วิธีเขียนชื่อพระ (๑)
-------------------
มีญาติมิตรถามผมว่า คำว่า ศ. หรือ ดร. กับชื่อพระ เวลาเขียนชื่อพระ คำไหนอยู่หน้าอยู่หลัง
ผมก็ตอบไปว่า ไม่แน่ใจ เรื่องนี้น่าจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้กำหนดว่าจะเขียนอย่างไรกันแน่
คนรุ่นใหม่เห็นคำว่า ศ. หรือ ดร. ย่อมเข้าใจได้ทันที
ศ. คือศาสตราจารย์
ดร. คือ ดอกเตอร์
เวลานี้มีพระที่เป็น ดร. และเป็น ศ. เยอะแยะไปหมด เวลาเขียนชื่อพระจึงไม่รู้ว่าจะเอาคำไหนขึ้นต้นอยู่หลัง
...................
เรื่องนี้ขออนุญาตถอยไปตั้งหลักกันก่อนนะครับ-อาจจะถอยไปไกลหน่อย
ชื่อพระที่เป็นมาตรฐานสามัญมาแต่กาลก่อน ประกอบด้วยคำว่า “พระ” + ชื่อตัว + นามฉายา และเมื่อจะบอกกล่าวไปยังบุคคลภายนอกก็ + วัดที่สังกัด (อยู่วัดไหนหรือเป็นพระวัดไหน)
เช่น “พระทองย้อย วรกวินฺโท วัดมหาธาตุ ราชบุรี”
“วัดมหาธาตุ ราชบุรี” ที่ผมเขียนนี้เป็นเพียงแบบหนึ่งเท่านั้น “วัดมหาธาตุ” มีหลายจังหวัด บอก-วัดมหาธาตุ เฉยๆ ไม่รู้ว่าวัดมหาธาตุจังหวัดอะไร บอกชื่อวัดกับจังหวัดก็ชัดขึ้นว่าพระรูปนี้อยู่ที่ไหน
โปรดทราบว่า เขียนชื่อพระสมัยก่อนไม่มีนามสกุลนะครับ ใช้ชื่อ + ฉายา เท่านั้น น่าจะเป็นเพราะคติที่ว่า เมื่อบวชก็คือสละบ้านเรือนครอบครัวออกไปแล้ว จึงเป็นคนไม่มีตระกูลให้เกี่ยวข้องอีกต่อไป ถ้าจะอ้างนามสกุลพระ ก็ควรอ้าง “ศากยบุตร” ดังคำในคัมภีร์ที่เรียกภิกษุในพระพุทธศาสนาว่า “สมณา สกฺยปุตฺติยา” = พระสมณะเชื้อสายศากยบุตร
วุฒิการศึกษาของพระจะใส่ไว้ตรงไหน?
การศึกษาของพระก็คือศึกษาพระปริยัติธรรม คณะสงฆ์ไทยจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมที่เป็นมาตรฐาน ๒ อย่าง “นักธรรม” กับ “บาลี”
นักธรรมใช้อักษรย่อว่า “น.ธ.” มี ๓ ชั้น คือ -
นักธรรมชั้นตรี ใช้อักษรย่อว่า “น.ธ.ตรี”
นักธรรมชั้นโท ใช้อักษรย่อว่า “น.ธ.โท”
นักธรรมชั้นเอก ใช้อักษรย่อว่า “น.ธ.เอก”
สอบได้นักธรรมชั้นไหน ให้ใส่อักษรย่อต่อท้ายฉายา
เช่น “พระทองย้อย วรกวินฺโท น.ธ.ตรี”
ส่วนวุฒิการศึกษาบาลี เรียกว่า “เปรียญธรรม” มี ๙ ชั้น เริ่มต้นที่ “เปรียญธรรม ๓ ประโยค” ใช้อักษรย่อว่า “ป.ธ.” ต่อด้วยเลขบอกประโยค เช่น “ป.ธ.๓” (อ่านว่า เปรียญธรรม ๓ ประโยค)
ป.ธ.๔ (เปรียญธรรม ๔ ประโยค)
ฯลฯ
ป.ธ.๙ (เปรียญธรรม ๙ ประโยค)
วุฒิการศึกษาบาลีใส่ต่อท้ายฉายา ก่อนวุฒินักธรรม
พระภิกษุที่สอบได้ตั้งแต่เปรียญธรรม ๓ ประโยคขึ้นไป เมื่อได้รับพระราชทานประกาศนียบัตรพัดยศแล้ว ให้ใช้คำว่า “พระมหา” แทนคำว่า “พระ”
เช่นชื่อเดิม “พระทองย้อย วรกวินฺโท น.ธ.ตรี”
พอสอบชั้นเปรียญธรรม ๓ ประโยคได้ ก็จะเป็น -
“พระมหาทองย้อย วรกวินฺโท ป.ธ.๓”
มีเรื่องควรรู้แทรกไว้ตรงนี้ครับ
คือสมัยก่อน (ผมเริ่มเรียนบาลีปี ๒๕๐๖ ก่อนหน้านั้นนานไกล และหลังจากนั้นมานานปี) นักเรียนบาลีเริ่มเรียนไวยากรณ์ แล้วเรียนแปลคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ๘ ภาค ใช้เวลาตามเกณฑ์มาตรฐานประมาณ ๓ ปีจึงสอบชั้นเปรียญธรรม ๓ ประโยค ไม่มีเปรียญธรรม ๑ ประโยคและ ๒ ประโยค
ต่อมา-ขณะเขียนนี้จำปีไม่ได้ แต่น่าจะราวๆ ปี ๒๕๑๐ กว่าๆ-จึงได้แยกเปรียญธรรม ๓ ประโยคออกเป็น ๒ ส่วน เรียกว่า “ประโยค ๑-๒” ส่วนหนึ่ง ใช้คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑-๔ เป็นแบบเรียน คงเป็นเปรียญธรรม ๓ ประโยคเหมือนเดิมอยู่ส่วนหนึ่ง ใช้คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๕-๘ เป็นแบบเรียน
ผมเข้าใจว่า ของเดิมแท้ก็คงแบ่งเป็นเปรียญธรรม ๑ ประโยค ๒ ประโยค ๓ ประโยค และสันนิษฐานว่า
- ชั้นเปรียญธรรม ๑ ประโยค เรียนไวยากรณ์ ๑ ปี
- ชั้นเปรียญธรรม ๒ ประโยค เรียนแปลคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑-๔ ใช้เวลา ๑ ปี
- ชั้นเปรียญธรรม ๓ ประโยค เรียนแปลคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๕-๘ ใช้เวลา ๑ ปี
รวมแล้ว ชั้นเปรียญธรรม ๑ ถึง ๓ ประโยค ใช้เวลาเรียน ๓ ปี เท่ากับสมัยที่ผมเรียนซึ่งเริ่มต้นสอบที่ชั้นเปรียญธรรม ๓ ประโยค ก็ใช้เวลาเรียนตามมาตรฐาน ๓ ปี คือเริ่มด้วยเรียนไวยากรณ์ แล้วเรียนแปลคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ๘ ภาค ใช้เวลา ๓ ปีจึงมีสิทธิ์สอบชั้นเปรียญธรรม ๓ ประโยคเป็นประโยคเริ่มต้น
เหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่สันนิษฐานว่าเดิมก็คงมีชั้นเปรียญธรรม ๑ ประโยคและ ๒ ประโยค ก็คือ สมัยผมเรียนซึ่งไม่มีประโยค ๑-๒ และต้องเรียนแปลคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาทั้ง ๘ ภาคนั้น เริ่มแปลธัมมปทัฏฐกถาภาค ๕ ก่อน ไม่ได้แปลเรียงมาตั้งแต่ภาค ๑-๒-๓-๔
ตอนนั้นก็เคยสงสัยว่า ทำไมไม่เริ่มแปลที่ธัมมปทัฏฐกถาภาค ๑ ทำไมโดดมาที่ภาค ๕ ก่อน ไม่มีใครตอบได้ เคยได้ยินตอบกันว่า-เพราะธัมมปทัฏฐกถาภาค ๕ แปลง่ายกว่าภาคอื่น ผมก็ได้แต่ฟังไปอย่างนั้น แต่ไม่ค่อยเชื่อ สำหรับผมแล้ว คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาไม่ว่าภาคไหน แปลไม่ง่ายทั้งนั้น
ถึงตอนนี้จึงได้คำตอบที่ค่อนข้างมั่นใจ นั่นคือ - เพราะตามหลักสูตรเดิมก่อนหน้านั้นนานไกล สมัยที่เคยมีชั้นเปรียญธรรม ๑ ประโยค และ ๒ ประโยคนั้น ชั้นเปรียญธรรม ๒ ประโยคเรียนแปลคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑-๔ ชั้นเปรียญธรรม ๓ ประโยค เรียนแปลคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๕-๘ ครั้นต่อมา พอยุบชั้นเปรียญธรรม ๑ ประโยค และ ๒ ประโยครวมกันเป็นชั้นเปรียญธรรม ๓ ประโยคเป็นชั้นเริ่มต้น แม้จะใช้คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาทั้ง ๘ ภาค แต่เวลาเริ่มเรียนแปลก็จับแปลตั้งแต่ภาค ๕ ก่อนตามที่เคยแปลสมัยที่ยังมีชั้นเปรียญธรรม ๑ ประโยค และ ๒ ประโยคนั่นเอง หาใช่เพราะธัมมปทัฏฐกถาภาค ๕ แปลง่ายกว่าภาคอื่นดังที่ได้ยินอธิบายกันมาแต่ประการใดไม่
ครั้นต่อมา พอแยกชั้นเปรียญธรรม ๓ ประโยคออกเป็น “ประโยค ๑-๒” ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็แบ่งคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาออกเป็น ๒ ส่วน ภาค ๑-๔ เป็นของชั้นประโยค ๑-๒ ภาค ๕-๘ เป็นของชั้นเปรียญธรรม ๓ ประโยค เป็นอันว่าชั้นเปรียญธรรม ๓ ประโยคก็เริ่มด้วยการแปลธัมมปทัฏฐกถาภาค ๕ เหมือนเดิม
และที่ควรรู้ไว้ด้วยก็คือ ชั้นประโยค ๑-๒ นั้น สอบได้ท่านก็ยังไม่ให้เปลี่ยนคำว่า “พระ” เป็น “พระมหา” คือยังคงเป็นพระธรรมดาเหมือนเดิม
อีกนิดหนึ่ง เท่าที่ทราบ วุฒิชั้นประโยค ๑-๒ ไม่มีคำย่อ คงใช้คำเต็มว่า “ประโยค ๑-๒” เคยเห็นพระที่สอบได้ใช้คำว่า “ประโยค ๑-๒” ต่อท้ายชื่อเป็น “พระทองย้อย วรกวินฺโท ประโยค ๑-๒” - ประมาณนี้ ก็นับเป็นความภาคภูมิใจในระดับหนึ่ง
กับอีกหน่อยหนึ่งครับ อันนี้ผมสงสัยเอง คือสงสัยว่า จะเรียกให้เด็ดขาดลงไปว่า “ประโยค ๑” หรือ “ประโยค ๒” ก็ไม่เรียก ทำไมเรียกควบกันเป็น “ประโยค ๑-๒”
ตกลงว่าเป็น “ประโยค ๑” หรือ “ประโยค ๒” กันแน่
ท่านผู้คิดเรียกเช่นนี้ท่านคงมีเหตุผลที่แยบคาย ใครพอรู้ ช่วยอธิบายหน่อยก็จะเป็นพระคุณ
ที่ว่ามานี้เป็นเรื่องแทรกครับ
เรื่องจริง ค่อยว่ากันตอนต่อไป
------------------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๘ ตุลาคม ๒๕๖๕
๑๖:๕๙
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ