สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
การสำรวจหาสภาวะที่เป็นองค์ธรรมและองค์คุณในนาลกสูตร
ธรรมที่ควรรู้เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติ โมเนยยะ คือ ความเป็นมุนีขั้นอุกฤษที่ทำกันได้ยาก ของพระนาลกเถระที่พระพุทธองค์ทรงชื่นชม แต่ไม่มีการยกย่องเป็นเอตทัคคบุคคลทางด้านนี้ เพราะมีองค์เดียว องค์ธรรมและองค์คุณนั้นๆ พระพุทธองค์ทรงตรัสแนะนำให้ใช้ในคราวใด? ซึ่งข้อมูลที่พึงรอบรู้ทั้งหมดทรงตรัสแสดงไว้ในโมเนยยสูตร(อง.ติก 20/562,ขุ.อิ 25/245) และในนาลกสูตร(ขุ.สุ 25/388-389)
โดยในโมเนยยสูตร มีสาระที่พึงรู้ดังนี้
1.ธรรมที่ทำให้เป็นมนีเป็นไฉน?
2.ข้อกำหนดแห่งโมเนยยธรรมเป็นไฉน?
3.บุคคลที่ประพฤติปฏิบัตืโมเนยยธรรมได้มีกี่บุคคล?
4.การประพฤติปฏิบัติขูดเกลากิเลส(สัลเลขตา)กับการประพฤติปฏิบัติตนให้ลำบาก(อัตตกิลมัตถานุโยค)โดยสภาวะเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่?
โดยในนาลกสูตร มี สาระที่พึงรู้ ดังนี้
1.การประพฤติปฏิบัติขูดเกลากิเลสขั้นทั่วไปกับขั้นเข้มข้น(อุกฤษ)ที่ทำได้ยากยิ่ง ต่างกันเป็นไฉน?
2.จริงหรือ ในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จักมีพระอรหันต์สาวกที่บำเพ็ญโมเนยยะปฏิปทาขั้นอุกฤษเพียงองค์เดียวเท่านั้น?
ในโมเนยยสูตร ทรงสรุปสาระเป็นพระคาถาไว้ดังนี้
" กายมุนึ วาจามุนึ มโนมุนิมนาสวํ
มุนึ โมเนยฺยสมฺปนฺนํ อาหุ นินฺหาตปาปกนฺติ. "
แปลว่า " ผู้เป็นมุนีด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ก็ด้วยความสิ้นอาสวะ(ขุ.อิ.อ.244 ความเป็นมุนีก็คือความเป็นพระอรหันต์ที่กล่าวเน้นพฤตินัยทางกาย ทางวาจา และทางใจ นั่นเอง) ดังนั้นจึงเรียกผู้เป็นมุนีที่เพรียบพร้อมด้วยคุณที่เป็นมุนีว่า เป็นผู้ชำระล้างพฤติกรรมชั่วได้สิ้น(คำว่า นินฺหาตปาปกํ ก็ได้แก่ ความเป็นผู้ชำระล้างบาปมลทินได้สิ้นแล้ว ด้วยน้ำ คืออรหัตตมรรค รวมบุคคลผู้เป็นวิปัสสนายานิกที่เจริญโมเนยยธรรมได้ จึงมี 8 บุคคล คือ กัลยาณปุถุชน 1 บุคคล , เสกขบุคคล 7 บุคคล แต่ในสมถยานิก ด้วยข้อกำหนดกามาสวะเป็นเสี้ยนหนามการเข้านิโรธสมาบัติ สมถยานิกจึงได้บุคคลเพียง 2 บุคคล คือ พระอนาคามีบุคคล กับ พระอรหัตตบุคคล รวมทั้งวิปัสสนายานิกกับทั้งสมถยานิก จึงได้บุคคล 9 บุคคล คือ กัลยาณปุถุชน 1 พระอริยบุคคล 8
สัลเลขตา ว่าโดยสภาวะ ก็คือ ความย่ำยีกิเลสด้วยความไม่ละโมบ(อโลภะ) และความไม่ติดข้องด้วยความไม่ลุ่มหลง(อโมหะ) โดยองค์ธรรม ก็คือจิตที่ยิ่งด้วยอโลภะและอโทสะ ซึ่งเกิดจากโยนิโสมนสิการเป็นปัจจัยนั่นเอง
ส่วนอัตตกิลมถานุโยค ว่าโดยสภาวะ ก็คือการประพฤติปฏิบัติตนให้ลำบากด้วยวิริยะที่เคร่งออกหน้าสมาธิ ว่าโดยองค์ธรรม ก็คือจิตที่มีวิริยะล้ำหน้าสมาธิมากไป ซึ่งเกิดจากอโยนิโสมนสิการเป็นปัจจัยนั่นเอง ดังนั้นการที่กล่าวว่า การประพฤติปฏิบัติโมเนยยธรรมเป็นอัตตกิลมถานุโยคจึงไม่ถูกต้องด้วยเหตุผลดังกล่าว และเพราะโมเนยยะเป็นปฏิปทาที่ขูดเกลากิเลสอย่างยื่งยวดกว่าปฏิปทาทั่วไปศีลสังวรทั้ง 5 จึงต้องมีครบ มากกว่าปฏิปทาทั่วไปที่ศีลสังวรมีเพียงแค่ 4 คือ จตุปาริสุทธศีลเท่าเท่านั้นก็พอเพียงแล้ว อีกทั้งโมเนยยปฏิปทายังมีสถานภาพเป็นข้อวัตรที่ประพฤติปฏิบัติได้ยากกว่าศีล เช่น ธุดงค์ เป็นต้น ดังนั้น องค์คุณที่เป็นข้อวัตร เช่น ความมักน้อย ความสันโดษเป็นต้น และธรรมที่เป็นข้อวัตร เช่นธุดงค์เป็นต้น จึงมีปรากฏในโมเนยยปฏิปทา เพื่อให้เพื่อนๆผู้สนใจโมเนยยปฏิปทาเห็นประจักษ์ด้วยการพิจารณาได้เองว่าพระดำรัสที่ทรงตรัสแนะนำพระนาลกเถระส่วนไหนเป็นศีลสังวรข้อใด ใช้ในคราวใด และส่วนไหนเป็นธรรมข้อวัตร ส่วนเป็นองค์คุณข้อวัตร ส่วนนั้นใช้ในคราวใด โดยจะนำสภาวะลักษณะ(องค์ธรรม)แห่งส่วนนั้นๆมานำเสนอเป็นข้อมูล ก่อนที่จะพาไปสู่การวิเคราะห์ในนาลกสูตรของท่านนิสสยาจารย์อักษรปัลลวะ
ศีลประเภทสังวร มี 5 ประเภท ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ ดังนี้ คือ
1.ปาติโมกขสังวร (อภิ.วิ 35/340)
2.สติสังวร (ที.สี.9/92)
3.ญาณสังวร (ขุ.จูฬ.30/8)
4.ขันติสังวร (ม.มู.12/24)
5.วิริยสังวร (ม.มู 12/17)
ในมหาฎีกาวิสุทธิมรรค (1/6) บอกให้ทราบถึงตัวสภาวธรรม ดังนี้ คือ
1.ชื่อว่า ปาติโมกขสังวร ได้แก่ การรักษา ศีลสิกขาบท อันนับเนื่องในพระวินัย ที่จำแนกเป็น จาริตศีล และ วาริตศีล
2.ชื่อว่า สติสังวร ได้แก่ สติ ที่ป้องกันอินทรีย์ทวารทั้งหก ไม่ให้กิเลสรั่วรดจิตรใจได้
3. ชื่อว่า ญาณสังวร ได้แก่ ปัญญา ที่ปิดกั้น ไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นได้ แม้นปัจจยสันนิสิตศีลก็มีสภาวเป็นเช่นนั้น
4.ชื่อว่า ขันติสังวร ได้แก่ นามขันธ์ ที่มีอโทสะเป็นประธาน คือเป็นใหญ่ ทำกิจเป็นปฏิปักษ์ต่อโทสะโดยตรง เป็นเหตุให้นามขันธ์ที่ประกอบกับตน ไม่โกรธขุ่นเคือง สำเร็จเป็นอธิวาสนขันติได้ เพราะการยอมรับความเป็นจริงได้นั้นเอง
5.ชื่อว่า วิริยสังวร ได้แก่ความเพียรพยายามบรรเทากามวิตก แม้นอาชีวปาริสุทธิศีลก็มีสภาพเช่นนี้
ในวิสุทธิมรรคกล่าวว่า องค์คุณที่เป็นอริยธรรมที่กระตุ้นเตือนให้ภิกษุสมาทานข้อวัตร เช่น ธุดงค์เป็นต้น มี 5 อย่าง คือ
1. ความมักน้อย (อัปปิจฉตา) ได้แก่ความปราศจากความติดข้องปัจจัย 4 เพราะมีอัชฌาสัยไม่โลภ องค์ธรรมก็คือ อโลภะ ที่เป็นไปขณะแสวงหาปัจจัย 4 นั่นเอง
2. ความสันโดษ (สันตุฏฐิตา) ได้แก่ ความรู้จักพอกับปัจจัย 4 ตามเท่าที่มี ตามเท่าที่ได้ ไม่ปรารถนาปัจจัยอันอื่นอีก องค์ธรรมก็คือ อโภะ ที่เป็นไปขณะได้ปัจจัยมาแล้วนั่นเอง
3. ความประพฤติขูดเกลากิเลส (สัลเลขตา) ได้แก่ ความย่ำยีกิเลสด้วยความไม่ละโมบ(อโลภะ)และความไม่ติดข้อง(อโมหะ) องค์ธรรมก็คือ จิตที่ยิ่งด้วยอโลภะและอโมหะนั่นเอง
4. ความสงบสงัดจากความคลุกคลี (ปวิเวกตา) ได้แก่ ความปลีกตัวออกจากหมู่คณะ เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สงบวุ่นวาย ประสงค์จะเร้นจิตไว้ในกรรมฐาน องค์ธรรมก็คือ จิตที่ปราศจากความติดข้อง (อโลภะ)และความหลงติด (อโมหะ) หมู่คณะนั่นเอง
5. ภาวรู้คุณประโยชน์ 4 ข้อเหล่านั้น(อิทมัตถิตา) ได้แก่ความรอบรู้คุณประโยชน์ 4 ข้อดังได้กล่าวมาแล้ว องค์ธรรมก็คือ ปัญญานั่นเอง
พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบรับแสดงข้อวัตรที่เป็นโมเนยยปฏิปทาแก่พระนาลกเถระดังนี้
เมื่อคราวที่จำเป็นต้องเข้าไปในหมู่บ้าน พุึงสำรวมด้วยขันติสังวร ดังนี้
" ท่านจงดูแลตน จงเป็นผู้มั่นคง พึงกระทำการด่าและการกราบไหว้ ในคราวที่อยู่ในหมู่บ้านให้เสมอกัน คือพึงรักษาจิตไม่ให้คิดร้าย พึงเป็นผู้สงบ ไม่เย่อหยิ่งทั้งขณะสัญจรไปและกลับด้วย "
เมื่อคราวที่พักอาศัยในป่า เพื่อหลีกออกจากหมู่คณะ จะได้เร้นจิตไว้ในกรรมฐานได้สะดวก พึงสำรวมทวารอินทรีย์ 6 ด้วยอินทรีย์สังวร ดังนี้
" อารมณ์ที่สูง(อารมณ์ที่น่าชอบใจ)อารมณ์ที่ต่ำ (อารมณ์ที่ไม่น่าชอบใจ)เปรียบเหมือนเปลวไฟในป่า ย่อม มาสู่จักขุทวารเป็นต้น เหล่านารีที่หาของป่า มี ฟืน ผักและผลไม้เป็นต้น อาจประเล้าประโลมเอาได้ พึงสำรวมด้วยสติที่เป็นไปทางทวารอินทร์ "
เมื่อคราวที่ต้องสำรวมพฤติกรรม ที่เป็นไปทางทวารกรรม 3 มีกายกรรม เป็นต้น พึงหลีกออกจากกาม ด้วยปาติโมกข์สังวร คือ สติที่เป็นไปทางทวารกรรม 3 ดังนี้
" มุนีผู้ประพฤติตนออกจากกามแล้ว พึงงดเว้นเมถุนธรรม ไมยินดียินร้ายต่อสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่ยังมีความสะดุ้งกลัวอยู่(ยังละความรักตัวกลัวตายไม่ได้) และทั้งที่มั่นคงไม่หวั่นไหวแล้ว(เพราะสิ้นกิเลสแล้ว)
พึงกระทำตนเป็นดั่งอุปมา ตัวเราเป็นฉันใด สัตว์เหล่านั้นก็เป็นฉันนั้น , สัตว์เหล่านี้เป็นฉันใด แม้เราเองก็เป็นฉันนั้นนั่นแหละ ดังนี้แล้ว ก็ไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นฆ่า "
เมื่อคราวที่จำเป็นต้องแสวงหาปัจจัย มี อาหารเป็นต้น เพื่อการเลี้ยงชีพที่บริสุทธิ์หมดจด(อาชีวปาริสุทธศีล) ดังนี้
" มุนีพึงละมิจฉาอาชีวะด้วยการข่มความอยากและความละโมบปัจจัย 4 มีอาหารเป็นต้น อย่างที่พวกปุถุชนติดข้องอยู่ จึงต้องมีจักษุ คือ ปัญญา เป็นปฏิปทาประจำใจของมุนี ถึงจะสามารถข้ามพ้นความทะเยอทะยานปัจจัย 4 เสียได้ ซึ่งเป็นเหตุแห่งมิจฉาชีพที่หมายรู้กันว่าเป็นความประพฤติตกต่ำลงสู่นรกนั่นแล "
เมื่อคราวที่ใช้สอยปัจจัย 4 (ปัจจยสันนิสิตศีล) มีการรู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร(ตรัสโภชเนมัตตัญญุตา) เป็นต้น ดังนี้
" พึงเป็นผู้มีท้องพร่อง บริโภคพอประมาณ เป็นผู้มักน้อย(อัปปิจโฉ=ไม่ละโมบ) เป็นผู้สันโดษ(สันตุฏฐิตา=รู้จักพอเป็น) เป็นผู้หายอยากด้วยอรหันต์มรรค จึงสิ้นความทะเยอทะยาน อันเป็นเหตุดับความเร่าร้อนได้ในกาลทุกเมื่อแล "
เมื่อคราวที่ทรงแสดงธุดงควัตรเป็นบาทฐานให้โมเนยยวัตรเจริญงอกงาม ดังนี้
" มุนีนั้นได้บิณฑบาตแล้ว(ถือบิณฑบาตเป็นวัตร) พึงเข้าไปสู่ป่า(ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร) นั่งที่โคนไม้(ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร) พึงขวนขวายการเจริญฌาน(ทั้งโลกิยฌานและทั้งโลกุตตรฌาน เป็นบัณฑิตที่ยินดีการอยู่ป่าเป็นวัตรแล้ว ก็พึงทำจิตให้ยินดีในการเพ่งฌานที่โคนไม้ด้วย
ครั้นล่วงราตรีไปแล้ว พึงเข้าไปสู่หมู่บ้าน ไม่ยินดีโภชนะที่ยังไม่ได้(ไม่ยินดีรับนิมนต์ให้เข้าไปฉัน) และโภชนะที่เขานำไปจากบ้าน(ไม่เข้าไปรับอาหารภายในบ้านที่เขานิมนต์) พึงถือการบิณฑบาตตามลำดับเรือนเป็นวัตรเถิด
ครั้นเข้าไปสู่เขตหมู่บ้านแล้วไม่พึงมุ่งไปสู่ตระกูลอุปัฏฐาก มีตระกูลญาติเป็นต้น พึงประพฤติตนเป็นผู้ใหม่ต่อตระกูลเหล่านี้เสมอ แม้ตระกูลอื่นก็ไม่พึงกล่าววาจาตรงๆ หรือกล่าวอ้อมๆอันเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งปัจจัยทั้งหลาย
มูนีนั้นพึงดำริว่า เราจะได้หรือไม่ได้ปัจจัยใดอันเป็นเหตุให้สำเร็จประโยชน์ ก็ตาม ล้วนเป็นการดีทั้งนั้น ด้วยการวางใจให้เป็นกลาง เปรียบเหมือนคนแสวงหาผลไม้ เมื่อเข้าไปสู่ต้นไม้แล้ว แม้จะได้หรือไม่ได้ก็ย่อมไม่ดีใจหรือเสียใจ เพราะอาศัยการวางใจเป็นกลางนั่นแล
มูนีถือบาตรในมือเที่ยวบิณฑบาตรอยู่ ไม่เป็นใบ้ก็พึ่งสมมติว่าเป็นใบ้ ไม่พึงดูหมิ่นทานว่าน้อย ไม่พึงดูแคลนบุคคลผู้ให้
มรรคปฏิปทาจะสูงหรือต่ำก็ขึ้นอยู่กับอาการที่เป็นไป ถ้าปฏิบัติสะดวกรู้ได้เร็ว ก็เรียกว่าปฏิปทาสูง ถ้าปฏิบัติลำบากรู้ได้ช้า ก็เรียกว่าปฏิปทาต่ำ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แล้ว มุนีทั้งหลายย่อมไม่บรรลุนิพพานด้วยมรรคใดๆ 2 ครั้ง เพราะเป็นการละกิเลสเป็นสมุทเฉท(ละได้เด็ดขาด) จึงไม่จำเป็นต้องบรรลุซ้ำ เช่นโสดาปัตติมรรค เป็นต้น
ก็ภิกษุผู้ปฏิบัติโมเนยยปฏิปทา เมื่อละกิเลสและตัณหาได้สิ้นแล้ว ย่อมละกิจนัอยใหญ่อันเกิดจากกิเลสได้สิ้นเชิง ย่อมไม่เร่าร้อน ด้วยการดิ้นรนแสวงหากิจประเภทนั้นแล "
เมื่อคราวที่ทรงแสดงองค์ของโมเนยยวัตรที่เป็นการประพฤติปฏิบัติกันได้ยาก คือส่วนที่เรียกว่า เป็นสัลเลขตา(ความประพฤติขูดเกลากิเลส)นั่นเอง ทรงตรัสไว้ดังนี้
" เราจะแสดงองค์คุณของโมเนยยวัตร ที่ภิกษุประพฤติปฏิบัติกันได้ยากแก่ท่าน เหมือนผู้เลียน้ำผึ้ง
บนคมใบมีดโกนที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หากพลาดเข้าลิ้นก็จะขาดเอาได้ พึงข่มความอยากในรสอาหาร ด้วยการกดแนบชิดเพดานและลิ้นใว้ เพื่อกันไม่ให้อาหารล่วงลงสู่คอและท้องได้ ซึ่งแม้อาหารจะได้มาถูกต้องชอบธรรมแล้วก็ตาม ก็พึงสำรวมดังอุปมานั่นแล "
เมื่อคราวที่ทรงแสดงองค์คุณของโมเนยยวัตร ที่เป็นการหลีกออกจากหมู่คณะ เพื่อเร้นจิตไว้ในกรรมฐาน คือส่วนที่เรียกว่า ปวิเวกตา นั่นเอง ซึ่งทรงตรัสไว้ดังนี้
" ไม่พึงมีจิตที่ย่อหย่อน คือเพิกเฉยที่จะปลีกตัวออกจากหมู่คณะ ไม่พึงกังวลการเร้นจิตเข้าไว้ในกรรมฐาน เพราะความเงียบวังเวงที่ต้องอยู่คนเดียว พึงมุ่งเจริญมรรคพรหมจรรย์อันประกอบด้วยไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา จิตจักสะอาดหมดจดไม่มีกลิ่นดิบๆที่เหม็นคาวคุ้ง จากการถูกหมักหมมด้วยตัณหาจริตและทิฏฐิจริตในจิตสันดานที่สืบต่อมาเนิ้นนาน พึงนั่งสงบนิ่งไม่ว้าวุ่น ด้วยความละอายใจ(หิริ)ที่เป็นคนขลาด พึงเพิ่มศรัทธาปสาทะเพื่อให้จิตกล้าและเข้มแข็งด้วยการเจริญพุทธคุณท่านก็จะได้ชื่อว่าเป็นศิษย์สาวกของตถาคต จิตที่ย่อย่อน กลัวว้าวุ่นไม่สงบนิ่งก็จะคลาย การประพฤติปฏิบัติของท่านก็จะดำเนินไปได้สะดวก กิตติศัพท์ที่เลื่องลือย่อมฟุ้งขจรกระจายไปทั่วทั้ง 10 ทิศแล "
เมื่อคราวที่ทรงแสดงความพรั่งพร้อมแห่งองค์คุณที่ทำให่โมเนยยวัตรเจริญก้าวหน้า ซึ่งก็คือส่วนที่เรียกว่า อิทมัตถิตา นั่นเอง ทรงตรัสไว้ดังนี้
" ท่านพึงรอบรู้องค์คุณที่ประกอบเพียบพร้อม ด้วยการอุปมาเปรียบเทียบกับสายน้ำ สายน้ำจากห้วยย่อมไหลดัง สายน้ำจากแม่น้ำย่อมไหลเงียย จิตใดพร่องด้วยองค์คุณ จิตนั้นย่อมว้าวุ่นไม่สงบ ส่วนจิตใดเต็มเปี่ยมด้วยองค์คุณ จิตนั้นย่อมสงบนิ่งไม่วุ่นวายแล "
เมื่อคราวที่ทรงแสดงองค์คุณของโมเนยยวัตร ที่เป็นเหตุให้รู้จักความพอประมาณที่เหมาะสม คือส่วนที่เรียกว่า สันตุฏฐิตา นั่นเอง ดังที่ทรงตรัสว่า
" คนพาลผู้โง่เขลา เปรียบได้กับหม้อน้ำที่มีน้ำครึ่งหม้อ(=พร่ององค์คุณ) บัณฑิตผู้ฉลาดมีปัญญา เปรียบได้กับห้วงน้ำที่มีน้ำเต็มเปี่ยม(=บริบูรณ์ด้วยองค์คุณ) สมณะผู้สงบความว้าวุ่นได้แล้วนั้น มักกล่าวถึงประโยชน์ เหตุเกิดแห่งประโยชน์ เป็นส่วนมาก แต่ก็กล่าวด้วยความรู้จักพอประมาณที่เหมาะสม(สันตุฏฐี) แม้นมักล่าว โทษ เหตุเกิดขึ้นแห่งโทษ เป็นส่วนน้อย แต่ยังกล่าวด้วยความรู้จักพอประมาณที่เหมาะสมนั่นแหละ สมณะผู้เป็นเช่นนี้นี่แหละที่ประสงค์เรียกว่า เป็นมุนี "
เมื่อคราวที่ทรงแสดงความมักน้อย(อัปปิจฉตา)อันเป็นองค์คุณที่ทำให้ภิกษุที่ประพฤติปฏิบัติโมเนยยวัตรอยู่ป่าได้สะดวก ซึ่งแม้เป็นเรื่องปริยัติก็เป็นปลิโพธได้ จึงทรงอนุเคราะห์ท่านพระนาลกเถระ ด้วยการแสดงองค์ธรรมและองค์คุณที่ละเอียดชัดเจนแก่ท่าน เพื่อไม่ให้ท่านต้องเป็นปลิโพธ ด้วยอาการ 3 ดังทรงได้ตรัสไว้ดังนี้
" 1.มักน้อยในการได้เห็นพระพุทธองค์อีกครั้ง
2.มักน้อยในการได้ถามพระพุทธองต์อีกครั้ง
3.มักน้อยในการได้ฟังพระพุทธองค์อีกครั้ง "
เมื่อคราวที่ทรงสรุปอานิสงส์การประพฤติปฏิบัติ โมเนยยวัตรไว้ ดังนี้
" ประพฤติปฏิบัติอย่างสูงสูด(อุกฤษณ์) มีชีวิตอยู่ได้ 7 เดือน
ประพฤติปฏิบัติอย่างปานกลาง มีชีวิตอยู่ได้ 7 ปี
ประพฤติปฏิบัติอย่างอ่อน มีชีวิตอยู่ได้ 16 ปี "
เท่าที่ได้ศึกษาองค์ธรรมและองค์ ตลอดทั้งความละเอียดลึกซึ้งที่ซับซ้อน ก็สมควรแล้ว ที่ท่านพระนาลกเถระจะได้รับความชื่นชมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ท่านเป็นสาวกที่น่าชื่นชมในการบำเพ็ญโมเนยยปฏิปทาขั้นอุกฤษณ์ที่ทำกันได้ยาก ซึ่งจะมีเพียงองค์เดียวในพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ