังเป็นอะไร-เท่านั้น

อะไรดีอะไรไม่ดี อะไรควรเป็นอย่างไรหรือไม่ควรเป็นอย่างไร-เป็นหน้าที่ของญาติมิตรที่อ่านเรื่องนี้จะพิจารณาเอาเอง ด้วยหลักการ ด้วยเหตุผล ด้วยสติปัญญา

และที่สำคัญเหนืออื่นใด-ด้วยน้ำใจไมตรีจิต หวังดีหวังเจริญต่อกัน

------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๙ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๗:๑๗

[full-post]

ชื่อพระ,พระมหา

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.