อย่าเป็นโมฆบุรุษ

------------------

ผมเขียนเรื่อง “พระพุทธศาสนาที่ไม่มีใครทำลายได้” ไปเมื่อวันก่อน ได้อ้างถึงสัทธัมมปฏิรูปกสูตรอันเป็นพระสูตรที่พระพุทธองค์ตรัสว่า โมฆบุรุษในพระศาสนานี้เองที่จะทำลายพระสัทธรรมคือตัวพระพุทธศาสนา

......................................................

พระพุทธศาสนาที่ไม่มีใครทำลายได้

https://prachaniyom.blogspot.com/2022/10/blog-post_93.html

......................................................

วันนี้จะขอขยายความต่อไปอีกเล็กน้อยว่า โมฆบุรุษในพระศาสนานี้ทำลายพระสัทธรรมด้วยวิธีการอย่างไร

สัทธัมมปฏิรูปกสูตรเป็นพระสูตรที่พระมหากัสสปะทูลถามพระพุทธองค์ว่า ทำไมเมื่อก่อนสิกขาบทมีน้อย แต่ภิกษุที่บรรลุมรรคผลมีมาก เดี๋ยวนี้สิกขาบทมีมาก แต่ภิกษุที่บรรลุมรรคผลกลับมีน้อย

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า เพราะจิตใจคนเสื่อมลง หลักคำสอนที่ถูกต้องถูกละเลย (สตฺเตสุ  หายมาเนสุ  สทฺธมฺเม  อนฺตรธายมาเน)

ครั้นแล้วจึงตรัสถึงพฤติกรรมของโมฆบุรุษที่เป็นเหตุให้ศาสนาเสื่อม ๕ ประการ ดังนี้ -

..........................................................

ปญฺจ  โขเม  กสฺสป  โอกฺกมนิยา  ธมฺมา  สทฺธมฺมสฺส  สมฺโมสาย  อนฺตรธานาย  สํวตฺตนฺติ  ฯ

ดูก่อนกัสสปะ เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม

กตเม  ปญฺจ  ฯ

เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเป็นไฉน

อิธ  กสฺสป  ภิกฺขู  ภิกฺขุนิโย  อุปาสกา  อุปาสิกาโย  

คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาในธรรมวินัยนี้

สตฺถริ  อคารวา  วิหรนฺติ  อปฺปติสฺสา  

ไม่เคารพยำเกรงในพระศาสดา ๑

ธมฺเม  อคารวา  วิหรนฺติ  อปฺปติสฺสา  

ไม่เคารพยำเกรงในพระธรรม ๑

สงฺเฆ  อคารวา  วิหรนฺติ  อปฺปติสฺสา  

ไม่เคารพยำเกรงในพระสงฆ์ ๑

สิกฺขาย  อคารวา  วิหรนฺติ  อปฺปติสฺสา  

ไม่เคารพยำเกรงในสิกขา ๑

สมาธิสฺมึ  อคารวา  วิหรนฺติ  อปฺปติสฺสา  ฯ

ไม่เคารพยำเกรงในสมาธิ ๑

อิเม  โข  กสฺสป  ปญฺจ  โอกฺกมนิยา  ธมฺมา  สทฺธมฺมสฺส  สมฺโมสาย  อนฺตรธานาย  สํวตฺตนฺติ  ฯ

เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้แลย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม.

ที่มา: สัทธัมมปฏิรูปกสูตร สังยุตนิกาย นิทานวรรค 

พระไตรปิฎกเล่ม ๑๖ ข้อ ๕๓๔

..........................................................

คัมภีร์สารัตถปกาสินี ภาค ๒ ขยายความพฤติกรรมทั้ง ๕ ประการให้มองเห็นภาพไว้ดังนี้ -

..........................................................

ตตฺถ  โย  เจติยงฺคณํ  อาโรหนฺโต  ฉตฺตํ  ธาเรติ  อุปาหนํ  ธาเรติ  อญฺญโต  โอโลเกตฺวา  กถํ  กเถนฺโต  คจฺฉติ  อยํ  สตฺถริ  อคารโว  นาม  ฯ  

ภิกษุใดเข้าสู่ลานพระเจดีย์ กางร่ม สวมรองเท้า ตามองไปทางอื่น เดินคุยกันไป (หมายถึงไม่สำรวมกายวาจาน้อมนึกถึงพระพุทธคุณ) ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่เคารพในพระศาสดา

โย  ธมฺมสฺสวนกาเล  สงฺฆุฏฺเฐ  ทหรสามเณเรหิ  ปริวาริโต  นิสีทติ  อญฺญานิ  วา  นวกมฺมาทีนิ  กโรติ  ธมฺมสฺสวนคฺเค  นิสินฺโน  นิทฺทายติ  วิกฺขิตฺโต  วา  อญฺญํ  กเถนฺโต  นิสีทติ  อยํ  ธมฺเม  อคารโว  นาม  ฯ

ภิกษุใด ได้เวลาฟังธรรมแล้ว ยังนั่งจับกลุ่มอยู่กับพระหนุ่มเณรน้อย หรือเอาแต่ทำงานอย่างอื่น นั่งหลับในโรงฟังธรรม หรือจิตใจฟุ้งซ่านนั่งคุยเรื่องอื่น ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่เคารพในพระธรรม

โย  เถรุปฏฺฐานํ  คนฺตฺวา  อวนฺทิตฺวา  นิสีทติ  หตฺถปลฺลตฺถิกํ  วา  ทุสฺสปลฺลตฺถิกํ  กโรติ  อญฺญํ  วาปน  หตฺถปาทกุกฺกุจฺจํ  กโรติ  วุฑฺฒานํ  สนฺติเก  อนชฺฌิฏฺโฐ  กเถติ  อยํ  สงฺเฆ  อคารโว  นาม  ฯ  

ภิกษุใด ไปหาพระผู้ใหญ่ ไปถึงแล้วก็ไม่ไหว้ นั่งลงเฉยๆ เอามือรัดเข่า หรือเอาผ้ารัดเข่า (เป็นกิริยานั่งที่ไม่สุภาพตามวัฒนธรรมของชาวชมพูทวีป) หรือทำกิริยาอย่างอื่นอันเป็นการคะนองมือและเท้า ผู้ใหญ่ยังไม่ได้อนุญาตก็พูดขึ้น ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่เคารพในพระสงฆ์

ติสฺโส  ปน  สิกฺขา  อปูเรนฺโตว  สิกฺขาย  อคารโว  นาม  โหติ  ฯ

ผู้ไม่บำเพ็ญสิกขา ๓ (คือ ศีล สมาธิ ปัญญา) ให้บริบูรณ์ ชื่อว่าไม่เคารพในสิกขา

อฏฺฐ  สมาปตฺติโย  อนิพฺพตฺเตนฺโต  ตาสํ  วาปน  นิพฺพตฺตนตฺถาย  ปโยคํ  อกโรนฺโต  สมาธิสฺมึ  อคารโว  นาม  ฯ

ผู้ไม่บำเพ็ญสมาบัติ ๘ ให้เกิดขึ้น หรือไม่ทำความเพียรเพื่อให้สมาบัติเหล่านั้นเกิดขึ้น (โดยใจความคือไม่หมั่นเจริญสมาธิให้ได้ฌานสมาบัติ) ชื่อว่าไม่เคารพในสมาธิ

ที่มา: สารัตถปกาสินี อรรถกถาสังยุตนิกาย ภาค ๒ หน้า ๓๒๓-๓๒๔

..........................................................

คำอธิบายของอรรถกถาท่านยกเอา “ภิกษุ” เป็นตัวอย่าง แต่ก็กินความไปถึงพุทธบริษัททั้งหมด ทั้งชาววัดชาวบ้าน

ดูคำอธิบายของอรรถกถา แล้วน้อมเข้ามาหาตัวเรา 

เราก็เป็นคนหนึ่งใช่หรือไม่-ที่มีอาการตรงกับที่ท่านบรรยายไว้

..........................................................

ดูกันง่ายๆ ที่เห็นกันดาษดื่นคือ สวมรองเท้า สวมหมวก กางร่ม สะพายกระเป๋า เข้าไปในเขตโบสถ์วิหารลานพระเจดีย์ ไม่มีใครรู้สึกว่าผิด ไม่มีใครคิดว่าเป็นกิริยาที่ไม่ดี กลับเห็นเป็นเรื่องปกติ ทำกันทั่วไปเป็นปกติ มีเหตุผลมีข้ออ้างเป็นกระบุงที่จะประพฤติเช่นนั้น-และที่จะประพฤติเช่นนั้นกันต่อไป

..........................................................

เหตุผลสั้นๆ-ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

พอคิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอย่างเดียว 

ก็ทำอะไรๆ ได้ทุกอย่าง

เรื่องการบำเพ็ญไตรสิกขาและสมาธิ ยิ่งหนักเข้าไปอีก

ชาววัดบอกว่า-อาตมาเป็นปุถุชน อย่ามาบังคับให้ปฏิบัติเหมือนพระอริยะ

ชาวบ้านบอกว่า-ไม่ใช่หน้าที่ของฉัน

พระสัทธรรมคือหลักคำสอนที่ถูกต้องก็ขาดลอย

ถ้านี่คือการทำลายพระศาสนา เราก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังทำลายพระศาสนา ใช่หรือไม่?

จะตอบว่าใช่ หรือตอบว่าไม่ใช่ ก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ทางที่ดีที่สุดก็คือ แต่ละคนถอยมาตั้งหลักกันใหม่

ตอนท้ายของสัทธัมมปฏิรูปกสูตร พระพุทธองค์ตรัสว่า -

..........................................................

ถ้าพุทธบริษัทเคารพในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในไตรสิกขา และในสมาธิ พระสัทธรรมก็จะดำรงมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหาย

..........................................................

ทรงชี้ขุมทรัพย์คือวิธีรักษาพระศาสนาไว้ให้แล้ว

ถอยมาตั้งหลักกันใหม่ แล้วเดินตามสิขอรับ

ไม่ต้องรออะไร ไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องมองว่าใครจะทำหรือไม่ทำ

เรานี่แหละทำ-เดี๋ยวนี้เลย

ทำอะไรได้ก็รีบทำตอนที่ยังเป็นอยู่

ยมบาลไม่อนุญาตให้กลับมาแก้ตัวนะครับ

----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๖ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๙:๓๓ 

[full-post]

พุทธศาสนา,อันตรธาน,โมฆบุรุษ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.