มหาสมาคม (๒)
----------------
ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา เมื่อพระพุทธองค์ยังไม่เสด็จดับขันธปรินิพพาน มีเหตุการณ์ที่ประชาชนมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมากจนเรียกได้ว่าเป็น “มหาสมาคม” ๓ ครั้ง ขอนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้
........................
มหาสมาคมครั้งที่ ๒ - เทโวโรหณสมาคม
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ที่คำว่า “เทโวโรหณะ” กล่าวไว้ดังนี้
.....................................................
เทโวโรหณะ : “การลงจากเทวโลก” หมายถึงการที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก ตำนานเล่าว่าในพรรษาที่ ๗ แห่งการบำเพ็ญพุทธกิจ พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทับจำพรรษาในดาวดึงสเทวโลก ทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดาพร้อมทั้งหมู่เทพ ณ ที่นั้น เมื่อถึงเวลาออกพรรษาในวันมหาปวารณา (วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑) ได้เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กลับคืนสู่โลกมนุษย์ ณ ประตูเมืองสังกัสสะ โดยมีเทวดาและมหาพรหมทั้งหลายแวดล้อมลงมาส่งเสด็จ ฝูงชนมากมายก็ได้ไปรอรับเสด็จกระทำมหาบูชาเป็นการเอิกเกริกมโหฬาร และพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรม มีผู้บรรลุคุณวิเศษจำนวนมาก
ชาวพุทธภายหลังปรารภเหตุการณ์พิเศษนี้แล้ว ถือเป็นกาลกำหนดสำหรับบำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตรคราวใหญ่เป็นประเพณีนิยมสืบมาในประเทศไทย เป็นเครื่องหมายของการออกพรรษา เรียกกันว่า ตักบาตรเทโวโรหณะ หรือนิยมเรียกสั้นๆ ว่า ตักบาตรเทโว บางวัดจัดพิธีในวันออกพรรษา คือวันมหาปวารณา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ บางวัดจัดถัดเลยจากนั้น ๑ วัน คือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑.
.....................................................
คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๖ ยมกปาฏิหาริยวัตถุ (เรื่องที่ ๑๔๙) บรรยายเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องไว้อย่างละเอียด ขอเก็บความมาเสนอดังนี้
.....................................................
คัมภีร์บอกว่า ศูนย์กลางของการแสดงยมกปาฏิหาริย์อยู่ที่เมืองสาวัตถี ผู้คนที่ชุมนุมกันชมยมกปาฏิหาริย์อยู่ในรัศมี ๓๖ โยชน์ (๑ โยชน์ = ๑๖ หรือ ๑๓ กิโลเมตร)
คงไม่ได้แปลว่า มหาชนมาชุมนุมกันเนืองแน่นกินเนื้อที่กว้างไกลถึง ๓๖ โยชน์ แต่คงหมายถึงว่า ผู้คนในรัศมี ๓๖ โยชน์จากเมืองสาวัตถีพากันสนใจติดตามข่าวเกี่ยวกับการแสดงยมกปาฏิหาริย์อย่างทั่วถึง
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้วหายพระองค์ไป ผู้คนก็สอบถามกันว่าพระพุทธเจ้าเสด็จไปไหน
พระอนุรุทธเถระได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนคณะสงฆ์แถลงว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาที่บัณฑุกัมพลสิลาในภพดาวดึงส์เพื่อทรงแสดงอภิธรรมปิฎกโปรดพระพุทธมารดาตลอด ๓ เดือน แล้วจะเสด็จลงมาในวันมหาปวารณา
ผู้คนที่มาชุมนุมตกลงกันว่า จะชุมนุมกันต่อไปจนกว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จลงมา แล้วก็ตั้งค่ายพักแรมกันที่นั่น
คัมภีร์บอกว่า ในรัศมีที่ผู้คนตั้งค่ายพักแรมนั้น “มีอากาศเป็นหลังคา” คืออยู่กันในที่โล่งๆ และผู้คนจำนวนมหาศาลอยู่รวมกันเช่นนั้นก็ไม่เกิด pollution เลย แปลว่าระบบการบริหารจัดการดีมากๆ
เรื่องอาหารการกิน รวมทั้งของใช้และสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด จุลอนาถบิณฑิกเศรษฐี (คนละคนกับอนาถบิณฑิกเศรษฐี คงมีฐานะรองลงมา) รับเป็นเจ้าภาพตลอดรายการ
พุทธกิจประจำวันตลอดพรรษานั้น คือ เสด็จไปชำระพระวรกายที่สระอโนดาต เสด็จไปบิณฑบาตที่อุตรกุรุทวีป กลับมาทรงทำภัตกิจที่ป่าหิมพานต์ พระสารีบุตรไปเฝ้าที่ป่าหิมพานต์ ทรงถ่ายทอดพระอภิธรรมที่ทรงแสดงแก่พระพุทธมารดาแต่ละวันแก่พระสารีบุตร แล้วเสด็จกลับขึ้นไปดาวดึงส์ทรงแสดงอภิธรรมปิฎกโปรดพระพุทธมารดา หมุนเวียนอยู่เช่นนี้ตลอด ๓ เดือน
อีก ๗ วันจะถึงวันมหาปวารณา พระมหาโมคคัลลานเถระขึ้นไปทูลถามถึงสถานที่ที่จะเสด็จลงจากเทวโลก ขณะนั้นพระสารีบุตรจำพรรษาอยู่ที่เมืองสังกัสสะซึ่งอยู่ห่างจากเมืองสาวัตถีขึ้นไปทางเหนือประมาณ ๓๐ โยชน์ พระพุทธองค์จึงตรัสว่าจะเสด็จลงที่เมืองสังกัสสะ ผู้คนได้ทราบเช่นนั้นก็ย้ายสถานที่ชุมนุมจากเมืองสาวัตถีไปที่เมืองสังกัสสะ
บรรยากาศการเสด็จลงจากเทวโลก พึงสดับสำนวนบรรยายในคัมภีร์เพื่อเจริญศรัทธา ดังนี้
............................................
... พระศาสดาเสด็จจำพรรษาปวารณาแล้วตรัสบอกแก่ท้าวสักกะว่า มหาบพิตร อาตมภาพจักไปสู่ถิ่นมนุษย์
ท้าวสักกะทรงนิรมิตบันได ๓ ชนิด คือ บันไดทองคำ บันไดแก้วมณี บันไดเงิน เชิงบันไดตั้งอยู่แทบประตูสังกัสสนคร หัวบันไดอยู่ที่ยอดเขาสิเนรุ
บันไดทองอยู่เบื้องขวา เพื่อพวกเทวดา
บันไดเงินอยู่เบื้องซ้าย เพื่อมหาพรหมทั้งหลาย
บันไดแก้วมณีอยู่ท่ามกลาง เพื่อพระตถาคต
พระศาสดาประทับยืนอยู่บนยอดเขาสิเนรุ ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ในกาลที่เสด็จลงจากเทวโลก
เมื่อทรงแลดูเบื้องบน สถานที่อันพระองค์ทรงแลดูนั้นก็แลเห็นโล่งตลอดจนถึงพรหมโลก
ทรงแลดูเบื้องล่าง สถานที่อันพระองค์ทรงแลดูนั้นก็แลเห็นโล่งตลอดจนถึงอเวจี
ทรงแลดูทิศใหญ่และทิศเฉียงทั้งหลาย ก็แลเห็นโล่งตลอดไปทั่วแสนจักรวาล
เทวดาเห็นพวกมนุษย์ แม้พวกมนุษย์ก็เห็นพวกเทวดา ต่างเห็นกันและดุจว่าอยู่ตรงหน้าทีเดียว
มนุษย์ที่มาชุมนุมกันโดยรอบประมาณ ๓๖ โยชน์ เมื่อได้เห็นพระพุทธสิริโสภาคย์ในวันนั้นแล้ว ที่จะไม่ปรารถนาพุทธภูมินั้นมิได้มีแม้แต่คนเดียว
ที่มา: ยมกปาฏิหาริยวัตถุ ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๖
............................................
คัมภีร์บอกว่า ทรงทำปาฏิหาริย์ในคราวที่เสด็จลงจากเทวโลก นั่นคือ
ทรงกระทำให้ไตรโลก คือ สวรรค์ มนุษย์ และนรก มองเห็นกัน สำนวนในคัมภีร์ว่า “ชาวสวรรค์ไม่ต้องชะโงก ชาวโลกไม่ต้องแหงน” (เนว มนุสฺสา อุทฺธํ อุลฺโลเกนฺติ, น เทวา อโธ โอโลเกนฺติ) โลกสามแดนมองเห็นกันเหมือนมาอยู่ต่อหน้า จึงเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “โลกวิวรณ์” (โลก-กะ-วิ-วอน)
“โลกวิวรณ์” แปลตรงตัวว่า “เปิดโลก” ฝรั่งแปลศัพท์นี้ว่า laying open the worlds, unveiling of the universe, apocalypse, revelation ไทยเราแปลชัดลงไปว่า “พระเจ้าเปิดโลก”
“โลกวิวรณ์ - พระเจ้าเปิดโลก” บัณฑิตถอดความ ว่า คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นถ้าศึกษาให้รู้จริงและปฏิบัติให้ถูกต้อง ก็จะเห็นทางไปนรกไปสวรรค์ได้ชัดเจนประดุจพระพุทธเจ้าทรงเปิดโลกให้ดูฉะนั้น
การชุมนุมใหญ่ในคราวที่เสด็จลงจากเทวโลกนี้แล เรียกว่า “เทโวโรหณสมาคม” เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง “ยมกปาฏิหาริยสมาคม” ล่วงแล้วได้ ๓ เดือน
ตอนต่อไป: มหาสมาคมครั้งที่ ๓ - คังโคโรหณสมาคม
----------------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๕
๑๑:๕๗
........................................................
๑๓ ตุลาคม พระพุทธศักราช ๒๕๕๙ - พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ เสด็จคืนสู่เทวโลก
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ