เรื่องเพี้ยนๆ ที่ควรเรียนให้รู้ทัน (๒)
-----------------------------------
ในสังคมไทย มีเรื่องเพี้ยนๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอยู่หลายเรื่อง ขอยกมาพูดสัก ๓ เรื่อง คือ เรื่องบวช เรื่องใส่บาตร และเรื่องทอดกฐิน
๒ เรื่องใส่บาตร
ชาวพุทธเรานิยมใส่บาตรทุกเช้า หลายคนทำเป็นกิจวัตร ขาดไม่ได้ และเชื่ออย่างมั่นใจว่า เรากำลังทำบุญอันเป็นความดีในพระพุทธศาสนา
แต่เชื่อว่ามีชาวพุทธส่วนน้อยเท่านั้นที่เคยสอบสวนสืบค้นอย่างจริงจังและถึงที่สุดว่า เรามีเหตุผลอะไรที่ศรัทธาในการทำบุญใส่บาตร
แต่เชื่อว่ามีชาวพุทธส่วนน้อยเท่านั้นที่เคยสอบสวนสืบค้นอย่างจริงจังและถึงที่สุดว่า เรามีเหตุผลอะไรที่ศรัทธาในการทำบุญใส่บาตร
เหตุผลที่ใส่บาตรเท่าที่ประมวลได้น่าจะมี ๓ ประการ คือ
๑ เพื่ออุทิศส่วนบุญให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
๒ เพราะอยากได้บุญ
๓ เพื่ออุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสามเณร
๒ เพราะอยากได้บุญ
๓ เพื่ออุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสามเณร
ข้อ ๑ ใส่บาตรเพื่ออุทิศส่วนบุญไปให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เช่นที่พูดกันว่า ใส่บาตรให้พ่อ ใส่บาตรให้แม่ เรื่องในคัมภีร์ที่นิยมยกมาอ้างสนับสนุนเหตุผลข้อนี้คือเรื่องเปรตญาติพระเจ้าพิมพิสาร (มักเรียกลัดๆ ว่า “เปรตพระเจ้าพิมพิสาร” ชวนให้เข้าใจผิดว่าพระเจ้าพิมพิสารเป็นเปรต)
เรื่องย่อๆ คือ ญาติในอดีตชาตินานไกลของพระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งแคว้นมคธในสมัยพุทธกาลทำบาปไปเกิดเป็นเปรต มาในชาตินี้เมื่อพระเจ้าพิมพิสารถวายทานแด่พระพุทธองค์และหมู่ภิกษุ มิได้ทรงอุทิศส่วนบุญให้ เปรตที่เป็นญาติจึงมาสำแดงตัวในสภาพอดอยากหิวโหย ต่อเมื่อเจ้าพิมพิสารถวายทานแล้วอุทิศส่วนบุญให้ เปรตเหล่านั้นได้รับส่วนบุญก็มาสำแดงตัวที่พรั่งพร้อมด้วยทิพยสมบัติให้เห็น
........................................................
อรรถกถาติโรกุฑฑสูตร
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=8
........................................................
การถวายทานอุทิศให้ผู้ล่วงลับนี้ พวกพราหมณ์ทำกันมาก่อนแล้ว เรียกว่า ทักษิณานุประทาน พราหมณ์ให้ทานแก่พราหมณ์ แต่ชาวพุทธเราถวายทานแก่พระ
บางท่านมีประสบการณ์ส่วนตัวยืนยันว่า ญาติที่ล่วงลับมาสื่อให้รู้ว่า-ที่ใส่บาตรไปให้นั้นได้รับแล้ว ขอบใจมาก-ประมาณนี้
ใส่บาตรให้พระไปถึงผู้ล่วงลับได้อย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พึงศึกษาให้เข้าใจ แต่ที่ต้องเข้าใจให้ถูกก็คือ พระไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ทำหน้าที่เอาของที่ใส่บาตรไปส่งให้ผู้ล่วงลับ-ดังที่หลายๆ ท่านมองว่าเป็นเช่นนั้น
ข้อ ๒ ใส่บาตรเพราะอยากได้บุญ คือไม่ได้มีเจตนาจะอุทิศส่วนบุญให้ใครทั้งนั้น แต่ได้รู้มาว่าใส่บาตรเป็นการทำบุญ และเข้าใจว่า “บุญ” เป็นของดี อาจให้ผลในชาตินี้และชาติหน้า ก็อยากได้บุญ ก็จึงใส่บาตร เหตุผลมีเท่านี้
ข้อ ๓ ใส่บาตรเพื่ออุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสามเณร ข้อนี้สำคัญที่สุดและตรงตามเจตนารมณ์ของการใส่บาตรที่สุด แต่เป็นข้อที่คนใส่บาตรส่วนมากนึกถึงน้อยที่สุด
ข้อนี้ต้องถอยไปตั้งหลักกันที่จุดกำเนิดของพระสงฆ์
ว่าย่อๆ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่แสดงหนทางปฏิบัติไปสู่ความพ้นทุกข์ พระพุทธองค์ผู้เป็นเจ้าของพระศาสนาทรงชี้ทางไว้ว่า การปฏิบัติไปสู่ความพ้นทุกข์จะได้ผลดีต้องออกจากเรือนไปสู่ความเป็นผู้ไม่มีบ้านเรือน มีหลักมีเกณฑ์ในการครองชีวิตอีกแบบหนึ่งต่างจากผู้ครองเรือน
คำแนะนำนี้มีตัวพระพุทธองค์เองเป็นบทพิสูจน์ และต่อมาก็มีพระสงฆ์สาวกทั้งหลายเป็นพยานยืนยัน
พระสงฆ์สาวกทั้งหลาย แต่เดิมก็คือชาวบ้านธรรมดาเหมือนเราท่านนี่เอง ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวที่ไหน เป็นชาวบ้านที่ฟังคำสอนแล้วเกิดศรัทธา
แล้วออกบวช
แล้วปฏิบัติตาม
แล้วบรรลุธรรม
ที่ยังไม่บรรลุก็พยายามปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบเพื่อบรรลุในโอกาสต่อไป
นี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่มีเพศบรรพชิตเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา
ฝ่ายชาวบ้านที่มีศรัทธา แต่ยังไม่พร้อมที่จะออกบวช เมื่อได้เห็นพวกที่พร้อมกว่าได้ออกบวชไปแล้ว ก็มีแก่ใจสนับสนุนด้วยปัจจัยต่างๆ เพื่อให้ผู้ออกบวชมีความสะดวกในการครองชีพ จะได้มุ่งปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบเพื่อบรรลุธรรมต่อไป ไม่ต้องห่วงการทำงานหาเลี้ยงชีพ
นี่คือเหตุผลต้นเดิมที่ชาวพุทธมีศรัทธาในการใส่บาตร-คือในการอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์สามเณร อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา
และที่ว่าถวายทานแก่พระสงฆ์ได้บุญมากกว่าให้ทานแก่สัตว์ แก่คนธรรมดา ก็ด้วยเหตุผลข้อนี้แหละ
คือเหตุผลที่ว่า-เป็นการสนับสนุนให้คนดำเนินไปสู่ความพ้นทุกข์
ถึงตัวเองจะยังไปไม่ได้ แต่ก็สนับสนุนคนที่ไปได้
ถามว่า ทุกวันนี้คนที่ใส่บาตรคิดไปให้ถึงเหตุผลต้นเดิมตรงนี้กันบ้างหรือเปล่า?
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ควรตระหนักก็คือ การใส่บาตรผูกติดอยู่กับการออกบิณฑบาต
เพราะมีพระภิกษุสามเณรออกบิณฑบาต จึงมีญาติโยมใส่บาตร
ถ้าพระภิกษุสามเณรไม่ออกบิณฑบาต ญาติโยมจะใส่บาตรให้ใคร?
บรรพชิตในพระพุทธศาสนามีกิจสำคัญคือปฏิบัติธรรมขัดเกลาตนเอง ไม่มีกิจในการผลิตอาหาร แต่เมื่อยังต้องกินอาหาร ก็ต้องมีหลักเกณฑ์และวิธีการในการ “หากิน” ซึ่งพระพุทธองค์ทรงวางระบบไว้ว่า -
........................................................
ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา
วิถีชีวิตสงฆ์อาศัยโภชนะคือคำข้าวอันหาได้ด้วยกำลังปลีแข้ง (คือออกบิณฑบาต)
ที่มา: มหาขันธกะ วินัยปิฎก มหาววรรค ภาค ๑
พระไตรปิฎกเล่ม ๔ ข้อ ๘๗
........................................................
หลักข้อนี้ควรเป็นเหตุให้ชาววัดและชาวบ้านระลึกถึงหน้าที่ของกันและกัน
ชาววัด ออกบิณฑบาตให้ได้อาหารยังชีพเพื่อมีกำลังปฏิบัติธรรม
ชาวบ้าน ใส่บาตรเพื่อให้พระภิกษุสามเณรมีกำลังปฏิบัติธรรม
ถ้าต่างฝ่ายต่างระลึกเช่นนี้ก็จะทำหน้าที่โดยไม่ผิดเพี้ยน
ฝ่ายพระภิกษุสามเณร ทุกวันที่ออกบิณฑบาตก็ระลึกว่า-นี่เป็นกิจที่ต้องทำเพียงเพื่อให้ได้อาหารยังชีพมีกำลังปฏิบัติธรรมเท่านั้น
ฝ่ายญาติโยมชาวบ้าน ทุกครั้งที่ใส่บาตรก็ระลึกว่า-นี่คือการถวายกำลังกายและกำลังใจให้พระภิกษุสามเณรท่านมีกำลังปฏิบัติธรรม
ถ้าโยงกันอยู่ได้เช่นนี้ -
พระออกโปรดก็ไม่พลาด
โยมใส่บาตรก็ไม่เพี้ยน[full-post]
เรื่องย่อๆ คือ ญาติในอดีตชาตินานไกลของพระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งแคว้นมคธในสมัยพุทธกาลทำบาปไปเกิดเป็นเปรต มาในชาตินี้เมื่อพระเจ้าพิมพิสารถวายทานแด่พระพุทธองค์และหมู่ภิกษุ มิได้ทรงอุทิศส่วนบุญให้ เปรตที่เป็นญาติจึงมาสำแดงตัวในสภาพอดอยากหิวโหย ต่อเมื่อเจ้าพิมพิสารถวายทานแล้วอุทิศส่วนบุญให้ เปรตเหล่านั้นได้รับส่วนบุญก็มาสำแดงตัวที่พรั่งพร้อมด้วยทิพยสมบัติให้เห็น
........................................................
อรรถกถาติโรกุฑฑสูตร
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=8
........................................................
การถวายทานอุทิศให้ผู้ล่วงลับนี้ พวกพราหมณ์ทำกันมาก่อนแล้ว เรียกว่า ทักษิณานุประทาน พราหมณ์ให้ทานแก่พราหมณ์ แต่ชาวพุทธเราถวายทานแก่พระ
บางท่านมีประสบการณ์ส่วนตัวยืนยันว่า ญาติที่ล่วงลับมาสื่อให้รู้ว่า-ที่ใส่บาตรไปให้นั้นได้รับแล้ว ขอบใจมาก-ประมาณนี้
ใส่บาตรให้พระไปถึงผู้ล่วงลับได้อย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พึงศึกษาให้เข้าใจ แต่ที่ต้องเข้าใจให้ถูกก็คือ พระไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ทำหน้าที่เอาของที่ใส่บาตรไปส่งให้ผู้ล่วงลับ-ดังที่หลายๆ ท่านมองว่าเป็นเช่นนั้น
ข้อ ๒ ใส่บาตรเพราะอยากได้บุญ คือไม่ได้มีเจตนาจะอุทิศส่วนบุญให้ใครทั้งนั้น แต่ได้รู้มาว่าใส่บาตรเป็นการทำบุญ และเข้าใจว่า “บุญ” เป็นของดี อาจให้ผลในชาตินี้และชาติหน้า ก็อยากได้บุญ ก็จึงใส่บาตร เหตุผลมีเท่านี้
ข้อ ๓ ใส่บาตรเพื่ออุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสามเณร ข้อนี้สำคัญที่สุดและตรงตามเจตนารมณ์ของการใส่บาตรที่สุด แต่เป็นข้อที่คนใส่บาตรส่วนมากนึกถึงน้อยที่สุด
ข้อนี้ต้องถอยไปตั้งหลักกันที่จุดกำเนิดของพระสงฆ์
ว่าย่อๆ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่แสดงหนทางปฏิบัติไปสู่ความพ้นทุกข์ พระพุทธองค์ผู้เป็นเจ้าของพระศาสนาทรงชี้ทางไว้ว่า การปฏิบัติไปสู่ความพ้นทุกข์จะได้ผลดีต้องออกจากเรือนไปสู่ความเป็นผู้ไม่มีบ้านเรือน มีหลักมีเกณฑ์ในการครองชีวิตอีกแบบหนึ่งต่างจากผู้ครองเรือน
คำแนะนำนี้มีตัวพระพุทธองค์เองเป็นบทพิสูจน์ และต่อมาก็มีพระสงฆ์สาวกทั้งหลายเป็นพยานยืนยัน
พระสงฆ์สาวกทั้งหลาย แต่เดิมก็คือชาวบ้านธรรมดาเหมือนเราท่านนี่เอง ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวที่ไหน เป็นชาวบ้านที่ฟังคำสอนแล้วเกิดศรัทธา
แล้วออกบวช
แล้วปฏิบัติตาม
แล้วบรรลุธรรม
ที่ยังไม่บรรลุก็พยายามปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบเพื่อบรรลุในโอกาสต่อไป
นี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่มีเพศบรรพชิตเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา
ฝ่ายชาวบ้านที่มีศรัทธา แต่ยังไม่พร้อมที่จะออกบวช เมื่อได้เห็นพวกที่พร้อมกว่าได้ออกบวชไปแล้ว ก็มีแก่ใจสนับสนุนด้วยปัจจัยต่างๆ เพื่อให้ผู้ออกบวชมีความสะดวกในการครองชีพ จะได้มุ่งปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบเพื่อบรรลุธรรมต่อไป ไม่ต้องห่วงการทำงานหาเลี้ยงชีพ
นี่คือเหตุผลต้นเดิมที่ชาวพุทธมีศรัทธาในการใส่บาตร-คือในการอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์สามเณร อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา
และที่ว่าถวายทานแก่พระสงฆ์ได้บุญมากกว่าให้ทานแก่สัตว์ แก่คนธรรมดา ก็ด้วยเหตุผลข้อนี้แหละ
คือเหตุผลที่ว่า-เป็นการสนับสนุนให้คนดำเนินไปสู่ความพ้นทุกข์
ถึงตัวเองจะยังไปไม่ได้ แต่ก็สนับสนุนคนที่ไปได้
ถามว่า ทุกวันนี้คนที่ใส่บาตรคิดไปให้ถึงเหตุผลต้นเดิมตรงนี้กันบ้างหรือเปล่า?
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ควรตระหนักก็คือ การใส่บาตรผูกติดอยู่กับการออกบิณฑบาต
เพราะมีพระภิกษุสามเณรออกบิณฑบาต จึงมีญาติโยมใส่บาตร
ถ้าพระภิกษุสามเณรไม่ออกบิณฑบาต ญาติโยมจะใส่บาตรให้ใคร?
บรรพชิตในพระพุทธศาสนามีกิจสำคัญคือปฏิบัติธรรมขัดเกลาตนเอง ไม่มีกิจในการผลิตอาหาร แต่เมื่อยังต้องกินอาหาร ก็ต้องมีหลักเกณฑ์และวิธีการในการ “หากิน” ซึ่งพระพุทธองค์ทรงวางระบบไว้ว่า -
........................................................
ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา
วิถีชีวิตสงฆ์อาศัยโภชนะคือคำข้าวอันหาได้ด้วยกำลังปลีแข้ง (คือออกบิณฑบาต)
ที่มา: มหาขันธกะ วินัยปิฎก มหาววรรค ภาค ๑
พระไตรปิฎกเล่ม ๔ ข้อ ๘๗
........................................................
หลักข้อนี้ควรเป็นเหตุให้ชาววัดและชาวบ้านระลึกถึงหน้าที่ของกันและกัน
ชาววัด ออกบิณฑบาตให้ได้อาหารยังชีพเพื่อมีกำลังปฏิบัติธรรม
ชาวบ้าน ใส่บาตรเพื่อให้พระภิกษุสามเณรมีกำลังปฏิบัติธรรม
ถ้าต่างฝ่ายต่างระลึกเช่นนี้ก็จะทำหน้าที่โดยไม่ผิดเพี้ยน
ฝ่ายพระภิกษุสามเณร ทุกวันที่ออกบิณฑบาตก็ระลึกว่า-นี่เป็นกิจที่ต้องทำเพียงเพื่อให้ได้อาหารยังชีพมีกำลังปฏิบัติธรรมเท่านั้น
ฝ่ายญาติโยมชาวบ้าน ทุกครั้งที่ใส่บาตรก็ระลึกว่า-นี่คือการถวายกำลังกายและกำลังใจให้พระภิกษุสามเณรท่านมีกำลังปฏิบัติธรรม
ถ้าโยงกันอยู่ได้เช่นนี้ -
พระออกโปรดก็ไม่พลาด
โยมใส่บาตรก็ไม่เพี้ยน[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ