สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ถามว่า ระหว่างเมตตากับขันติ ต่างก็มีมูลคือ อโทสะเหมือนกัน แต่อาการแตกต่างกันเช่นไร?

ตอบ เมตตาเป็นความหวังดีเป็นสภาวะ ส่วนขันติ เป็นการยอมรับความจริงเป็นสภาวะ มีลักษณะเฉพาะดังนี้ :- 

      1. มีการยอมรับความจริงเป็นสภาวะ

      2 มีการกำจัดความขัดเคืองใจเป็นกิจ

      3. มีการไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นเป็นผลปรากฏ

      4. มีปัญญาที่รู้ความจริงเป็นเหตุใกล้

ดังนั้นที่เราเข้าใจกันว่า โกรธขัดเคืองแล้วอดทนเอาจึงผิดกับตัวสภาวะที่เป็นองค์ธรรมอันมูลเหตุ คือ อโทสะ

เมื่อจัดเป็นสถานะของ

     ศีล เมตตาเป็นปหานศีล คือ เป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการทุศีล ด้วยอาการที่ทำให้การทุศีลเกิดขึ้นไม่ได้ เช่น เพราะมีความเมตตาจึงฆ่าสัตว์ไม่ได้ ส่วน

     ขันติ เป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการทุศีล ด้วยอาการป้องกันการทุศีล(เป็นสังวรศีล) เช่น... 

     นางปฏาจารา ผู้เป็นธิดาสาวรูปงามของเศรษฐีชาวกรุงสาวัตถี หนีพิธีวิวาห์ที่มารดาบิดาจัดแจงให้ ไปกับชายคนใช้ซึ่งแอบรักใคร่ชอบพอกันอยู่ ไปอยู่กินเป็นสามีภรรยากัน ประกอบอาชีพทำไรไถนาที่หมู่บ้านอื่นที่คนไม่รู้จักพวกตน ครั้นนางปฏาจาราตั้งครรภ์ นางจึงอ้อนวอนสามีพากลับไปบ้านมารดาบิดาตามธรรมเนียมประเพณีนิยม สามีพยายามบ่ายเบี่ยงผ้ดวันประกันพรุ่งเรื่อยมา ด้วยเกรงว่าหากกลับไปสู่ตระกูลของภรรยาอาจถูกลงโทษอย่างรุนแรง เพราะเหตุนี้เมื่อเมื่อครรภ์แก่นางจึงแอบหนีกลับตามลำพังขณะที่สามีออกไปทำงานนอกบ้าน ครั้นสามีทราบความจริงจากเพื่อนบ้าน ก็รีบติดตามจนพบนางระหว่างทาง อ้อนวอนอย่างไรนางก็ไม่ยอมกลับ พลันก็ได้เกิด กัมมัชวาต คือลมเบ่ง สามีจึงพาไปพักใต้ต้นไม้ เมื่อคลอดแล้วความจำเป็นที่จะไปบ้านมารดาบิดาก็หมดไปด่างพากันกลับสู่เรือนของตน

     อยู่มาไม่นานนางก็ตั้งครรภ์อีก นางก็แอบหนีกลับไปบ้านมารดาบิดาตามประเพณีนิยมเหมือนเดิมพร้อมกับอุ้มบุตรคนแรกไปด้วย สามีก็ติดตามมาทันเช่นเคย ขณะนั้นฝนตกอย่างหนักลมพายุก็แรงด้วย สามีจึงต้องหาตัดไม้ทำทำซุ้มให้นางคลอด แต่ก็ถูกงูฉกก้ดตาย นางเศร้าโศกเสียใจมากโอกาสที่จะกลับไป ครองรักเรือนเดิมเป็นอันหมดสิ้นไป พอนางคลอดบุตรคนที่สองแล้ว จึงจูงบุตรคนโตอุ้มบุตรคนเล็กมุ่งกลับสู่เรือนมารดาบิตาของตน ระหว่างทางขณะข้ามแม่น้ำใหญ่ นางต้องอุ้มบุตรคนเล็กไปวางไว้ฝั่งข้างหน้าก่อน เสร็จแล้วจึงจะย้อนกลับมาอุ้มบุตรคนโตภายหลัง ขณะย้อนกลับมากลางแม่น้ำเหยี่ยวก็โฉบคาบเอาลูกคนเล็กของเธอไป นางตกใจหวังจะไล่เหยี่ยว นางจึงโบกไม้โบกมือพร้อมส่งเสียงตะโกนโหวกเหวก ฝ่ายบุตรคนโตก็สำคัญว่ามารดาเรียกตน เพราะความไร้เดียงสา จึงกระโจนส่งสู่แม่น้ำทันที กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากก็พัดพาหายลับไปทันที เพราะเหตุการณ์เศร้าสะเทือนใจเกิดติดๆกันนางก็เริ่มเบลอร้องให้คร่ำครวญไปว่า" สามีของเราก็มาตายระหว่างทาง บุตรคนเล็กก็ถูกเหยี่ยวโฉบไป บุตรคนโตก็ถูกน้ำพัดไป" นางบ่นเพ้อเช่นนี้แล้วๆเล่าๆ จนมาถึงเมื่องสาวัตถี พอเขาบอกว่า มารดาบิดาพร้อมทั้งพีชายของนาง ถูกเรือนพังทับตาย เพราะฟ้าที่ผ่าลงมาเมื่อคืนตอนฝนตกหนัก เวลานี้ร่างของคนทั้งสามกำลังถูกเผาอยู่เชิงตะกอน เพียงแค่นี้เท่านั้น นางก็เสียสติเพราะยอมรับความจริงที่กระหน่ำซ้ำเติมเธอไม่ไหว หมดสติล้มทั้งยืน พอฟื้นขึ้นมาก็เป็นบ้าเลย ขันติธรรมจึงมีประโยชน์และลักษณะดังได้กล่าวมาแล้วแล นางซัดเซเร่รอนเป็นคนบ้าไปจนถึงพระเชตวันมหาวิหารซึ่งในเวลานั้นพระบรมศาสดาประทับแสดงธรรมอยู่ พระบรมศาสดาทรงทอดพระเนตรเห็นทางเดินมาแต่ไกล ก็ทรงดำริอยู่ในพระทัยว่า"หญืงนี้ ยกเว้นเราเสียแล้ว ก็ไม่มีใครอี่นที่สามารถจะเป็นที่พึ่งได้" จึงทรงกระทำโดยประการที่นางปฏาจารานั้นจะเดินมุ่งหน้าตรงมาวิหารด้วยพุทธานุภาพ ชาวบริษัทที่นั่งฟ้งธรรมอยู่ เห็นนางเดินเข้ามา ก็ร้องบอกกันว่า"พระบรมศาสดากำลังแสดงธรรมอย่าให้หญิงบ้านี้เข้ามานะ" พระบรมศาสดารับสังว่า "พวกท่านจงเปิดทางให้นาง อย่าได้ห้ามนางเลย" เมื่อนางเข้ามายืนอยู่ใกล้เบื้องพระพักตร์แล้ว ก็ทรงตรัสปลอบประโลมด้วยพระมหากรุณาธิคุณว่า "เธอจงได้สติกลับคืนเถิด น้องหญิง"นางปฏาจาราอาศัยพุทธานุภาพ ได้ยินพระสุรเสียงไพเราะดุจเสียงหรหมที่ทรงเปล่งด้วยพระมหากรุณาธิคุณนั้น ก็ได้สติกลับคืนมาในขณะนั้นนั่นเอง

      พอได้สติแล้ว ก็รู้ว่าตนไร้เสื้อผ้า เกิดความละอาย ก็ทรุดต้วลงนั่งยองๆ บุรุษท่านหนึ่งเปลื้องผ้าห่มโยนมาให้ นางนุ่งห่มผ้านั้นแล้วก็เข้าไปถวายบังคมทูลพระบรมศาสดาถึงเรื่องราวที่พ่านมา พร้อมกับขอให้พระองค์เป็นที่พึงแก่นางด้วย พระบรมศาสดาทรงตรัสปลอบนางเพื่อให้คลายความเศร้าโศกเสียใจ จิตใจจักยอมรับความจริงได้หนักแน่นขึ้น ด้วยพรมหากรุณาธิคุณว่า " ดูก่อนปฏาจารา เธออย่าได้คิดมากไปเลย เธอได้มาสู่สำนักของเราผู้สามารถเป็นที่พึ่งของเธอได้แน่นอน ก็ในส้งสารวัฏอันยาวนานนี้ น้ำตาของเธอที่ร้องให้ ในเวลาบุตรเป็นต้นตายไปดุจในบัดนี้นั้น มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 รวมกันเสียอีก" เมื่ทรงทราบว่า นางมีขันติธรรมเข้มแข็งสามารถรับรู้ความจริงได้เป็นอย่างดีแล้ว ก็แสดงธรรมโปรดนาง ด้วยพระคาถาว่า"น สนฺติ ปุตตา ตาณาย"เป็นต้น จบพระธรรมเทศนานางก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน นี่คือขันติธรรมตามสภาวะที่เป็นลักษณะเฉพาะ หาใช่ตามที่เข้าใจกันไม่ จักเป็นไปได้เช่นไร ก็ในเมื่อตัวสภาวะที่เป็นองค์ธรรมก็ผิดอย่างเห็นประจักษ์ ต่อไปจะหาโอกาสสำทับสภาวะดังกล่าวด้วยการนำเสนอชาดกที่เป็นขันติบารมีชัดๆเพิ่มให้เพื่อนสหธรรมิคได้เข้าใจยิ่งขึ้นครับ


-----------------------

ข้อสังเกต -

- "เมตตา" ธรรมที่จัดอยู่ในหมวดพรหมวิหาร ๔, มีสัตวบัญญัติเป็นอารมณ์ (ปิยมนาปสัตวบัญญัติ) องค์ธรรมคือ อโทสะ ไม่โกรธแล้ว ยังแสดงอาการรักไคร่ปรารถนาดีต่อผู้อื่นด้วย

- "ขันติ" (อโทสะ) มีอารมณ์ได้ทั้ง กาม,มหัคคต,บัญญัติ,โลกุตตร-อารมณ์ / ความหมายของอโทสะที่เป็นขันติ จึงกว้างกว่าเมตตาอโทสะ ... คือลักษณะของขันติอโทสะ ได้แก่ มีความอดทนต่อความยากลำบาก, ความทุกข์-ต่อคำว่ากล่าวติฉินนินทาของผู้อื่น...อดทนต่ออิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์...ไปจนถึงอดทนต่อความหนาว-เย็น-ร้อน...หิว,กระหาย...ฯ


[full-post]

ปกิณกธรรม,เมตตา,อโทสะ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.