บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๒)
------------------------------
วันโกน-วันเตรียมการ
------------------------------
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า -
.........................................................
วันโกน
น. วันที่พระปลงผม คือ วันขึ้นและวันแรม ๑๔ คํ่า หรือวันแรม ๑๓ คํ่าของเดือนขาด, (ปาก) ชื่อวันก่อนวันพระวันหนึ่ง เดือนหนึ่งมี ๔ วัน คือ ขึ้น ๗ คํ่า ขึ้น ๑๔ คํ่า แรม ๗ คํ่า และแรม ๑๔ คํ่า ถ้าเป็นเดือนขาดก็แรม ๑๓ คํ่า.
.........................................................
ในคำนิยามนี้มีคำที่ควรรู้จักคำหนึ่ง คือ “เดือนขาด”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ บอกไว้ว่า -
.........................................................
เดือนขาด
น. เดือนทางจันทรคติที่มี ๒๙ วัน วันสิ้นเดือนตรงกับวันแรม ๑๔ คํ่า คือ เดือนอ้าย เดือน ๓ เดือน ๕ เดือน ๗ เดือน ๙ เดือน ๑๑, คู่กับ เดือนเต็ม.
.........................................................
ต่อมา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ปรับแก้คำนิยามใหม่เป็น -
.........................................................
เดือนขาด
น. เดือนทางจันทรคติที่มี ๒๙ วัน คือเดือนคี่ วันสิ้นเดือนตรงกับวันแรม ๑๔ คํ่า, คู่กับ เดือนเต็ม.
.........................................................
ก็คือ ข้อความเดิมในฉบับ ๒๕๔๒ “คือ เดือนอ้าย เดือน ๓ เดือน ๕ เดือน ๗ เดือน ๙ เดือน ๑๑” ฉบับ ๒๕๕๔ ปรับแก้แบบย่อความหมายเป็น “เดือนคี่”
ก็ต้องตามไปดูอีกว่า คำว่า “เดือนคี่” หมายถึงเดือนอะไร
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ บอกไว้ว่า -
.........................................................
เดือนคี่
(ปาก) น. เดือนที่มีจํานวนคี่ คือ เดือนอ้าย เดือน ๓ เดือน ๕ เดือน ๗ เดือน ๙ เดือน ๑๑, คู่กับ เดือนคู่.
.........................................................
ต่อมา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ปรับแก้คำนิยามใหม่เป็น -
.........................................................
เดือนคี่
(ปาก) น. เดือนที่มีลำดับเลขคี่ คือ เดือนอ้าย เดือน ๓ เดือน ๕ เดือน ๗ เดือน ๙ เดือน ๑๑, คู่กับ เดือนคู่.
.........................................................
คือแก้คำว่า “มีจำนวนคี่” เป็น “มีลำดับเลขคี่”
ลองพิจารณาดูว่า คำว่า “มีจำนวนคี่” กับ “มีลำดับเลขคี่” คำไหนเข้าใจง่ายกว่ากัน
เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของถ้อยคำ แต่ก็ให้ข้อคิดว่า คำที่คนสมัยหนึ่งเข้าใจ คนในสมัยต่อมาอาจจะไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น ต่อไปกรรมการชำระพจนานุกรมซึ่งเป็นคนในอนาคตก็อาจจะต้องแก้คำว่า “มีลำดับเลขคี่” เป็นอย่างอื่นต่อไปอีก เพราะไม่เข้าใจคำนั้น
ยังมีอีกคำหนึ่ง คือ “เดือนเต็ม” ที่บอกว่าคู่กับ “เดือนขาด”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ บอกไว้ว่า -
.........................................................
เดือนเต็ม
น. เดือนทางจันทรคติที่มี ๓๐ วัน วันสิ้นเดือนตรงกับวันแรม ๑๕ คํ่า คือ เดือนยี่ เดือน ๔ เดือน ๖ เดือน ๘ เดือน ๑๐ เดือน ๑๒, คู่กับ เดือนขาด.
.........................................................
ต่อมา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ปรับแก้แยกเป็น “เดือนเต็ม ๑” และ “เดือนเต็ม ๒” คำนิยามใหม่เป็นดังนี้ -
.........................................................
เดือนเต็ม ๑
น. เดือนทางจันทรคติที่มี ๓๐ วัน คือเดือนคู่ วันสิ้นเดือนตรงกับวันแรม ๑๕ คํ่า, คู่กับ เดือนขาด, โบราณใช้ว่า เดือนถ้วน. (ปรัดเล).
เดือนเต็ม ๒
(โบ) น. พระจันทร์เต็มดวง. (ปาเลกัว).
.........................................................
คำนิยามของพจนานุกรมฉบับ ๒๕๕๔ เอ่ยถึง “เดือนคู่” ก็ควรจะตามไปดูให้สิ้นกระแสความ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ บอกไว้ว่า -
.........................................................
เดือนคู่
(ปาก) น. เดือนที่มีจํานวนคู่ คือ เดือนยี่ เดือน ๔ เดือน ๖ เดือน ๘ เดือน ๑๐ เดือน ๑๒, คู่กับ เดือนคี่.
.........................................................
ต่อมา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ปรับแก้คำนิยามใหม่เป็น -
.........................................................
เดือนคู่
(ปาก) น. เดือนที่มีลำดับเลขคู่ คือ เดือนยี่ เดือน ๔ เดือน ๖ เดือน ๘ เดือน ๑๐ เดือน ๑๒, คู่กับ เดือนคี่.
.........................................................
นี่ก็แก้ “มีจํานวนคู่” เป็น “มีลำดับเลขคู่” แบบเดียวกับที่คำว่า “เดือนคี่”
ญาติมิตรที่อ่านเรื่องนี้อย่าเพิ่งรำคาญว่า-ตกลงอีตานี่แกจะพูดเรื่องวันโกนหรือจะพูดเรื่องเดือนในพจนานุกรมกันแน่
ถ้อยคำมันไปพาดพิงกันเข้าครับ ก็เลยถือโอกาสชวนกันหาความรู้เก็บรายทางไปให้ครบถ้วนกระบวนความ คนรุ่นใหม่ที่ลอยตามกระแสห่างจากวัฒนธรรมของตัวเองออกไปทุกที จะได้พอมีความรู้และมองภาพออก
ทีนี้ก็มาเข้าทางตรง
สำนวนไทยมีคำว่า “วันโกนไม่ละ วันพระไม่เว้น” นี่ก็คือคนไทยถือกันมาแต่โบราณนานไกลว่า วันโกน+วันพระเป็นวันที่งดเว้นจากกิจประจำวัน
ลองเทียบกับศาสนาอื่นก็จะเข้าใจทันที
.........................................................
ศาสนาคริสต์ วันหยุดคือวันอาทิตย์ > วันอาทิตย์ไปโบสถ์
ศาสนาอิสลาม วันหยุดคือวันศุกร์ > วันศุกร์ไปมัสยิด
ศาสนาพุทธ วันหยุดคือวันพระ > วันพระไปวัด
.........................................................
วันโกนจึงเหมือนวันสุกดิบ - คำว่า “วันสุกดิบ” นี่ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่คนรุ่นใหม่น่าจะไม่คุ้น
คำว่า “สุกดิบ” เป็นคำเรียกวันเตรียมงาน ซึ่งเป็นวันก่อนถึงกำหนดวันงาน ตามปกติก็คือก่อนถึงกำหนดวันงาน ๑ วัน
วันพระเป็นวันงาน ก่อนถึงวันพระ ๑ วันจึงเป็นวันเตรียมงาน งานสำคัญของวันพระกลางเดือนและสิ้นเดือนคือเป็นวันทำอุโบสถสังฆกรรม คือประชุมฟังพระปาติโมกข์ ที่เรียกรู้กันว่า “ลงโบสถ์” แต่ที่สำคัญตั้งแต่รุ่งเช้าก็คือเป็นวันที่ชาวบ้านญาติโยมมาทำบุญที่วัด พระท่านจึงโกนผม ซึ่งถ้าพูดตามประสาชาวบ้านก็คือเตรียมแต่งตัวให้ดูดีนั่นแหละ เราก็จึงเรียกวันก่อนวันพระว่า “วันโกน”
ดูตามคำนิยามของพจนานุกรมข้างต้น บอกไว้ว่า วันโกน “เดือนหนึ่งมี ๔ วัน คือ ขึ้น ๗ คํ่า ขึ้น ๑๔ คํ่า แรม ๗ คํ่า และแรม ๑๔ คํ่า” โปรดทราบว่าพระท่านไม่ได้โกนผมทุกวันโกนนะครับ ปกติท่านจะโกนผมเดือนละครั้งหรืออาจถึง ๒ เดือนครั้ง โดยโกนในวันก่อนวันพระกลางเดือนหรือสิ้นเดือนแล้วแต่ความสะดวกและความเหมาะสม แต่โดยปกติพระวัดเดียวกันจะโกนผมในวันโกนเดียวกันทั้งวัดและเป็นที่รู้กันว่าวันโกนไหนเป็นวันโกนผม
เรื่องพระในพระพุทธศาสนาต้องโกนผม นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ถ้ามีโอกาสคงได้นำมาคุยสู่กันฟัง
.......................
งานเตรียมการรับรองชาวบ้านญาติโยมที่จะมาทำบุญวันพระ ที่เป็นงานหลักก็คือ เตรียมปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดศาลาการเปรียญซึ่งใช้เป็นที่ทำบุญ เตรียมล้างถ้วยชามภาชนะที่จะใส่ภัตตาหาร
ศาลาการเปรียญ-เป็นศาลาอเนกประสงค์ ใช้รองรับภารกิจหลักคือเป็นสถานที่พระภิกษุสามเณรศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย และเป็นที่พระกับชาวบ้านญาติโยมมาพบกัน บางวัดก็ใช้เป็นหอฉันไปในตัว
ถ้าศึกษาการวางผังวัดสมัยพุทธกาลก็จะเห็นว่า กลางวัดจะมีอาคารที่เรียกว่า “อสนสาลา” อยู่หลังหนึ่ง เป็นที่สำหรับภิกษุกลับจากบิณฑบาต ถ้าไม่ฉันระหว่างทางก็จะกลับมาฉันที่ศาลานี้
สมัยพุทธกาล พระไปบิณฑบาตได้ภัตตาหารพอแก่ความต้องการแล้ว ก็จะหาสถานที่เหมาะๆ เช่นมีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ นั่งฉันที่บริเวณนั้น หมู่บ้านบางแห่งที่มีภิกษุเข้าไปบิณฑบาตประจำ ชาวบ้านจะสร้าง “อสนสาลา” ไว้ในหมู่บ้าน มีอาสนะปูไว้ มีน้ำเตรียมไว้ถวาย เพื่อให้พระที่มาบิณฑบาตนั่งฉันที่นั่น ไม่ต้องไปหาที่ฉันที่อื่น เป็นการอำนวยความสะดวกให้พระ
“อสน” (อะ-สะ-นะ) แปลว่า กิน “สาลา” ก็คือ ศาลา “อสนสาลา” จึงแปลว่า “ศาลาที่กิน” ซึ่งก็คือ “หอฉัน” ตรงตัว
ต่อมา คำว่า “อสนสาลา” เพี้ยนไปเป็น “อาสนสาลา” (อสน กับ อาสน ออกเสียงเพลินไปก็เพี้ยนไปได้ง่าย) ความหมายก็กลายไปเป็น “ศาลาที่นั่ง” แต่แม้กระนั้น ภารกิจหลักก็ยังเหมือนเดิม คือเป็นที่พระมานั่งฉัน ชาวบ้านญาติโยมนำภัตตาหารมาถวายพระตอนเช้าหรือนำน้ำปานะมาถวายตอนบ่าย ก็จะไปถวายที่อาสนสาลา ตอนเย็นไปฟังเทศน์ฟังธรรมก็ไปฟังกันที่อาสนสาลา ภิกษุมีกิจปรึกษาหารือกันหรือสนทนาธรรมกันก็ใช้อาสนสาลาเป็นที่ประชุม เรียกเป็น “ธรรมสภา” ในคัมภีร์มีเรื่องเล่าว่าภิกษุประชุมกันในธรรมสภา ก็คือประชุมกันที่อาสนสาลานี่เอง อาสนสาลาจึงเป็นศาลาอเนกประสงค์ และกลายมาเป็น “ศาลาการเปรียญ” ซึ่งมีอยู่ทุกวัดในทุกวันนี้
.......................
การจัดเตรียมสถานที่และเครื่องใช้สำหรับทำบุญวันพระเป็นหน้าที่ของชาววัดช่วยกันทำ ทั้งพระทั้งเณรทั้งเด็กวัด ไม่ต้องบอก ไม่ต้องสั่ง ถึงวันโกนเป็นที่รู้กัน ฝ่ายชาวบ้านญาติโยมก็เป็นที่รู้กัน ถึงวันโกนเตรียมหาของไปทำบุญวันพระ
การทำบุญวันพระจึงเป็นประเพณีที่บ่งบอกถึงความสมัครสมานสามัคคีในระหว่างชาววัดด้วยกัน และระหว่างชาววัดกับชาวบ้าน
ชาววัดเกิดความรู้สึกว่า-ญาติโยมของพวกเรา
ชาวบ้านเกิดความรู้สึกว่า-วัดของพวกเรา พระเณรของพวกเรา
ความรู้สึกนี้หล่อหลอมออกมาเป็น-พระศาสนาของพวกเรา บ้านเมืองของพวกเรา
ความรัก ความผูกพัน ความปรารถนาดี ต้องการทำความดีความเจริญให้แก่ประเทศชาติพระศาสนาก็ก่อตัวมาจากจุดนี้
---------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๕
๑๔:๑๐
[right-side]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ