สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
กัมมกถา ว่าด้วยความเห็นต่าง " กรรมทั้งปวงล้วนมีวิบากทั้งสิ้น " จากชื่อเรื่องที่ตั้งประเด็นขึ้น และว่าด้วยความเห็นต่าง " ประเภทภพ ๒ ประเภท " จากพระสูตรที่นํามาอ้างอิง ซึ่งความเห็นต่างทั้ง ๒ ประการเกื้อกูลกันดุจเป็นเนื้อเดียวกัน ต้องอาศัยทั้งอรรถกถา ฏีกา ที่ให้รายละเอียดเชิงลึก ทั้งนิสสยะ ที่ให้รายละเอียดเชิงกว้าง พร้อมข้อมูลรายละเอียดทั้งเชิงลึกทั้งเชิงกว้างนั้น แม้ลำดับการแสดงก็ต้องเชื่อมโยงเหตุผลให้เหมาะเจาะกับการแสดงด้วย มิฉะนั้นจะเข้าใจได้ยากลำบาก สมดังที่ปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลายกล่าว่า " คัมภีร์กถาวัตถุ เป็นคัมภีร์ขนาดกลางที่ยากที่สุด " นั่นเอง
๑). รายละเอียดข้อมูล ประเด็นเรื่องที่ตั้งขึ้น ว่า กรรมทั้งปวงล้วนมีวิบากทั้งสิ้น มีกล่าวแสดงไว้ในคัมภีร์ มหาปัฏฐาน เรื่องกัมมปัจจัย ๒ ประะภท โดยถือเอาการทำกิจของเจตนาเป็นเกณฑ์จำแนก
๑. สหชาตกัมมปัจจัย
ป.จ. คือ เจตนาในจิต ๘๙
ป.ย. คือ จิต ๘๙ เจ ๕๑ (เว้นเจตนา) จิ ๑๗ ป.กํ ๒๐
ตัวปัจจัย คือเจตนาที่เกิดพร้อมกันกับสัมปยุตตธรรม(จิต เจตสิก) ทำ สํวิธานกิจฺจ คือ ทำหน้าที่จัดแจงสัมปยุตตธรรมที่เกิดพร้อมกันกับตนให้สำเร็จกิจของตน ดังนั้นเจตนาประเภทนี้ จึงไม่สร้างวิบาก
๒. นานักขณิกกัมมปัจจัย
ป.จ. คือ เจตนา ๓๓ ที่ดับไปแล้ว (ใน กุศลจิต ๒๑ คือ มหากุศล ๘ + มหัคคตกุศล ๙ + โลกุตตรกุศล ๔ = ๒๑ +ในอกุศลจิต ๑๒ รวม ๒๑ + ๑๒ = ๓๓ )
ป.ย. คือ วิบากจิต ๓๖ + ๓๘, ปฏิสนธิ-ปวัตติกัมมชรูป ๒๐, อสัญญสัตตกัมมชชรูป ๙
ตัวปัจจัย คือ เจตนา ๓๓ ที่ดับไปแล้ว ทำ พีชนิธานกิจฺจ คือ ทำหน้าที่เพาะพืชพันธุ์ สืบไว้ไม่ให้หายไป กล่าวคือ เก็บรักษาการกระทำที่ได้กระทำไว้แล้ว มิให้สูญหายไปนั้นเอง ดังนั้นเจตนาประเภทนี้ จึงเป็นตัวสร้างวิบากโดยตรงนั่นเอง
อนึ่ง อนันตรกัมมปัจจัย เมื่อถือเกณฑ์ทำกิจของเจตนาก็จัดอยู่ใน นานักขณิกกัมมปัจจัยนั้นแหละ ท่านแยกกล่าวก็เพื่อให้เห็นเจตนาในมรรคจืต ๔ ดับลง ก็ทำให้ผลจิต ๔ เจตสิกที่ประกอบ ๓๖ เกิดขึ้นทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่นในมรรควิถีนั่นเอง
๒). รายละเอียดข้อมูลประเด็นพระสูตรที่นำมากล่าวถึงภพ ๒ ประเภท
ชื่อว่า ภพ ได้แก่ภพ ๒ อย่าง คือ กัมมภพ และอุปปัตติภพ ในภพ ๒ อย่างนั้นกรรมนั่นเอง เุป็นภพ เพราะเป็นแดนเกิดแห่งผล เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า กัมมภพ ก็กัมมภพนั้น มี ๒๙ อย่าง โดยเกี่ยวกับเป็นกามาวจรกุศลเจตนา ๘ อกุศลเจตนา ๑๒ มหัคคตกุศลเจตนา ๙
อุปาทานขันธ์ที่เข้าถึง ชื่อว่า อุปปัตติ อุปปัตติ นั่นเองเป็นภพ เพราะเกิดขึ้น คือเพราะอันกรรมทำให้เกิดขึ้นเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อุปปัตติภพ ได้แก่ ภพ ๓ คือกามภพ รูปภพ และอรูปภพหรือว่า ได้แก่ ภพ ๙ คือ : - - ภพ ๓ มีกามภพเป็นต้นเหล่านั้น นั่นแหละ
- ภพ ๓ ได้แก่ เอกาโวการภพ (ภพที่มีขันธ์เดียว) ๑ จตุโวการภพ (ภพที่มีขันธ์ ๔) ๑ ปัญจโวการภพ (ภพที่มีขันธ์ ๕) ๑
- ภพ ๓ ได้แก่ สัญญีภพ (ภพของสัตว์ผู้มีสัญญา) ๑ อสัญญีภพ (ภพของสัตว์ผู้ไม่มีสัญญา) ๑ เนวสัญญีนาสัญญีภพ (ภพของสัตว์ผู้มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่) ๑
ก็ในคำว่า เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพนี้ ประสงค์เอาทั้งกัมมภพทั้ง อุปปัตติภพ ส่วน ในบทว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ นี้ ประสงค์เอากัมมภพเท่านั้น เพราะว่า กัมมภพเท่านั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่ชาติ พึงทราบว่าอุปปัตติภพที่บังเกิดครั้งแรกนั่นเองเรียกว่า“ ชาติ ” ก็คือ ความปรากฏเป็นครั้งแรกแห่งขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นการแรกได้อัตภาพของสัตว์ ในกำเนิด คติ เป็นต้น นั้นๆ แห่งหมู่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นๆ ชื่อว่า ชาติ ชาตินี้จึงมีเพราะมีกรรมภพ เป็นปัจจัยนั่นแล
ดังนั้นพระสูตรที่กลุ่มนิกายสังฆิกะ(ปรวาที) กล่าวอ้างว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวความสิ้นไปแห่งวิบาก ก็วิบากนั้นแล อันสัตว์ผู้ทำพึงได้เสวยในอัตภาพปัจจุบัน(ทิฏฐธัมมเวทนียะ) ในอัตภาพถัดไป(อุปปัชชเวทนียะ) หรือในอัตภาพต่อๆไป(อปราปรเวทนียะ) " (๒๔/๒๑๘/๓๖๒) จึงเป็นอุปัตติภพ ไม่คล้องจองกับประเด็นเรื่องที่ว่า กรรมทั้งปวงล้วนมีวิบากทั้งสิ้น หมายความว่า ผิดทั้งการตั้งประเด็นเรื่อง ผิดทั้งการใช้พระสูตรอ้างอิง
ส่วนพระสูตรที่กลุ่มเถรวาท(สกวาที)ใช้หักล้างว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนาคือตัวกรรม สัตว์ที่ทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ ย่อมมีการจัดแจง คือคิดนึกก่อนแล้วจึงทำ " ดังนี้ ก็จะเห็นได้ว่า การกระทำด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ จะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม ต้องอาศัยเจตนาเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้าในการกระทำนั้นๆ (องฺ. ฉกฺก.๒๓/๖๓/๕๗๗) จึงเป็นกรรมภพ และข้อมูลรายละเอียดการทำกิจของเจตนาทั้ง ๒ ประเภทในคัมภีร์มหาปัฏฐาน ลบล้างความเห็นต่าง ทั้งประเด็นเรื่อง ทั้งประเด็นพระสูตรที่อ้างอิงได้อย่างสิ้นเชิง
สรุป ในกัมมกถา ปรวาที(กลุ่มนิกายมหาสังฆิกะ) มีวาทะว่า กรรมทั้งปวงล้วนมีวิบากทั้งสิ้น สกวาที(ฝ่ายกลุ่มเถรวาท)ต้องแก้ด้วยการจำการจำแนกให้เห็นว่า กรรม คือ เจตนาเจตสิกนั้นมีทั้งมีวิบากและที่ไม่มีวิบาก พร้อมกับหวังว่าจะเข้าใจพระสูตรที่อ้างว่าเป็นอุปปัตติภพไม่ใช่กัมมภพจากการจำแนกถามนั้นซึ่งเนื่องกันดุจเป็นเนื้อเดียวกัน ด้วยการลงนิคคหะ เมื่อจนแต้มจักมีสติระลึกได้ กล่าวคือ
* เจตนาที่เป็นกุศล ที่เป็นอกุศล มีวิบาก
* เจตนาที่เป็นอัพยากตะ ได้แก่ เจตนาในกิริยาจิต เจตนาในวิบากจิต ไม่มีวิบาก
พร้อมกับถามแยกย่อยประเภทแห่งวิบากจิต และประเภทแห่งกิริยาจิต เพื่อกระตุ้นเตือนให้เข้าใจพระสูตรที่อ้างนั้น เป็นกัมมภพหรือเป็นอุปปัตติภพได้ในคราวเดียวกัน
ปรวาทีก็ตอบทุกคำถามตามที่ตนจนแต้มว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฝ่ายสกวาทีก็ลงนิคคหะในแต่ละคำตอบ เช่น
ก็ในเมื่อเจตนาที่เป็นวิบากอัพยากตะ ไม่มีวิบาก ก็ต้องไม่ควรกล่าวว่า เจตนาทั้งปวงล้วนมีวิบากทั้งสิ้น
ก็ในเมื่อเจตนาที่เป็นกิริยาอัพยากตะไม่มีวิบาก ก็ต้องไม่ควรกล่าวว่า เจตนาทั้งปวงล้วนมีวิบากทั้งสิ้น
แม้น ปรวาทีจะจำนนจนแต้มถูกต้อนด้วยคำถาม ก็ไม่วายจะล้มเลิกความคิดเห็นว่า กรรมทั้งปวงล้วนมีวิบากทั้งสิ้น โดยอ้างพระพุทธพจน์ดังที่ตนยกมากล่าวอ้าง เพราะยังยึดติดว่า เป็นกรรมภพนั่นเอง
อรรถกถาจารย์อธิบายว่า พระสูตรที่นำมาอ้างนั้น หมายถึงการเสวยวิบากในภพทั้งหลาย คือ เป็น อุปปัตติภพนัันนั่นแหละ ฉะนั้นพระสูตรนี้จึงไม่คู่ควรประกอบอ้างว่า เจตนาทั้งปวงล้วนมีวิบากทั้งสิ้น ได้เลย แม้แต่น้อย
นิสสยาจารย์อธิบายว่า เพราะความเห็นว่า เจตนาทั้งปวงล้วนมีวิบากทั้งสิ้น กับความยึดมั่นว่า พระสูตรที่ตนอ้างเป็นกรรมภพ เกื้อกูลกันดุจเป็นเนื้อเดียวกัน ต้องให้เห็นความเป็นจริงทั้ง ๒ ส่วน จึงจะละความเห็นผิด(มิจฉาทิฏฐิ)นั้นได้
(คัมภีร์กถาวัตถุ คาถาที่ ๑๑๗ วัคที่ ๑๒ เรื่องที่ ๒ หัวข้อที่ ๑๔๗๙ - ๑๔๘๔)
----------///---------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ