บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๕)
---------------------
บูชาพระ
---------------------
ขึ้นบนศาลาการเปรียญแล้ว เลือกมุมที่เคยนั่ง ถ้ามาใหม่ก็หามุมที่เหมาะ ไม่ไปทับที่ใคร วางหาบ วางตะกร้า ไปหยิบจานชามที่ชาววัดล้างเตรียมใส่ตะกร้าใส่เข่งวางไว้ให้ตั้งแต่วันโกนเอามาถ่ายกับข้าว ใส่ถาด ยกไปวางรวมไว้กับของคนอื่นๆ ส่วนข้าวที่ใส่ขันมายังไม่ต้องทำอะไร รอไว้ใส่บาตรตอนถวายพรพระ เรียบร้อยแล้วก็ไปบูชาพระ
ฝ่ายผู้ชายที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดสำรับกับข้าว พอขึ้นศาลาการเปรียญก็ไปบูชาพระได้เลย
บูชาพระ - ก็คือไปที่บริเวณหัวอาสน์สงฆ์ ที่เรียกว่า “อาสน์สงฆ์” ก็คือด้านยาวของศาลาชิดฝาข้างหนึ่ง ยกพื้นสูงประมาณศอกหนึ่งยาวไปตามแนวยาวของศาลา เป็นที่สำหรับพระสงฆ์นั่ง ถ้าไปยืนหน้าอาสน์สงฆ์หันหน้าเข้า ซ้ายมือสุดคือหัวอาสน์สงฆ์ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปฏิมาประจำศาลา มีแท่นฐานประกอบที่ตั้งเครื่องสักการบูชาตามแต่จะเห็นงาม ตรงหัวอาสน์สงฆ์นี้ถ้าอย่างธรรมดาๆ ก็ตั้งโต๊ะหมู่บูชาชุดหนึ่ง
ตรงหน้าพระพุทธปฏิมาจะมีกระถางธูปราวเทียนสำหรับให้ผู้มาบูชาพระได้จุดธูปเทียนปัก พร้อมถาดหรือกระถางสำหรับวางหรือปักดอกไม้ ปกติคนไปวัดจะเตรียมดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาพระมาจากบ้าน
การบูชาพระตอนนี้ต่างคนต่างทำ ใครมาก่อนบูชาก่อน ไม่ต้องรอกัน บูชาเสร็จก็ถอยออกไป ใครมาใหม่ก็ทยอยกันเข้ามา ดังนั้น บริเวณที่บูชานี้ก็จะตลบไปด้วยควันธูปไม่ขาดสาย
.......................
แต่ไหนแต่ไรมา การจุดธูปบูชาพระไม่มีใครเห็นเป็นปัญหา แต่เมื่อราวๆ ๒๐ ปีกว่าๆ มานี้ เกิดมีผู้ยกเป็นประเด็นขึ้นว่า ควันธูปเป็นอันตรายต่อสุขภาพ กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันทีทันควัน
จากนั้นมาก็มีการรณรงค์ให้เลิกจุดธูปบูชาพระ นอกจากโทษควันธูปว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพและก่อภาวะมลพิษแล้ว ยังขยายโทษออกไปอีกว่า การจุดธูปเทียนบูชาพระเสี่ยงต่อการที่จะเกิดไฟไหม้ ไหม้โต๊ะหมู่ก่อน แล้วก็ลามไปไหม้ศาลา ไหม้กุฏิ ไหม้วัดทั้งวัด จุดที่บ้านก็ไหม้บ้าน จุดที่ไหนไหม้ที่นั่น
กระแสรังเกียจหวาดกลัวการจุดธูปเทียนบูชาก็แผ่ขยายวงกว้างออกไป
ผลที่ปรากฏในปัจจุบันนี้ก็คือ มีสิ่งประดิษฐ์ชนิดหนึ่งเกิดขึ้น นั่นคือธูปเทียนไฟฟ้า
หลายๆ วัด และหลายๆ แห่งที่ตั้งโต๊ะหมู่บูชาซึ่งจะต้องมีการจุดธูปเทียน ได้เปลี่ยนจากธูปเทียนจริงมาเป็นธูปเทียนไฟฟ้า ธูปเทียนจริงอาจมีตั้งไว้เหมือนเดิม แต่อยู่ในฐานะเป็นสัญลักษณ์หรือเอาไว้มองดูเฉยๆ ถึงเวลาจุดก็ใช้วิธีกดสวิตช์เปิดธูปเทียนไฟฟ้า ถึงวันนี้ที่ไหนทำแบบนั้นชักจะรู้สึกกันว่าโก้หรูทันสมัยพิลึก
ปวงประดาญาติมิตรคิดเห็นเป็นประการใด?
.......................
ผมขออนุญาตแสดงทัศนะบางประการดังนี้
ประการแรก ผมไม่คัดค้าน ไม่โต้แย้งประเด็นที่ว่าควันธูปเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือก่อภาวะมลพิษ และไม่ประสงค์จะเหน็บแนมดังที่หลายท่านนิยมพูด เช่น-ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ก่อให้เกิดภาวะมลพิษยิ่งกว่าควันธูปเป็นไหนๆ ควันธูปอยู่ในจุดเล็กๆ ควันจากท่อไอเสียระบายอยู่เต็มถนนทั่วบ้านทั่วเมือง-นั่นคือ ไม่ว่าจะควันจากอะไรก็ล้วนแต่ก่อโทษทั้งนั้น การพูดทับกันไปถมกันมาเช่นนี้ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา ทางที่ดีคือช่วยกันคิดหาวิธีแก้
ประการต่อมา ถึงผมจะไม่คัดค้าน ไม่โต้แย้ง แต่ก็ขอสงวนสิทธิ์ที่จะแสดงข้อชวนคิดเปรียบเทียบบางประการ เช่นเทียบกับการใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะในชีวิตประจำวัน
มีสถิติที่เปิดเผยเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า มนุษย์เสียชีวิตจากการใช้รถยนต์ปีละเป็นพันเป็นหมื่น ที่บาดเจ็บและพิการอีกเป็นจำนวนมหาศาล เฉพาะในเมืองไทย บางช่วงที่เป็นเทศกาลคนไทยเสียชีวิตจากรถยนต์เป็นจำนวนมากอย่างน่าสยอง
เมื่อเทียบกับที่บอกว่า-ควันธูปเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เรายังไม่มีสถิติเลยว่า มีคนตายเพราะควันธูปเป็นจำนวนปีละเท่าไร เจ็บป่วยอันมีสาเหตุเนื่องมาจากควันธูปแน่ๆ ไม่ใช่เพียงแค่สันนิษฐาน มีจำนวนปีละเท่าไร และที่กำลังติดเชื้อเป็นโรคอยู่เงียบๆ ยังไม่แสดงอาการ มีจำนวนเท่าไร
ตัวเลข สถิติเหล่านี้ยังไม่เป็นที่ปรากฏเลย ฝ่ายที่รณรงค์ให้เลิกจุดธูปบูชาพระน่าจะสำรวจศึกษาหาสถิติมาแฉให้สาธารณชนได้รับรู้บ้าง ประชาชนจะได้ช่วยกันรณรงค์ให้เลิกจุดธูปให้หนักหน่วงยิ่งขึ้นไปด้วยความมั่นใจ
ทั้งๆ ที่โทษยังไม่ประจักษ์ แต่เราก็ตัดสินลงโทษการจุดธูปบูชาพระไปเรียบร้อยแล้วด้วยการณรงค์ให้เลิกจุดธูป และผลที่ปรากฏทั่วไปก็คือวัดวาอารามและสถานที่ต่างๆ เลิกการจุดธูปจริง แต่เปลี่ยนมาใช้ธูปเทียนไฟฟ้าแทนกันมากขึ้น
ในขณะที่การใช้รถยนต์มีภัยถึงชีวิต บาดเจ็บ และพิการ มีสถิติเป็นที่ประจักษ์ชัดเจน แต่กลับไม่มีใครเลยที่คิดจะรณรงค์ให้เลิกใช้รถยนต์-เหมือนกับที่รณรงค์ให้เลิกจุดธูป
น่าคิดหรือไม่?
เหตุผลที่เห็นได้ง่ายก็คือ ทุกคนเห็นว่ารถยนต์เป็นสิ่งจำเป็น ถ้าเลิกใช้ก็จะเกิดปัญหามากมาย ในขณะที่การจุดธูปบูชาพระไม่ใช่สิ่งจำเป็น เป็นแค่คุณค่าทางจิตใจของบางคนบางพวกบางกลุ่มเท่านั้น ไม่จุดก็ไม่เดือดร้อนอะไร จึงง่ายที่จะรณรงค์ให้เลิก ก็จึงกล้าที่จะทำกันอย่างสนุกมือ
อีกประการหนึ่ง รถยนต์มีกระบวนการที่เกี่ยวข้องมากมายและใหญ่โตมหึมา เป็นอุตสาหกรรมระดับโลก มีพลังขับเคลื่อนมหาศาล และเกี่ยวพันกับผลประโยชน์อภิมหาศาล เปรียบเหมือนยักษ์ใหญ่ ในขณะที่ธูปและการจุดธูปเปรียบเหมือนแมลงตัวเล็กๆ แค่บี้เบาๆ ก็ตายสนิทแล้ว เลิกผลิตธูปหรือเลิกจุดธูป ก็ไม่มีใครเห็นความเดือดร้อนของใคร
ประการต่อมาอีก ข้อชวนคิดยังไม่จบแค่นั้น ยังมีต่อไปอีกว่า การใช้รถยนต์มีภัยก็มีคนเห็นและตระหนัก ไม่ใช่ไม่เห็น แต่เราไม่ได้แก้ปัญหาด้วยวิธีรณรงค์ให้เลิกใช้รถยนต์ หากแต่แก้ปัญหาด้วยวิธีลงทุนทุ่มเทคิดค้นอุปกรณ์และวิธีการแบบแปลกๆ ใหม่ๆ และมีประสิทธิภาพที่จะป้องกันอันตรายจากการใช้รถยนต์ทุกวิถีทาง ทั้งยังโฆษณาบอกกล่าวถึงสรรพคุณที่คิดค้นได้ใหม่ๆ กันอย่างภาคภูมิใจอยู่ตลอดเวลาด้วย
ข้อชวนคิดก็คือ ทำไมเราไม่ใช้วิธีการทำนองเดียวกันนั้นกับปัญหาอันเกิดจากควันธูปด้วยเล่า?
อันดับแรกสุดก็คือ ยังไม่ต้องยกเลิกการจุดธูปจริง-เหมือนกับที่ไม่ยกเลิกการใช้รถยนต์
อันดับต่อมา ลงทุนทุ่มเทคิดค้นอุปกรณ์และวิธีการแบบแปลกๆ ใหม่ๆ และมีประสิทธิภาพที่จะป้องกันอันตรายจากควันธูปทุกวิถีทาง-เหมือนกับที่ลงทุนทุ่มเทคิดค้นอุปกรณ์และวิธีการแบบแปลกๆ ใหม่ๆ และมีประสิทธิภาพที่จะป้องกันอันตรายจากการใช้รถยนต์
ยกตัวอย่างเล่นๆ เช่น คิดค้นส่วนผสมของเนื้อธูปขึ้นใหม่ โดยใช้สมุนไพรบางชนิดมาทำเป็นธูป เมื่อจุดมีควันสูดดมเข้าไปจะมีสรรพคุณช่วยป้องกันรักษาโรคทางเดินหายใจได้เป็นอย่างดี-อย่างนี้เป็นต้น
อาจฟังดูตลก แต่ถ้าศึกษาค้นคว้าวิจัยหาวิธีการกันจริงๆ ทำไมจะทำไม่ได้
แต่ก็ไม่มีใครคิดทำ-เหมือนกับที่คิดทำกับวิธีใช้รถยนตืให้ปลอดภัย
ยกเลิกการจุดธูปง่ายกว่า บี้แมลงตัวเล็กๆ สบายกว่ากันเยอะเลย
ยกเลิกการใช้รถยนต์ เหมือนชนกับยักษ์ ไม่สนุกแน่ๆ
ไฟไหม้เพราะจุดธูปเทียน เรายกขึ้นเป็นโทษ ไฟไหม้เพราะกระแสไฟฟ้ามีให้เห็นกันตลอด อาจจะบ่อยกว่าไฟไหม้เพราะจุดธูปเทียนด้วยซ้ำไป ไฟไหม้ทีไร “สันนิษฐานว่ากระแสไฟฟ้าลัดวงจร” - เป็นจำเลยหมายเลขหนึ่งทุกที แต่ก็ไม่เคยเห็นใครรณรงค์ให้เลิกใช้ไฟฟ้า-เหมือนกับที่รณรงค์ให้เลิกจุดธูปเทียน - นี่ก็เป็นข้อเปรียบเทียบอีกกรณีหนึ่ง
พูดอย่างไม่เกรงใจก็คือ เรากล้าที่จะทำกับคนที่สู้เราไม่ได้
แต่ขลาดที่จะทำอะไรกับคนที่ใหญ่กว่าเรา
.......................
สรุปว่า ที่ไหนเขายังจุดธูปจริงกันอยู่ ก็จุดไป ที่ไหนห้ามจุด ก็อย่าไปจุดเข้า จะใช้กระสวนประโยคสำเร็จรูปถึงผมเคยพูดถึงแล้วเข้ามาช่วยคิดปลอบใจด้วยก็คงพอช่วยได้ -
“การบูชาพระไม่จำเป็นจะต้องทำด้วยวิธีจุดธูปเทียนเสมอไป ทำอย่างอื่นก็เป็นการบูชาได้” (ฮ่า ฮ่า ฮ่า)
แต่ความรู้สึกส่วนตัวผมนั้น เห็นที่ไหนใช้ธูปเทียนไฟฟ้า ก็รู้สึกครึกครื้นล่วงหน้าทุกทีไปครับ
หมายความว่า เมื่อก่อนและปัจจุบันนี้ ดอกไม้พลาสติกก็มีคนเอามาบูชาพระกันแล้ว
เวลานี้ ธูปเทียนไฟฟ้า-ซึ่งก็มีคติเดียวกับดอกไม้พลาสติกนั่นเอง-ก็มีคนเอามาจุดบูชาพระแล้ว
อีกไม่นาน คงมีคนเอาอาหารพลาสติกแบบที่เห็นโชว์ตามร้านอาหารไปบูชาพระแทนข้าวพระพุทธเป็นแน่
ตรงนี้แหละที่ผมบอกว่า-รู้สึกครึกครื้นล่วงหน้า
คอยดูกันไปนะครับ พี่น้องทั้งหลาย!
ในอนาคตอันไม่ไกลได้เห็นแน่
--------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๕
๑๐:๑๔
[right-side]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ