ชวนกันไปให้ถึงต้นน้ำ

----------------------

มีญาติมิตรท่านหนึ่งแสดงความเห็นว่า “กฐินห้ามใช้เงิน” 

ผมฟังแล้วก็นึกถึงคำพูดของสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ท่านไม่เห็นด้วยกับการที่สังคมอำนวยความสะดวกถวายพระ เช่นบนรถโดยสารมีที่นั่งเฉพาะพระภิกษุเป็นต้น ท่านมองว่าเป็นการ “ให้อภิสิทธิ์” ท่านว่าพระก็คือผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ควรจะได้อภิสิทธิ์ใดๆ 

สุภาพสตรีท่านท่านนั้นแสดงความเห็นไว้เรื่องหนึ่งว่า -

...................................................

และความเชื่อห้ามโดนตัวผู้หญิง ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคลอยู่ดี ไม่ควรที่จะต้องไปบังคับคนอื่นให้ทำตามด้วย หรือต้อง(บังคับ)เสียสละเพื่อให้คุณไปสู่นิพพาน

...................................................

จากความคิดนี้ทำให้มีผู้เอาไปสรุปว่า -

๑ ห้ามผู้หญิงโดนตัวพระ 

๒ การห้ามโดนตัวผู้หญิง เป็น “ความเชื่อ”

ที่ต้องรีบทำความเข้าใจก็คือ -

๑ เป็นเรื่องที่ห้ามพระโดนตัวผู้หญิง ไม่ใช่ห้ามผู้หญิงโดนตัวพระ

คือเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับพระ ไม่ใช่บทบัญญัติที่ใช้บังคับผู้หญิง ต้องแบ่งเขตแดนให้ถูก และพูดให้ตรง ไม่ใช่พูดมั่วๆ

๒ การห้ามพระโดนตัวผู้หญิงเป็นพุทธบัญญัติ ไม่ใช่เป็น “ความเชื่อ”

แม้แต่จะพลิกแพลงไปพูดใหม่ว่า “เชื่อกันว่าการห้ามโดนตัวผู้หญิงเป็นพุทธบัญญัติ” ก็ยังผิดอยู่นั่นเอง เพราะการห้ามพระโดนตัวผู้หญิงนั้นมีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นพุทธบัญญัติ ไม่ใช่เป็นเพียงความเชื่อว่าเป็นพุทธบัญญัติ ใครจะเชื่ออย่างไรหรือจะไม่เชื่ออย่างไร หลักฐานก็มีปรากฏอยู่ทนโท่ว่าเรื่องนี้พระพุทธองค์ทรงบัญญัติห้ามไว้จริงๆ ไม่ใช่เรื่องที่ทำตามกันมาตามความเชื่อ

เวลานี้เราเอา “ความเชื่อ” กับ “ความจริง” ไปพูดปนกันพัลวันไปหมด เช่น “เชื่อกันว่าคนเราเกิดมาแล้วต้องตาย”

“คนเราเกิดมาแล้วต้องตาย” - นี่เป็นความจริง ไม่ใช่ความเชื่อ

เจาะลึกเข้าไปอีกหน่อย --

“ห้ามพระโดนตัวผู้หญิง” นี้ ตัวพุทธบัญญัติท่านใช้คำว่า “กายสํสคฺค” (กา-ยะ-สัง-สัก-คะ) แปลว่า “การเคล้าคลึงด้วยกาย” (bodily contact) เป็นคำที่ผมเชื่อว่าชาวบ้านส่วนมากไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยมีใครเอามาพูด แม้แต่ชาววัดที่มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติเองก็เถอะ ถ้าไม่เรียนไม่ค้นไปถึงต้นฉบับก็จะไม่รู้จักเหมือนกัน

ข้อความเต็มๆ ทั้งมาตราเป็นภาษาบาลีว่า -

...................................................

โย  ปน  ภิกฺขุ  โอติณฺโณ  วิปริณเตน  จิตฺเตน  มาตุคาเมน  สทฺธึ  กายสํสคฺคํ  สมาปชฺเชยฺย  หตฺถคาหํ  วา  เวณิคาหํ  วา  อญฺญตรสฺส  วา  อญฺญตรสฺส  วา  องฺคสฺส  ปรามสนํ  สงฺฆาทิเสโสติ  ฯ (วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๑ ข้อ ๓๗๗)

...................................................

หนังสือ วินัยมุข เล่ม ๑ พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แปลไว้ว่า -

...................................................

อนึ่ง ภิกษุใด กำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม จับมือก็ตาม จับช้องผมก็ตาม ลูบคลำอวัยวะอันใดอันหนึ่งก็ตาม เป็นสังฆาทิเสส

...................................................

ถ้าตามไปดูรายละเอียดที่ต้นฉบับบาลี ก็จะพบว่า คำที่เป็นคำหลักแต่ละคำจะมี “บทนิยาม” กำกับไว้ด้วย เช่น “ภิกษุ” (ภิกฺขุ) หมายถึงใคร “กำหนัดแล้ว” (โอติณฺโณ) หมายความว่าอย่างไร เป็นต้น จะคิดเอาเองเข้าใจเอาเอง หรือตีความเอาเองหาได้ไม่

......................

ยกเรื่องนี้มาเทียบเป็นตัวอย่างไว้ก่อนก็เพื่อจะบอกว่า หลักพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนานั้นจะพูดเอาเองเข้าใจเอาเองไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของเรื่อง ไม่ใช่ต้นธาตุต้นธรรม พระพุทธองค์ท่านเป็นเจ้าของ (ดังมีคำเรียกว่า “พระธรรมสามี” แปลว่า ผู้เป็นเจ้าของพระธรรม) เราจึงควรพยายามไปให้ถึงต้นทางต้นน้ำต้นฉบับที่บันทึกหลักพระธรรมวินัย ศึกษาให้ชัดว่าท่านตรัสไว้อย่างไรกันแน่

เห็นบางท่าน-หลายท่านนิยมยกหัวข้อธรรมศัพท์วิชาการคำนั้นคำนี้มาอธิบายแล้ว ได้แต่เอาใจช่วย หวังว่าท่านจะพูดตรงกับต้นฉบับ ไม่ใช่พูดตามความเข้าใจเอาเอง หรือเพียงอ้างว่า-ก็อาจารย์นั่นนี่โน่นท่านว่าไว้หรือตำราโน่นนี่นั่นเขียนไว้อย่างนี้

ข้อจำกัดอย่างยิ่งก็คือ เราส่วนมากไม่รู้ภาษาบาลีอันเป็นภาษาต้นฉบับ ทำได้อย่างดีที่สุดก็คือศึกษาจากคำแปลซึ่งทางวิชาการต้องนับว่าเป็นข้อมูลชั้นทุติยภูมิ (Secondary sources) แปลถูกก็รอดตัวไป แปลผิดก็เสี่ยงต่อการเข้าใจผิด ยิ่งฟังจากอาจารย์ตาม “ลัทธินับถือคำอาจารย์” หลักธรรมวินัยคำเดียวกันเรื่องเดียวกัน ต่างสำนักต่างอาจารย์อาจจะอธิบายต่างกันไป ยิ่งเสี่ยงที่จะห่างไกลจากต้นฉบับมากขึ้นไปอีก

บางเรื่องเราก็คงนึกไม่ถึงว่าเป็นความเสี่ยง-เช่นการพิมพ์ผิด

ต้นฉบับว่า “เหมือนต้นยางที่กรีดด้วยมีด”

พิมพ์ออกมาเป็น “เหมือนต้นยางที่กรีดด้วยมือ”

ถ้ารู้จักเฉลียวใจ ก็อาจรอดตัว แต่ถ้าอ่านเพลินไปและเชื่อตามตัวหนังสือ ก็ไปคนละโลกได้ง่ายๆ

คนที่รู้บาลีจึงได้เปรียบอยู่บ้าง คือสามารถตรวจสอบไปถึงต้นฉบับได้ คนที่ได้แต่ศึกษาจากคำแปลก็เสี่ยงกันไป

ผมจึงตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า-ชวนกันไปให้ถึงต้นน้ำ อย่าทำเพียงแค่ดักช้อนเอาตามกลางน้ำปลายน้ำ

พูดตรงๆ ก็คือ ศึกษาให้เข้าใจถูกต้องแน่ชัดก่อนจึงค่อยเอาไปพูดต่อ

......................

กลับไปที่ต้นเรื่อง - “กฐินห้ามใช้เงิน”

โปรดเข้าใจให้ถูกต้องว่า กฐินไม่ได้ห้ามใช้เงิน

ผมแน่ใจว่า ผมไม่เคยพูดหรือเขียนไว้ที่ไหนเลยว่า “กฐินห้ามใช้เงิน” แต่พูดย้ำอยู่บ่อยๆ ว่า กฐินสำเร็จด้วยผ้าผืนเดียว ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้าน ไม่ควรฉวยโอกาสเอาพุทธานุญาตเรื่องกฐินมาเป็นช่องทางหาเงิน ยิ่งถ้าทำด้วยวิธีที่ผิดไปจากพุทธบัญญัติดังที่มักทำกันในสมัยนี้ เช่น เชิญชวนเป็นเจ้าภาพกฐินเป็นกองๆ ประมูลไตรกฐินเป็นไตรๆ เท่าจำนวนพระเป็นต้น เพียงเพื่อจะได้เงินมากขึ้น ก็ยิ่งไม่สมควรด้วยประการทั้งปวง

แต่ในกระบวนการทอดกฐินนั้น ใครมีศรัทธาจะบริจาคเงินเพื่อสมทบบุญที่เรารู้กันว่าเป็น “บริวารกฐิน” มากน้อยเท่าไรสามารถทำได้ ไม่มีข้อห้ามแต่ประการใด เพียงแต่ขอให้เข้าใจให้ถูกต้องว่า กฐินสำเร็จด้วยผ้าผืนเดียวจากเจ้าภาพเดียว ไม่ใช่สำเร็จด้วยการบริจาคเงินมากๆ

น่าอนุโมทนาสาธุการกับหลายๆ วัด-และวัดส่วนมาก ที่ประกาศชัดเจนว่า วัดอาตมา มีผ้าผืนเดียวก็มาจองกฐินได้ ในขณะที่บางวัด-หลายวัด เป็นที่รู้กันว่า ถ้าเงินไม่ถึง ไม่มีใครกล้าทอด

......................

นอกจากจะชวนกันไปให้ถึงต้นน้ำคือศึกษาเรียนรู้ไปให้ถึงต้นฉบับหลักพระธรรมวินัยแล้ว ที่ต้องขอร้องขอแรงอีกอย่างหนึ่งคือ ท่านที่มีความสามารถเข้าถึงและศึกษาตรวจสอบต้นฉบับได้ง่าย ขอได้โปรดช่วยกันศึกษาให้ได้หลักความรู้ที่ถูกต้อง แล้วนำสิ่งที่ถูกต้องมาบอกกล่าวเผยแผ่ให้แพร่หลายยิ่งๆ ขึ้น การเข้าใจผิด เอาไปทำกันผิดๆ เอาไปพูดกันผิดๆ จะได้ลดน้อยลงและหมดไปในที่สุด

-----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๘:๕๔

[full-post]

กฐิน,ทอดกฐิน,บริวารกฐิน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.