เรื่องเพี้ยนๆ ที่ควรเรียนให้รู้ทัน (๑) 

---------------------------------

ในสังคมไทย มีเรื่องเพี้ยนๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอยู่หลายเรื่อง ขอยกมาพูดสัก ๓ เรื่อง คือ เรื่องบวช เรื่องใส่บาตร และเรื่องทอดกฐิน

๑ เรื่องบวช

สังคมไทยมีค่านิยมมาแต่เดิมอย่างหนึ่งคือ ผู้ชายต้องบวช บวชแล้วเป็นคนสุก ยังไม่ได้บวชเป็นคนดิบ ค่านิยมนี้ลามไปถึงการหาคู่ครองด้วย ถ้าฝ่ายชายยังไม่ได้บวช ฝ่ายหญิงมักตั้งข้อรังเกียจ ฝ่ายชายก็รู้คตินี้ เพราะฉะนั้น ถ้าลูกชายยังไม่ได้บวช พ่อแม่ก็จะยังไม่ไปขอลูกสาวใครให้ มีคำที่พูดกันว่า “บวชก่อนเบียด” หมายความว่าต้องบวชก่อนจึงจะมีเมียได้ อีกคำหนึ่งที่พอพูดขึ้นมาก็เข้าใจกันคือ “อายุครบบวช” หมายถึงชายหนุ่มที่มีอายครบ ๒๐ ปี

ค่านิยมนี้มีมูลมาจากสมัยก่อนวัดเป็นสถานศึกษาของสังคม การบวชจึงหมายถึงการเข้าไปศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้มีความรู้ในหลักการครองชีวิตซึ่งมีการครองเรือนเป็นหลักใหญ่ การบวชคือการฝึกหัดขัดเกลาให้รู้จักผิดชอบชั่วดี พร้อมที่จะเป็นผู้นำครอบครัว

แล้ววัดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และทำไมต้องบวช? 

ต้องถอยไปตั้งหลักมองภาพรวมแห่งการเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนาก่อนจึงจะเข้าใจ

เมื่อศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะเสื่อมสิ้นลงและผ่านช่วงเวลาที่เรียกว่า “พุทธันดร” (ช่วงเวลาที่โลกไม่รู้จักพระพุทธศาสนา) อันยาวนานไปแล้ว พระพุทธเจ้าโคดม-พระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้จึงอุบัติขึ้นเมื่อประมาณ ๒๖๐๐ มาแล้ว

พระพุทธองค์ประกาศธรรมที่ตรัสรู้ให้ประชาชนได้รับรู้ ผู้ที่ได้ฟังแล้วมีศรัทธาเลื่อมใสออกบวชเป็นจำนวนมาก

เหตุผลที่ออกบวชปรากฏอยู่ในคำรำพึงของผู้ออกบวชเอง ดังที่ท่านบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกว่า - 

.................................................................

โส  ตํ  ธมฺมํ  สุตฺวา  ตถาคเต  สทฺธํ  ปฏิลภติ  ฯ 

ครั้นฟังธรรมนั้นแล้ว ได้ศรัทธาในพระตถาคต

โส  เตน  สทฺธาปฏิลาเภน  สมนฺนาคโต  อิติ  ปฏิสญฺจิกฺขติ  

เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า

สมฺพาโธ  ฆราวาโส 

ฆราวาส (การอยู่ครองเรือน) คับแคบ

รชาปโถ 

เป็นทางมาแห่งธุลี (มีเรื่องรกหัวใจอยู่ตลอดเวลา)

อพฺโภกาโส  ปพฺพชฺชา 

บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง

นยิทํ  สุกรํ  อคารํ  อชฺฌาวสตา  เอกนฺตปริปุณฺณํ  เอกนฺตปริสุทฺธํ  สํขลิขิตํ  พฺรหฺมจริยํ  จริตุํ  

การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย

ยนฺนูนาหํ  เกสมสฺสุํ  โอหาเรตฺวา  กาสายานิ  วตฺถานิ  อจฺฉาเทตฺวา  อคารสฺมา  อนคาริยํ  ปพฺพเชยฺยนฺติ  ฯ 

อย่ากระนั้นเลย เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิตเถิด

(เป็นพระพุทธดำรัสตรัสแก่พระเจ้าอชาตศัตรู ณ สวนมะม่วงของหมอชีวก)

.................................................................

เมื่อบวชแล้วทำอะไรกันบ้าง?

โปรดสดับต่อไป -

.................................................................

โส  เอวํ  ปพฺพชิโต  สมาโน  ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต  วิหรติ

เมื่อบวชแล้ว สำรวมระวังในพระปาติโมกข์

อาจารโคจรสมฺปนฺโน 

ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร (คือความประพฤติปฏิบัติอันสมควรแก่ภูมิเพศบรรพชิต)

อณุมตฺเตสุ  วชฺเชสุ  ภยทสฺสาวี 

โทษผิดเพียงเล็กน้อยก็เห็นว่าเป็นภัยน่ากลัว (ไม่กล้าล่วงละเมิด)

สมาทาย  สิกฺขติ  สิกฺขาปเทสุ 

สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

กายกมฺมวจีกมฺเมน  สมนฺนาคโต  กุสเลน 

ประกอบด้วยกายกรรมวจีกรรมที่เป็นกุศล

ปริสุทฺธาชีโว 

เลี้ยงชีพอย่างบริสุทธิ์

สีลสมฺปนฺโน 

ถึงพร้อมด้วยศีล

อินฺทฺริเยสุ  คุตฺตทฺวาโร 

คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย

(ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ฯลฯ มีสติรู้เท่านั้น ไม่หลงชอบหลงชังตามไป)

สติสมฺปชญฺเญน  สมนฺนาคโต 

ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ 

สนฺตุฏฺโฐ  ฯ 

เป็นผู้สันโดษ

ที่มา: สามัญญผลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

พระไตรปิฎกเล่ม ๙ ข้อ ๑๐๒

.................................................................

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “การศึกษา” ที่ผู้เข้ามาอยู่ในระบบวิถีชีวิตสงฆ์จะต้องปฏิบัติขัดเกลาตนเอง

เมื่อศึกษาอย่างถูกต้องและต่อเนื่องกันไปไม่หยุดเสียกลางคัน ก็จะจบการศึกษา ระดับจิตเข้าถึงภาวะที่รู้ประจักษ์ใจว่าตนเองบรรลุถึงภาวะนั้น ดังคำที่ท่านบันทึกไว้ว่า -

.................................................................

ขีณา  ชาติ

ชาติ (การเวียนเกิดเวียนตาย) หมดสิ้นแล้ว

วุสิตํ  พฺรหฺมจริยํ  

พรหมจรรย์ (การบำเพ็ญเพียรเพื่อความบริสุทธิ์) เสร็จสมบูรณ์แล้ว

กตํ  กรณียํ 

กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว

นาปรํ  อิตฺถตฺตาย.

ไม่มีกิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อให้บรรลุผลเช่นนี้อีกแล้ว (เทียบการศึกษาทางโลก เช่นจบปริญญาเอกสาขานี้ ก็ยังมีปริญญาเอกสาขาอื่นๆ ให้เรียนอีก แปลว่ายังไม่จบเด็ดขาด แต่การบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา เมื่อปฏิบัติจนบรรลุถึงที่สุดแล้วก็จบเสร็จเด็ดขาด ไม่ต้องปฏิบัติที่จะให้บรรลุอะไรอื่นอีก)

ที่มา: เวรัญชกัณฑ์ วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑

พระไตรปิฎกเล่ม ๑ ข้อ ๓

.................................................................

แล้วก็เกิดความแน่ใจชัดเจนว่า -

.................................................................

อกุปฺปา  เม  วิมุตฺติ

ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกลาย (พ้นแล้วพ้นเลย ไม่หวนกลับมาติดข้องอีก)

อยมนฺติมา  ชาติ

ชาตินี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย

นตฺถิทานิ  ปุนพฺภโว.

ณ บัดนี้ ภพใหม่ชาติใหม่มิได้มีอีกต่อไป

ที่มา: มหาขันธกะ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑

พระไตรปิฎกเล่ม ๔ ข้อ ๑๖

.................................................................

นี่คือเป้าหมายปลายทางของการบวชในพระพุทธศาสนา

เมื่อพระพุทธศาสนาเผยแผ่มาถึงเมืองไทยในพุทธศตวรรษที่ ๓ อันเป็นผลจากงานพระธรรมทูตในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช กุลบุตรที่ออกบวชมุ่งไปให้ถึงเป้าหมายปลายทางนี้ก็น่าจะยังคงมีอยู่มาก 

คำขอบรรพชาอุปสมบทแบบเก่า มีข้อความตอนหนึ่งว่า -

.................................................................

สพฺพทุกฺขนิสฺสรณนิพฺพานสจฺฉิกรณตฺถาย  อิมํ  กาสาวํ  คเหตฺวา  ปพฺพาเชถ  มํ  ภนฺเต  อนุกมฺปํ  อุปาทาย  ฯ

(สัพพะทุกขะนิสสะระณะนิพพานะสัจฉิกะระณัตถายะ  อิมัง  กาสาวัง  คะเหต๎วา  ปัพพาเชถะ  มัง  ภันเต  อะนุกัมปัง  อุปาทายะ  ฯ)

แปลว่า ท่านเข้าข้า ขอท่านจงกรุณารับผ้ากาสาวะนี้ให้กระผมบวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งเพื่อหลุดพ้นจากทุกช์ทั้งปวงด้วยเถิด

.................................................................

นี่คือข้อยืนยันว่า การออกบวชเพื่อปฏิบัติธรรมให้บรรลุมรรคผลอันเป็นเป้าหมายหรือเป็นอุดมคติในพระพุทธศาสนามาแต่เดิมยังคงเป็นอุดมคติของชายไทยตลอดมา

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ออกบวชแต่ไปไม่ถึงเป้าหมายก็มีมาแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาลเช่นกัน

ผู้ที่ออกบวชแล้วลาเพศกลับมาครองเรือน สำนวนบาลีใช้คำว่า “หีนายาวตฺตติ” แปลว่า “เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว” (turn to the lower) 

มองลบคือล้มเหลว 

มองบวกคือได้เรียนรู้ชีวิต 

จุดนี้เองที่น่าจะเป็นต้นเค้าแห่งค่านิยมที่ว่า การบวชคือการศึกษา

เป็นอันว่า เพดานการออกบวชที่เคยอยู่ที่ปฏิบัติธรรมให้บรรลุมรรคผล ก็ค่อยๆ ถูกลดลงมาอยู่ที่-ออกบวชเพื่อศึกษาขัดเกลาเท่าที่จะทำได้

คำไทยเรียกผู้ที่สึกจากพระว่า “ทิด” ซึ่งกร่อนกลายมาจากคำว่า “บัณฑิต” คำไทยทุกวันนี้ “บัณฑิต”หมายถึงผู้ที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา นี่ก็เป็นพยานยืนยันว่าการบวชคือการศึกษา

ทุกวันนี้ เพดานการออกบวชลดต่ำลงมาอีก ดังที่มีคำพูดล้อเลียนว่า-บวชเล่น บวชลอง บวชครองประเพณี บวชหนีทหาร (คำเดิมน่าจะเป็น-บวชหนีสงสาร) บวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกตามเพื่อน ...

บวชเพื่อปฏิบัติธรรมให้บรรลุมรรคผลกลายเป็นตำนาน ได้ยินว่าคำบาลีในคำขอบวชตรงที่ว่า “สพฺพทุกฺขนิสฺสรณนิพฺพานสจฺฉิกรณตฺถาย” (เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งเพื่อหลุดพ้นจากทุกช์ทั้งปวง) ปัจจุบันนี้ก็ถูกตัดออกไป พระอุปัชฌาย์ให้เหตุผลว่า ทุกวันนี้ไม่มีใครบวชเพื่อจะไปนิพพานกันแล้ว เอาคำนั้นไว้ก็เท่ากับโกหกกัน 

ที่ต่ำลงไปจนเกือบติดดินก็คือ ระยะเวลาที่บวช เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว ชายไทยบวช ๓ เดือนในพรรษาหาได้ทั่วไป ถอยหลังไปก่อนหน้านั้น บวชกัน ๒ พรรษา ๓ พรรษา บางทีถึง ๕ พรรษาจึงลาสิกขา ก็หาได้ทั่วไป ไม่มีใครเห็นเป็นเรื่องแปลก 

เดี๋ยวนี้บวชกันแค่เดือนเดียว ๑๕ วัน ๗ วัน ใครบวชอยู่จำพรรษา ๓ เดือน กลายเป็นเรื่องอัศจรรย์

เราห้ามการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ห้ามค่านิยมของสังคมก็ไม่ได้ แต่เราสามารถศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจเหตุผลต้นปลายของการออกบวชได้

เมื่อรู้แล้วว่าอะไรเป็นของเดิมแท้ เราก็จะรู้ได้ด้วยว่าอะไรที่เพี้ยนไป

แม้จะแก้ไขให้หายเพี้ยนไม่ได้ 

ก็ยังดีกว่าที่จะหลับตาทำตามกันเรื่อยไป 

-------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๕:๒๐

[full-post]

บวช,สังคมไทย,พระ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.