สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ปลิโพธ มี ๑๐ อย่าง คือ

      ๑. อาวาสปลิโพธ

   บรรดาปลิโพธ ๑๐ นั้น อาวาสนั้นแหละ ชื่อว่า อาวาสปลิโพธ ในปลิโพธทั้งหลาย มีตระกูลเป็นต้น ก็นัยนี้

   บรรดาคำเหล่านั้น แม้ห้องน้อยห้องหนึ่ง แม้บริเวณแห่งหนึ่ง แม้สังฆารามทั้งสิ้น ก็เรียกว่า อาวาส อาวาสนั้นมิใช่เป็นปลิโพธแก่ภิกษุทุกรูปทีเดียว ก็ในอาวาสนี้ ภิกษุใดต้องขวนขวายในนวกรรมเป็นต้น หรือเป็นผู้มีการสั่งสมภัณฑะไว้มาก หรือเป็นผู้มีความเพ่งเล็ง มีจิตปฏิพัทธ์ด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง อาวาสนั้นย่อมเป็นปลิโพธแก่ภิกษุนั้น เท่านั้น หาเป็นแก่ภิกษุนอกนี้ไม่

   ต้วอย่างอาวาสไม่เป็นปลิโพธ

   ในความไม่มีปลิโพรนั้น มีเรื่องตัวอย่างดังต่อไปนี้

   เล่ากันมาว่า กุลบุตร ๒ คน ออกจากเมืองอนุราธปุระ ไปบวชที่ถูปารามโดยลำดับ บรรดาภิกษุ ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งสวดปาติโมกข์ทั้ง ๒ ได้คล่องแคล่ว มีพรรษาครบ ๕ ปวารณาแล้ว ได้ไปในถิ่นนามว่า ปาจีนขัณฑราชี รูปหนึ่งอยู่ที่ถูปารามนั้นแหละ. 

   ภิกษุรูปที่ไปปาจีนขัณฑราชีอยู่ ณ ที่นั้นเป็นเวลานาน เป็นพระเถระ คิดว่า “สถานที่ นี้เหมาะสมแก่การหลีกเร้น อย่างกระนั้นเลย เราจะบอกสถานที่เหมาะสมแก่การหลีกเร้น แก่พระสหายด้วย” จึงออกจากปาจีนขัณฑราชีนั้น เข้าไปสู่ถูปารามโดยลำดับ

   ก็พระเถระผู้มีพรรษาเสมอกันเห็นพระเถระนั้นกำลังเข้ามาอยู่นั่นเทียว ได้ต้อนรับ รับบาตรและจีวร แล้วทำวัตร

   พระเถระอาคันตุกะเข้าไปสู่เสนาสนะแล้ว คิดว่า “บัดนี้ พระสหายของเราจักส่ง เนยใส หรือน้ำอ้อย หรือน้ำปานะมาให้ เพราะสหายนี้อยู่ในเมืองนี้มานาน” ท่านไม่ได้ ในตอนกลางคืน คิดในตอนเช้าว่า “บัดนี้ คงจักส่งของเคี้ยวของฉันที่พวกอุปัฏฐากถือ เอามา” แม้ของเคี้ยวของฉันนั้นก็มิได้เห็น จึงคิดว่า “ผู้ที่ส่งมาคงไม่มี คงจะถวายแก่พระที่เข้าไปหา” ตอนเช้าได้เข้าไปบ้านพร้อมกับพระสหายนั้น

   พระทั้ง ๒ รูปนั้นเที่ยวไปยังถนนสายหนึ่ง ได้ยาคูเพียงกระบวยเดียว ได้นั่งฉัน ณ หอฉัน

   ลำดับนั้น พระอาคันตุกะคิดว่า “ยาคูประจำเห็นจะไม่มี ในเวลาภัตตาหารชาวบ้านคงจะถวายภัตตาหารอันประณีต"

   ลำดับนั้น แม้ในเวลาภัตตาหาร ทั้ง ๒ รูป ได้เที่ยวบิณฑบาตแล้วฉันเฉพาะภัตที่ได้ เท่านั่น

   อีกรูปหนึ่งจึงพูดว่า “ท่านขอรับ ท่านเลี้ยงชีพอยู่อย่างนี้ตลอดเวลาทั้งหมดหรือ ? “ใช่แล้ว อาวุโส"

   “ท่านขอรับ ถิ่นปาจีนบัณฑราชมีความผาสุก เราไป ที่นั้นเถิด” อีกรูปหนึ่งชวน พระเถระออกจากพระนครทางประตูด้านทักษิณ เดินทางไปบ้านช่างหม้อ อีกรูปหนึ่งจึงพูดว่า     

   “ท่านขอรับ ก็ท่านเดินมาทางนี้ทำไม ? 

   “อาวุโส ท่านได้กล่าวคุณของปาจีนขัณฑราชีมิใช่หรือ" ?

   “ท่านขอรับ ในสถานที่ที่ท่านอยู่มาตลอดเวลาเท่านี้ ไม่มีบริขารที่เหลือเฟือบ้าง หรือ” ?

   “อาวุโส มีอยู่ เตียงตั่งเป็นของสงฆ์ เตียงตั่งนั้นได้เก็บไว้แล้วทีเดียว อย่างอื่น อะไร ๆ ไม่มี"

   “ท่านขอรับ ของผมมีไม้เท้า ทะนานน้ำมัน และถุงใส่รองเท้า อยู่ ณ ที่พักนั้น แหละ” พระเถระอาคันตุกะบอก

   “อาวุโส ท่านอยู่ชั่ววันเดียว วางของเท่านี้หรือ" ? พระเจ้าถิ่นพูด 

   พระอาคันตุกะตอบว่า “ใช่แล้วขอรับ”

   พระอาคันตุกะนั้นมีใจเลื่อมใส ไหว้พระเถระแล้ว พูดว่า “ท่านขอรับ สำหรับภิกษุ เช่นท่านทั้งหลาย ที่ทุกแห่งก็เป็นการอยู่ป่าทั้งนั้น ถูปารามเป็นสถานที่บรรจุพระบรมธาตุ ของพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ ที่โลหปราสาทก็ได้สัปปายะ คือ การฟังธรรม การเห็น

พระมหาเจดีย์ และการเห็นพระเถระ ย่อมเป็นไปเหมือนครั้งพุทธกาล นิมนต์พระคุณท่าน อยู่ที่นี่แหละ” ดังนี้. รุ่งขึ้น ได้ถือบาตรและจีวรไปแต่ลำพังตน

   อาวาสไม่เป็นปลิโพธแก่ภิกษุเช่นนี้เลย

      ๒. กุลปลิโพธ

   คำว่า ตระกูล ได้แก่ ตระกูลญาติ หรือตระกูลอุปัฏฐาก เพราะแม้ตระกูลอุปัฏฐาก ก็ย่อมเป็นปลิโพธแก่ภิกษุบางรูปผู้อยู่อย่างคลุกคลี โดยนัยมีอาทิว่า “เมื่อเขามีสุขกัน เรา ก็มีสุขด้วย” ดังนี้ ภิกษุนั้นเว้นจากคนในตระกูลทั้งหลาย ก็จะไม่ไปแม้วัดที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อจะฟังธรรม สำหรับภิกษุบางรูป แม้มารดาบิดาก็ไม่เป็นปลิโพธ เหมือนภิกษุหนุ่มผู้ เป็นหลานของพระเถระสำนักวัดโกรันทกวิหาร

      ตัวอย่างเรื่องภิกษุหนุ่ม

   เล่ากันมาว่า ภิกษุหนุ่มนั้นได้ไปยังโรหณชนบทเพื่ออุทเทส แม้อุบาสิกาผู้เป็นพี่สาวของพระเถระ ก็ถามข่าวของเธอกะพระเถระทุกเมื่อ.

   อยู่มาวันหนึ่ง พระเถระคิดว่า “เราจักพาภิกษุหนุ่มมา” จึงได้บ่ายหน้าไปยังโรหณชนบท

   ฝ่ายภิกษุหนุ่มก็คิดว่า “เราอยู่ที่นี้มานานแล้ว บัดนี้ จักไปเยี่ยมพระอุปัชฌาย์และ ทราบข่าวของมารดา แล้วจึงกลับมา” แล้วเดินทางออกจากโรหณชนบท.

   ทั้ง ๒ รูปนั้นมาเจอกันที่ฝั่งแม่น้ำ ภิกษุหนุ่มนั้นได้ทำวัตรแก่พระเถระ ณ โคนต้นไม้ แห่งหนึ่ง พระเถระถามว่า “เธอจะไปไหน” ได้บอกความนั้นทีเดียว

   พระเถระพูดว่า “เธอทำดีแล้ว แม้อุบาสิกาก็ถามอยู่ทุกเมื่อ แม้ฉันก็มาเพื่อประ โยชน์นี้แหละ ไปเถิดเธอ ส่วนฉันจักจำพรรษา ณ ประเทศนี้แหละ” แล้วได้ส่งภิกษุนั้นไป

   ภิกษุหนุ่มนั้นไปถึงวิหารนั้นในวันเข้าพรรษาทีเดียว แม้เสนาสนะที่โยมผู้ชายสร้าง

ไว้ทีเดียว ก็ได้ถึงแก่เธอ.

   ครั้นวันรุ่งขึ้น โยมผู้ชายของภิกษุหนุ่มนั้นได้มาถามว่า “ท่านขอรับ เสนาสนะของ พวกผมถึงแก่ภิกษุรูปไหน" ? ได้ทราบว่า ถึงแก่ภิกษุหนุ่มผู้เป็นอาคันตุกะ จึงได้เข้าไปหา ภิกษุหนุ่มนั้น แล้วพูดว่า “ท่านขอรับ มีธรรมเนียมสำหรับภิกษุผู้เข้าจำพรรษาที่เสนาสนะ ของพวกผม"

   “อะไรเล่า อุบาสก” ภิกษุหนุ่มถาม

   “ต้องรับภิกษาในเรือนของพวกผมเท่านั้นตลอดไตรมาส เวลาปวารณาแล้วจะไปต้องบอกลา” โยมตอบ

   ภิกษุหนุ่มนั้นรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ.

   ฝ่ายอุบาสกไปบ้านแล้วพูดว่า “พระผู้เป็นเจ้าอาคันตุกะรูปหนึ่ง เข้าจำพรรษาอยู่ ณ อาวาสของพวกเรา ต้องอุปัฏฐากโดยเคารพ"

   อุบาสิการับคำว่า “สาธุ” แล้วจัดของเคีัยวของฉันอันปราณีตถวาย

   ฝ่ายภิกษุหนุ่มได้ไปเรือนของญาติในเวลาภัตตาหาร ใคร ๆ จำเธอไม่ได้เลย. 

   ภิกษุหนุ่มนั้น ฉันบิณฑบาตที่เรือนของญาตินั้น อยู่จำพรรษาแม้ตลอดไตรมาส บอกลาว่า “อาตมาจะไปละ"

   ครั้นพวกญาติของท่านพูดว่า “พรุ่งนี้ค่อยไปเถิด ขอรับ” รุ่งขึ้นนิมนต์ให้ฉันในเรือนนั่นแหละ บรรจุทะนานน้ำมัน ถวายก้อนน้ำอ้อยงบหนึ่ง และผ้ายาวเก้าศอก แล้ว พูดว่า “นิมนต์ไปเถิด ขอรับ”

   ภิกษุหนุ่มนั้นกระทำอนุโมทนาเสร็จแล้ว เดินทางบ่ายหน้าไปยังโรหณชนบท

   ฝ่ายพระอุปัชฌาย์ของเธอปวารณาแล้วเดินสวนทางมา ได้พบภิกษุหนุ่มนั้นตรงที่เดิมนั่นเอง เธอไหว้พระเถระ แล้วได้ทำวัตรแก่พระเถระที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ครั้นแล้วพระ เถระได้ถามเธอว่า “พ่อหน้างาม เธอได้พบอุบาสิกาแล้วหรือ" ?

   ภิกษุหนุ่มนั้นตอบว่า “ขอรับ กระผม” ได้บอกความเป็นไปทั้งปวง ได้ทาเท้าทั้ง ๒ ของพระเถระด้วยน้ำมัน ท่าน้ำปานะด้วยงบน้ำอ้อย แล้วได้ถวายผ้าแม้นั้นแก่พระเถระ นั่นแหละ ไหว้พระเถระแล้วกล่าวว่า “ท่านขอรับ โรหณชนบทเท่านั้นเป็นสัปปายะแก่ผม" ได้ไปแล้ว แม้พระเถระมาวิหารแล้ว รุ่งขึ้นได้เข้าไปยังโกรันทุกคาม

   ฝ่ายอุบาสิกายืนมองดูทางอยู่ทุกเมื่อ ด้วยคิดว่า “พระพี่ชายคงพาพระลูกชายมาในบัดนี้” นางเห็นพระเถระมาแต่รูปเดียวเท่านั้น คิดว่า “พระลูกชายของเราคงมรณภาพ แล้ว พระเถระนี้จึงมาแต่รูปเดียวเท่านั้น” ได้หมอบแทบเท้าของพระเถระ ร้องไห้คร่ำ ครวญอยู่

   พระเถระคิดว่า “ภิกษุหนุ่มไม่ทำตัวให้เขารู้จัก ได้ไปแล้วเพราะความเป็นผู้มักน้อย แน่นอน” แล้วได้ปลอบอุบาสิกานั้น บอกความเป็นไปทั้งปวง แล้วนําเอาผ้านั้นออกมาจากถุงใส่บาตรมาแสดง

   อุบาสิกาเลื่อมใส หันหน้าไปทางทิศที่พระลูกชายไปแล้ว นอนนมัสการด้วยอก พูดว่า “พระผู้มีพระภาคเห็นจะทำภิกษุเช่นกับพระลูกชายของเราเล่าหนอให้เป็นกายสักขี แล้วทรงแสดง รถวินีตปฏิปทา นาลกปฏิปทา ตุวัฏฏกปฏิปทา และมหาอริยวังสปฏิปทา ซึ่งแสดงความสันโดษในปัจจัยสี่และความเป็นผู้มีภาวนาเป็นที่มายินดี ธรรมดาว่า แม้คน ที่บริโภคอยู่ตลอดไตรมาสในเรือนของแม่บังเกิดเกล้า จะไม่พูดว่า “อาตมาเป็นลูก โยม เป็นแม่” ดังนี้ เป็นมนุษย์อัศจรรย์แท้

   ภิกษุเห็นปานฉะนี้ แม้มารดาและบิดาก็ยังไม่เป็นปลิโพธิ์ ตระกูลอุปัฏฐากอื่นไม่ ต้องพูดถึงเลย ฉะนี้.

       ๓. ลาภปลิโพธ

   คำว่า ลาภ ได้แก่ ปัจจัยสี่

   ลากเหล่านั้นเป็นปลิโพ อย่างไร ?

   คือ ภิกษุผู้มีบุญ คนทั้งหลายย่อมถวายปัจจัยมีของบริวารมาก ในที่ที่ท่านไปถึง แล้ว ๆ ภิกษุผู้มีบุญนั้นอนุโมทนาแสดงธรรมแก่เขาทั้งหลาย ย่อมไม่ได้โอกาสเพื่อบำเพ็ญ สมณธรรม ตั้งแต่อรุณขึ้นจนถึงปฐมยามคลุกคลีอยู่กับคนไม่ขาด แถมตอนเช้ามืด พวกภิกษุเป็นผู้มักมากมีการบิณฑบาตเป็นปรกติยังมา แล้วย่อมกล่าวว่า “ท่านขอรับ อุบาสก โน้น อุบาสิกาโน้น อำมาตย์โน้น ธิดาอำมาตย์โน้น ต้องการพบท่าน"

   ภิกษุผู้มีบุญนั้นพูดว่า “อาวุโส ช่วยถือบาตรและจีวรไว้ที” ต้องเตรียมเดินทางเป็นผู้ขวนขวายเป็นนิตย์ทีเดียว ปัจจัยเหล่านั้นย่อมเป็นปลิโพธแก่ภิกษุผู้มีบุญนั้นทีเดียว เธอจำต้องละพวกหมู่เที่ยวไปแต่ผู้เดียวในสถานที่ที่คนทั้งหลายไม่รู้จักเธอ อย่างนี้จึงเป็นอันดัดปลิโพธนั้นได้แล

        ๔. คณปลิโพธ

   คำว่า คณะ ได้แก่ คณะผู้ศึกษาพระสูตรหรือคณะผู้ศึกษาพระอภิธรรม ภิกษุใด เมื่อให้อุทเทสหรือปริปุจฉาแก่คณะนั้น ย่อมไม่ได้โอกาสแห่งสมณธรรม คณะจึงเป็น ปลิโพธแก่ภิกษุนั้นแหละ ภิกษุนั้นต้องตัดคุณปลิโพธนั้นอย่างนี้

   ถ้าภิกษุเหล่านั้นเรียนไปได้มากแล้ว ยังเหลืออยู่น้อย ก็พึงทำการสอนนั้นให้จบ แล้วจึงเข้าป่า ถ้าเรียนได้เล็กน้อยยังเหลืออยู่มาก ไม่ไปเกิน ๑ โยชน์ พึงเข้าไปหาอาจารย์ ผู้สอนคณะรูปอื่น แล้วพูดว่า “ขอท่านจงช่วยอนุเคราะห์ภิกษุเหล่านี้ด้วยอุทเทสเป็นต้น เถิด” เมื่อไม่ได้อย่างนี้ พึงพูดว่า “อาวุโสทั้งหลาย ผมมีกิจธุระอยู่อย่างหนึ่ง ขอพวก ท่านจงไปยังสถานที่ตามความผาสุกเถิด” ดังนี้ แล้วจึงละหมู่คณะไปทำการงานของตนแล.

       ๕. กัมมปลิโพธ

   คำว่า การงาน ได้แก่ นวกรรม (การก่อสร้าง) ภิกษุเมื่อทำนวกรรมนั้น ต้องรู้งาน ที่ช่างเป็นต้นได้แล้วและยังไม่ได้ ต้องขวนขวายในงานที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้น จึงมีปลิโพธทุกเมื่อ กัมมปลิโพธแม้นั้นต้องตัดไปอย่างนี้ ถ้านวกรรมมีเหลืออยู่น้อย ต้องทำให้สำเร็จ ถ้ายังเหลืออยู่มาก ถ้าเป็นนวกรรมของสงฆ์ ต้องมอบแก่สงฆ์หรือแก่ภิกษุผู้นำภาระของสงฆ์ทั้งหลาย ถ้าเป็นนวกรรมของตน ต้องมอบแก่ผู้นำภาระทั้งหลายของตน เมื่อไม่ได้ภิกษุทั้งหลายเช่นนั้น ต้องสละแก่สงฆ์ แล้วไปเถิด

       ๖. อัทธานปลิโพธ

   คำว่า การเดินทางไกล ได้แก่ การไปในหนทาง ก็ภิกษุรูปใดมีบรรพชาเปกข์อยู่ใน ที่ไหน ๆ หรือมีปัจจัยอะไร ๆ ที่จะพึงได้ ถ้าไม่ได้ดังนั้น ก็ไม่อาจจะวางเฉยได้ แม้เมื่อ

เข้าป่าแล้วกระทำสมณธรรมอยู่ ชื่อว่า จิตที่คิดจะไปย่อมเป็นธรรมชาติที่บรรเทาได้ยาก เพราะเหตุนั้น พึงพิจารณากิจธุระนั้นแหละ แล้วกระทำความขวนขวายในสมณธรรมเกิด ฉะนี้แล

       ๗. ญาติปลิโพธ

   คำว่า ญาติ ความว่า ในวัด ได้แก่ พระอาจารย์ พระอุปัชฌาย์ สัทธิวิหาริก อันเต วาสิก ภิกษุร่วมพระอุปัชฌาย์ และภิกษุร่วมพระอาจารย์ ในบ้าน ได้แก่ ญาติทั้งหลาย มีอาทิอย่างนี้ คือ : มารดา บิดา พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว บุคคลเหล่านั้นเจ็บป่วย ย่อมเป็นปลิโพธแก่ภิกษุนี้ เพราะเหตุนั้น ปลิโพธนั้นพึงตัดด้วยการอุปัฏฐาก ทำให้ท่าน เหล่านั้นหายเป็นปรกติเถิด

   บรรดาญาติเหล่านั้น เบื้องต้น พระอุปัชฌาย์อาพาธ ถ้าไม่หายเร็ว พึงอุปัฏฐากตลอดชีวิต พระบรรพชาจารย์ พระอุปสัมปทาจารย์ สัทธิวิหาริก อันเตวาสิก ที่ตนให้อุปสมบท ให้บรรพชา และภิกษุผู้ร่วมพระอุปัชฌาย์ ก็พึงอุปัฏฐากเหมือนอย่างนั้น. ส่วน พระนิสสยาจารย์ พระอุทเทสาจารย์ นิสสยันเตวาสิก อุทเทสันเตวาสิก และภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ ก็พึงปฏิบัติตลอดเวลาที่นิสสัยและอุทเทสยังไม่ขาด เมื่อพอใจก็พึงปฏิบัติ แม้ ยิ่งขึ้นไปก็นั้นนั่นเทียว

   ในมารดาบิดาก็พึงปฏิบัติเหมือนพระอุปัชฌาย์ ก็แม้ถ้าท่านเป็นผู้ตั้งอยู่ในราชสมบัติ และยังหวังการอุปัฏฐากจากบุตร ก็พึงทำอย่างเดียว ถ้าเภสัชของท่านไม่มี ก็พึงให้เภสัชที่เป็นของของตน เมื่อไม่มี แม้จะต้องแสวงหาด้วยการเที่ยวขอให้ทีเดียวก็ได้.

   ส่วนสําหรับพี่ชายน้องชายและพี่สาวน้องสาว ควรปรุงเภสัชที่เป็นของเขาเท่านั้นให้ไป ถ้าไม่มี เอาเภสัชที่เป็นของของตนให้ยืมไป ภายหลังได้คืน ก็พึงรับ ถ้าไม่ได้ ก็ไม่ ต้องทวง.

   สําหรับสามีของพี่สาวน้องสาวผู้มิใช่ญาติ เภสัชไม่ควรทำ ไม่ควรให้ แต่ควรให้แก่พี่สาวน้องสาว โดยพูดว่า “จงให้แก่สามีของท่าน” ดังนี้ แม้ภรรยาของพี่ชายน้องชาย ก็นัยนี้แหละ แต่บุตรธิดาของพี่สาวน้องสาวและพี่ชายน้องชายเหล่านั้น เป็นญาติของ ภิกษุนี้ทีเดียว เพราะเหตุนั้น จะทำแก่เขาเหล่านั้นย่อมสมควร ฉะนี้แล.

       ๘. อาพาธปลิโพธ

   คำว่า อาพาธ ได้แก่ โรคอย่างใดอย่างหนึ่ง โรคนั้นเมื่อเบียดเบียนย่อมเป็นปลิโพธ เพราะเหตุนั้น พึงตัดเสียด้วยการทำเภสัชรักษา แต่ถ้าเมื่อทำเภสัชรักษา แม้สองสามวัน โรคก็ยังไม่หาย พึงติเตียนตนเองว่า “ฉันไม่ใช่เป็นทาสของแก ทั้งไม่ใช่แกเลี้ยงดู เพราะผู้ที่เลี้ยงแก ต้องทุกข์ยากในสังสารวัฏ ที่เบื้องต้นอันบุคคลไปตามอยู่รู้ไม่ได้” ดังนี้ แล้ว บำเพ็ญสมณธรรมเถิด ฉะนี้แล

       ๙. คันถปลิโพธ

   คำว่า คันถะ ได้แก่ การบริหารพระปริยัติ การบริหารพระปริยัตินั้นย่อมเป็นปลิโพธ แก่ผู้ขวนขวายเป็นนิตย์ด้วยกิจทั้งหลายมีการท่องบ่นเป็นต้น ไม่เป็นปลิโพธแก่ภิกษุนอกนี้ 

   ในเรื่องการบริหารพระปริยัติไม่เป็นปลิโพรนั้น มีเรื่องตัวอย่างดังต่อไปนี้

   ๑. เรื่องพระมัชฌิมภาณกเทวเถระ

   เล่ากันมาว่า พระมัชฌิมภาณกเทวเถระ ได้ไปยังสำนักของพระมลยวาสีเทวเถระ แล้วขอกัมมัฏฐาน

   พระเถระถามว่า “อาวุโส ทางปริยัติคุณเป็นเช่นไร ?

   “ท่านผู้เจริญ ผมคล่องแคล่วมัชฌิมนิกาย

   "อาวุโส ธรรมดาว่า มัชฌิมนิกายบริหารได้ยาก เมื่อสังวัธยายมูลปัณณาสก์ มัชฌิมปัณณาสก์ก็จะมา เมื่อสังวัธยายมัชฌิมปัณณาสก์ อุปริปัณณาสก์ก็จะมา กัมมัฏฐาน ของคุณจะมีมาแต่ไหน" ?

   พระมัชฌิมภาณกเทวเถระตอบว่า “ท่านขอรับ ผมได้กัมมัฏฐานในสำนักของ พระคุณท่านแล้ว ผมจะไม่เหลียวแลอีก” ได้รับกัมมัฏฐานแล้วไม่ได้ทำการสังวัธยายตลอด ๑๙ ปี ในปีที่ ๒๐ บรรลุพระอรหัตต์แล้ว พูดแก่ภิกษุทั้งหลายผู้มาเพื่อต้องการสังวัธยาย ว่า “อาวุโส เมื่อผมไม่ได้เหลียวแลพระปริยัติตลอดเวลา ๒๐ ปี แต่ผมได้กระทำการสั่งสม ไว้แล้ว นิมนต์พวกท่านเริ่มในพระปริยัตินี้เถิด ความสงสัยไม่ได้มีแก่ท่านแม้ในพยัญชนะ เดียว โดยตั้งแต่ต้นจนจบ.

       ๒. เรื่องพระนาคเถระ

   ฝ่ายพระนาคเถระสำนักวัดกุรุนธิยคิรีวิหาร ทิ้งปริยัติไป ๑๔ ปี แล้วได้สวดธาตุกาแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นสอบเทียบกับพระเถระฝ่ายคามวาสีทั้งหลาย แม้ปัญหาเดียวมาผิด ลำดับมิได้มีเลย

       ๓. เรื่องพระจูฬาภยเถระ

   แม้ที่วัดมหาวิหาร พระเถระชื่อว่า จุฬาภยะ ผู้ทรงพระไตรปิฎก ยังไม่ได้เรียนอรรถกถาเลย ให้ตีสุวรรณเภรีประกาศว่า “เราจักแปลพระไตรปิฎกในวงปัญจนิกาย"

   ภิกษุสงฆ์กล่าวว่า “เรียนต่ออาจารย์ไหน จงกล่าวเฉพาะที่เรียนต่ออาจารย์เท่านั้นเถิด จะพูดไปนอกเรื่อง พวกเราไม่ยอม"

   แม้พระอุปัชฌาย์ก็ได้ถามเธอผู้มาสู่ที่บำรุงของตนว่า “เธอให้เข้าตีกลองหรือ" ? 

   “ใช่แล้ว ขอรับ”

   “ให้ตีกลองทําไม ?

   “ผมจักแปลพระปริยัติ ขอรับ"

   “คุณอภยะ บทนี้อาจารย์ทั้งหลายว่าไว้อย่างไร" ?

   “อาจารย์ทั้งหลายว่าไว้อย่างนี้ ขอรับ"

   พระเถระปฏิเสธว่า “หึ ๆ”

   พระจุฬาภยเถระนั้นตอบว่า “อาจารย์ทั้งหลายว่าอย่างนี้” โดยปริยายอื่น ๆ อีก ๓ ครั้ง

   พระเถระปฏิเสธว่า หึ ๆ ทั้งหมด แล้วพูดว่า “คุณ...ที่พูดว่าทีแรกนั้นแหละ เป็น แนวทางของอาจารย์ แต่เพราะเธอไม่ได้เรียนจากปากของอาจารย์ จึงไม่สามารถจะยืนยัน ว่า อาจารย์ทั้งหลายว่าไว้อย่างนี้ จงไปฟังในสำนักของอาจารย์ทั้งหลายของตนเถิด”

   “กระผมจะไปที่ไหนเล่า ขอรับ” ?

   “ที่วัดตุลาธารบรรพตวิหาร เขตโรหณชนบท ที่แม่น้ำฝั่งโน้นมีพระมหาธัมมรักขิตเถระ ผู้ชำนาญพระปริยัติทั้งปวงอยู่ เธอจงไปสู่สำนักของท่านเถิด” 

   พระจุฬาภยเถระไหว้พระเถระ พูดว่า “สาธุ กระผม” แล้วได้ไปยังสำนักของพระเถระพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป ไหว้แล้วนั่งอยู่

   พระเถระถามว่า “มาทำไมกันเล่า" ?

   “มาฟังธรรม ขอรับ

   “ท่านอภยะ ผมถูกถามแต่ในทีฆนิกายและมัชฌิมนิกายตลอดกาลโดยกาล ส่วน พระพุทธวจนะที่เหลือ ผมไม่เคยเหลียวแลมาประมาณ ๓๐ ปีแล้ว เอาอย่างนี้ กลางคืน เธอจงแปลในสํานักของฉัน กลางวันฉันจะบอกเล่าแก่เธอ"

   พระอภัยะเถระตอบว่า “ดีแล้ว ขอรับ” แล้วได้ปฏิบัติตามนั้น

   พวกชาวบ้านได้พากันสร้างมหามณฑปไว้ที่ประตูบริเวณ มาเพื่อต้องการฟังธรรม ทุก ๆ วัน

   พระไตรปิฎกที่พระอภัยเถระแปลในตอนกลางคืน พระเถระได้บอกเล่าในตอน กลางวัน ให้เทศนาได้จบลงโดยลำดับ แล้วได้นั่งบนเสื่อในสํานักของพระอภัยเถระ กล่าว ว่า “อาวุโส นิมนต์ท่านบอกกัมมัฏฐานแก่กระผมเถิด”

   “ใต้เท้า พูดอะไร ขอรับ ผมมาฟังในสำนักของใต้เท้านั่นเองมิใช่หรือ ผมจักบอก อะไรที่ใต้เท้าไม่รู้ได้เล่า” ?

   ลำดับนั้น พระเถระได้กล่าวกะพระอภัยเถระนั้นว่า “อาวุโส ชื่อว่าทางของท่านผู้ถึงแล้วนี้ เป็นอย่างอื่น"

   ได้ยินว่า พระอภัยเถระเป็นพระโสดาบันในเวลานั้น

   ครั้งนั้น พระอภัยเถระนั้นได้ให้กัมมัฏฐานแก่พระมหาธัมมรักขิตเถระนั้น แล้วมาแปลพระธรรมที่โลหปราสาท ได้ทราบข่าวว่า พระเถระ (ธัมมรักขิต) นิพพานแล้ว ครั้น แล้วพูดว่า “อาวุโส ท่านทั้งหลายจงนำจีวรมาให้เถิด” ได้ห่มจีวรแล้วกล่าวว่า “อาวุโส ทั้งหลาย อรหัตตมรรคสมควรแก่อาจารย์ของพวกเรา อาวุโสทั้งหลาย อาจารย์ของพวกเราเป็นคนตรง เป็นอาชาไนย ท่านนั่งบนเสื่อในสำนักของธัมมันเตวาสิก กล่าวว่า "นิมนต์บอกกัมมัฏฐานแก่กระผมเถิด" อาวุโสทั้งหลาย อรหัตตมรรคสมควรแก่พระเถระ ดังนี้

   พระเถระทั้งหลายเห็นปานนี้ คันถะไม่เป็นปลิโพธเลย ฉะนี้แล

        ๑๐. อิทธิปลิโพธ

   คำว่า อิทธิ ได้แก่ ฤทธิ์มีในปุถุชน ก็ฤทธิ์นั้นรักษาได้ยาก

เหมือนเด็กอ่อนนอนหงาย และเหมือนข้าวกล้าอ่อน ย่อมแตกได้ด้วยเหตุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อนึ่งฤทธิ์เป็นเพียงปลิโพธของวิปัสสนา ไม่ใช่ของสมาธิ เพราะต้องได้สมาธิแล้วจึงจะพึงถึงได้ เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้ต้องการวิปัสสนา พึงตัดอิทธิปลิโพธ ภิกษุนอกนี้ พึงตัดปลิโพธที่เหลือ(วิสุทธิมรรค ปลิโพธ ๑๐)

[full-post]

ปลิโพธ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.